บทความ

780,000 ?


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน พฤศจิกายน ปี ’53 กับ ’52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 38.3 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 37.6 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 37.1 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 15.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 49.4 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 127.0 %
อื่นๆ เพิ่ม 36.1 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน มกราคม-พฤศจิกายน ปี ’53 กับ ’52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 48.3 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 52.0 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 42.2 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 31.2 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 58.1 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 133.0 %
อื่นๆ เพิ่ม 47.4 %

และกาลเวลาก็เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี ที่คาดหมายกันสดๆ ร้อนๆ เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี่เอง ว่ายอดการขายปี 2553 จะขึ้นไปแตะระดับ 780,000 คัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เพราะเพียงถึงเดือนพฤศจิกายน ยอดการขายรถรวมก็ขึ้นไปถึง 707,235 คัน แล้ว และเชื่อว่าในเดือนธันวาคม เดือนเดียวค่ายรถยนต์คงจะเร่งรีบส่งรถให้ถือมือลูกค้าให้เร็วที่สุด เพื่อตัวเลขอันสวยหรูของแต่ละค่าย ให้เป็นประวัติจารึกเอาไว้

ที่เชื่อว่าจะถึงตัวเลขที่ว่า ก็เพราะเดือนพฤศจิกายน เดือนเดียว ขายกันทั้งสิ้น 78,874 คัน เพิ่มขึ้นถึง 38.3 % และถ้าเดือนธันวาคม ยังขายกันอีก 7 หมื่นกว่า ตัวเลขที่พาดหัวก็น่าจะมีความเป็นไปได้

ช่วยกันให้ถึงนะ

มาดูกันก่อน ว่าปี 2554 ที่กำลังมาถึงนี่ เราจะพบกับอะไรบ้าง ?

เริ่มต้นกันด้วยข่าวสารจากผู้ประกอบการลีซิง หรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเช่าซื้อรถยนต์ เปิดตัวออกมาเป็นค่ายแรก ว่าเตรียมตัวขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมกราคม 0.1-0.2 % เพราะต้นทุนมันขยับติดขึ้นมาแล้ว ตามแนวโน้มต้นทุนที่ธนาคารต่างๆ เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดอีก 0.25 %

แม้ว่าสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจนี้ มีค่อนข้างมาก รวมทั้งขาใหญ่ก็ต้องการสร้างส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น แต่เมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่ม ต้นทุนปรับเพิ่ม ก็ต้องยอมปรับตัวตามตลาดแต่โดยดี

แต่หากมองทางด้านลูกค้า บริษัทรถยนต์เองก็โหมเงื่อนไข ข้อเสนอ และแคมเปญพิเศษมากมาย หรืออย่างเมื่อตอนเสร็จสิ้นงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27” ที่บริษัทรถยนต์ทุกค่าย เสนอแคมเปญให้กับลูกค้าที่จองรถซื้อรถในงาน แต่พอเสร็จสิ้นงาน ค่ายรถยนต์แทบทั้งหมด ต่างก็นำเสนอแคมเปญเดียวกัน ยืดระยะยาวจนถึงสิ้นปี ก็ถือว่าโดยภาพรวม ลูกค้าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก

นั่นเป็นเรื่องแรก ถัดมาก็ต้องหันมองภาครัฐ ที่คาดว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ควรระมัดระวังอย่างไรบ้างอย่างแรก ค่อนข้างเกี่ยวกันกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่อุปสงค์ของทั้ง 2 ประเทศ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน จะทำให้มีแนวโน้มการขยายตัวในระดับต่ำ นั่นก็คือ รถที่ประกอบจากบ้านเรา ยังขยายตัวไม่ได้มากนัก

อย่างที่ 2 สถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งของคนในสังคม แม้ว่าจะมีความสงบมากขึ้นจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่ายังไม่มั่นคง ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการทำงานภาครัฐพอควร

เรื่องถัดมา สถานการณ์การผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ และผลกระทบของปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งการแข็งค่าของเงินบาท

อีกเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัว คือ การไหลเข้าและออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศหลักชะลอตัว ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินมาสู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีผลทำให้ค่าเงินบาทของไทย แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง

แต่ที่สำคัญคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม นับเป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่ง ต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม แม้ว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่ผู้ผลิตก็ไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้

แต่หากมองในแง่ดีแล้ว แนวโน้มการเติบโตของตลาดรถใหม่ในปีหน้า ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดแนวโน้มการเติบโตของยอดรถใหม่ในปี 2554 ไว้ที่ 4-9 % หรือจะมียอดรถใหม่ทั้งสิ้น 805,000-845,000 คัน ซึ่งค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างตั้งเป้าหมายเติบโตกันหมด ซึ่งเราก็จะได้เห็นข่าวสารกันหลังปีใหม่นี่แหละ

กลับมาที่มาตรวัดของเรา ยอดการขายของเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เดือนเดียวมียอดขาย 78,874 คัน เพิ่มขึ้น 38.3 % ทำให้ยอดการขายรวม 11 เดือน มี 707,235 คัน เติบโต 48.3 % เพราะผู้บริโภคเชื่อมั่นในทิศทางของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แม้ว่าจะมีอุบัติภัยในหลากหลายพื้นที่ของบ้านเรา

มาดูกันว่าตำแหน่งแชมพ์หน้าเดิม โตโยตา ขายได้ 33,650 คัน เพิ่มขึ้น 36.9 % ส่วนแบ่งตลาด 42.7 %, อันดับที่สอง อีซูซุ ขาย 15,443 คัน เพิ่ม 39.3 % ส่วนแบ่ง 19.6 %, อันดับที่สาม ฮอนดา ขาย 10,146 คัน เพิ่มนิดหน่อย 6.2 % ส่วนแบ่ง 12.9 %, อันดับที่สี่ นิสสัน ได้อานิสงส์จากน้องเล็ก ขาย 5,220 คัน เพิ่ม 68.0 % ส่วนแบ่ง 6.6 % และอันดับที่ห้า มิตซูบิชิ ได้อานิสงส์จากแกสธรรมชาติ ขาย 4,073 คัน เพิ่ม 83.9 % ส่วนแบ่ง 5.3 %

แยกประเภทออกมาเป็นรถยนต์นั่ง เดือนเดียวขาย 32,339 คัน เพิ่ม 37.6 % โดยรวม 11 เดือน ขาย 295,285 คัน เพิ่มเยอะ 52.0 % อันดับหนึ่ง โตโยตา ขาย 13,882 คัน เพิ่ม 43.9 % ส่วนแบ่ง 42.9 %, ที่สอง ฮอนดา ขาย 9,235 คัน ลดลง 1.4 % ส่วนแบ่ง 28.6 %, ที่สาม นิสสัน ขาย 3.056 คัน เพิ่ม 205.9 % ส่วนแบ่ง 9.4 %, ที่สี่ มาซดา ขาย 1,990 คัน เพิ่ม 44.1 % ส่วนแบ่ง 6.2 % และที่ห้า ฟอร์ด ขาย 1,543 คัน เพิ่มมหาศาล 2,310.9 % เพราะปีที่แล้วไม่มีรถขาย ส่วนแบ่ง 4.8 %

ผู้เสียภาษียอดเยี่ยม โพร์เช ขายได้ 5 คัน ลัมโบร์กินี ขาย 3 คัน แจกวาร์ ขาย 2 คัน เบนท์ลีย์ อัลฟา โลทัส และ แฟร์รารี ขายเจ้าละคัน

เหลืออีกเพียงเดือนเดียว เราก็จะไปสู่ฝั่งฝัน ด้วยตัวเลข 780,000 คัน กันไหมเอ่ย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2554
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/X2UoP

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th