บทความ

เลือกใช้น้ำมันเกียร์


กว่าเรื่องนี้จะถูกพิมพ์ ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง ซึ่งก็คืออุทกภัยร้ายแรง คงจะผ่านพ้นไปนานพอสมควรแล้ว ผมขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะในระดับใดทุกคนครับ จำนวนรถที่ถูกน้ำท่วมมีจำนวนเท่าใด ผมไม่สามารถหาข้อมูลเรื่องนี้ได้

แต่ระดับความเสียหายนั้น ไม่ต้องอาศัยข้อมูล จากที่ใดครับ ถ้าเกิดกับรถที่ถูกน้ำท่วมลึก ความเสียหายที่เกิดขึ้น อยู่ในระดับหนักหนาสาหัสครับ คำว่าถูกน้ำท่วมลึกของผม หมายความว่า ระดับน้ำสูงถึงขอบหน้าต่างเป็นอย่างน้อย และถ้าจมอยู่เป็นเวลาหลายวัน ก็น่าจะเหลือชิ้นส่วนเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ที่พอจะเรียกว่ายังใช้ได้อยู่ เช่น ล้อ ยาง กับกันชนที่ทำจากพลาสติค

งานซ่อมแซมรถที่ถูกน้ำท่วมระดับนี้ ใกล้เคียงกับงานบูรณะรถคลาสสิค ที่มีสภาพทรุดโทรม คือ แทบไม่มีอะไรที่ไม่ต้องซ่อมครับ หนักหนาสาหัสพอๆ กัน แต่อาจจะต่างกันในรายละเอียด เช่น ฟันเฟื่องในห้องเกียร์ของรถคลาสสิคอาจชำรุดสึกหรอ ต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วนรถที่จมน้ำอยู่หลายวัน ถึงชิ้นส่วนในห้องเกียร์จะยังไม่สึกหรอ แต่ก็ต้องถูกเปิดออกมาล้างทำความสะอาด และจะยุ่งยากเป็นพิเศษ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติที่มีชิ้นส่วนละเอียดอ่อน ซับซ้อน ไวต่อสิ่งแปลกปลอมที่เล็ดลอดเข้าไป

สรุปแล้วทุกส่วนที่เข้าข่ายเป็น “ห้องปิด” ต้องถูกเปิดออกล้าง ทำให้แห้ง แล้วตรวจสอบความเสียหายเสมอครับ อย่าไปเชื่อใคร ที่บอกว่า เปลี่ยนของเหลวภายในหลายๆ รอบก็พอ หรือแม้จะเป็นชิ้นส่วนที่ไม่ได้มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ภายใน ก็ต้องเปิดออกมาล้าง แล้วทำให้แห้งเสมอครับ เครื่องยนต์ก็ต้องถูกรื้อออกเป็นชิ้น ตรวจสภาพ แล้วจึงประกอบใหม่

ไม่มีทางลัดสำหรับการซ่อมรถที่ถูกวิธีครับ อย่าไปให้ความสำคัญกับวิธีพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเป็นความเห็น หรือ วิธี หรือ คำแนะนำของผู้ที่ต้องชดเชยความเสียหายให้แก่เรา ซึ่งย่อมต้องการวิธีที่ประหยัดเงินที่สุดอยู่แล้ว

ในฉบับที่แล้ว ผมได้อธิบายถึงความสำคัญของน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์ ซีวีที ไปแล้ว ผมเชื่อว่ามีรถที่ใช้เกียร์แบบนี้จำนวนมาก ที่เกียร์ชำรุดก่อนเวลาอันควร เพราะใช้น้ำมันเกียร์ผิด เกียร์ ซีวีที ไม่แย่ระดับที่เล่าลือกันครับ เกียร์อัตโนมัติแบบ “เดิม” ในรถบางรุ่นมีอายุสั้นกว่าเกียร์ ซีวีที ก็มีครับ

ในรถบางตรา และบางรุ่น เกียร์แบบนี้ชำรุดก่อนเวลาอันควรทุกคันก็มีครับเรียกว่าไม่มีคันไหนรอดเลยผมเชื่อว่าความก้าวหน้าทางโลหะวิทยาและสารหล่อลื่น จะทำให้เกียร์ ซีวีที ที่ทำงานแบบไม่มี “รอยต่อ” และมีจำนวนอัตราทดแบบ “นับไม่ถ้วน” นี้ มีบทบาทสำคัญ ในรถขนาดกลาง และรถขนาดใหญ่ รวมทั้งรถสปอร์ทสมรรถนะสูงด้วย

ไม่ใช่แต่เพียงเกียร์อัตโนมัติเท่านั้นนะครับ ที่ต้องการน้ำมันหล่อลื่นเฉพาะรุ่นเพื่ออายุใช้งานที่ยืนยาว ไม่ว่าเกียร์แบบไหนก็เช่นเดียวกันครับ เพื่อให้เข้าใจง่าย ผมขอยกตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ แบบใช้ชุดฟันเฟืองแบบดาวเคราะห์ (PLANETARY GEAR) หลายชุด ทำงานร่วมกับทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ เป็นรถเครื่องยนต์หน้า วางตามยาว ขับเคลื่อนล้อหลัง จึงมีเฟืองท้ายอยู่ที่เพลาหลังด้วย กับอีกคันเหมือนคันแรก ยกเว้นใช้เกียร์ธรรมดา

จากรถทั้ง 2 คันในตัวอย่าง ช่วยให้เราแยกแยะน้ำมันหล่อลื่นในแบบที่คุ้นเคยกันได้ง่ายครับ คือ เหลือน้ำมันหล่อลื่นอยู่เพียง 4 อย่าง สำหรับทำความเข้าใจ ซึ่งก็คือน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์สำหรับเกียร์ “ธรรมดา” น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ และน้ำมันเฟืองท้าย

เพื่อให้เข้าใจง่าย ผมขอให้มาตรฐานของน้ำมันเกียร์ธรรมดา ด้วยรหัสที่ช่าง ผู้ขายน้ำมันหล่อลื่นและผู้ใช้รถที่สนใจเรื่องนี้ คุ้นเคยกันมานาน และยังเป็นมาตรฐานที่บ่งไว้ที่ภาชนะอยู่ ซึ่งก็คือ จีเอล 4 (GL4) ส่วนน้ำมันเฟืองท้ายต้องใช้ระดับ จีแอล 5 (GL5) ครับ เพราะต้องมีสารต้านการสึกหรอของผิวฟันเฟืองเป็นพิเศษ เนื่องจากการขบกันของฟันเฟืองในเฟืองท้าย คือ เฟืองเดือยหมู (PINION) และเฟืองบายศรี (CROWN WHEEL) แบบเยื้องศูนย์ คือ แกนของเฟืองเดือยหมูอยู่ต่ำกว่าจุดศูนย์กลางของเฟืองบายศรี แบบไฮพอยด์ (HYPOID) ซึ่งไม่มีใครตั้งชื่อไว้ในภาษาไทยครับ มีการบดไถลเสียดสีกันมากและรุนแรง จึงต้องใช้สารเคมีทำหน้าที่ฉาบผิวฟันเฟือง เป็นเกราะป้องกันการสึกหรอเป็นพิเศษ

ช่างชาวไทยมักจะเชื่อว่าน้ำมันเฟืองท้าย จะต้องข้นกว่าน้ำมันเกียร์เสมอ ซึ่งไม่เป็นความจริงครับ จะข้นมากหรือน้อยกว่า มันขึ้นอยู่กับค่าความหนืด หรือ VISCOSITY ที่เราเลือกซื้อครับ เช่น 75, 80, 90 หรือ 140 และเช่นเดียวกับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ก็มีแบบมัลทิเกรดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแถบประเทศที่อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว ถ้าจำเป็นจริงๆ ในการตัดสินว่าเป็นน้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเฟืองท้าย อย่าดูที่ความข้นครับ แต่ใช้วิธีดมกลิ่นเอา น้ำมันเฟืองท้ายจะมีกลิ่นแรง หรือ “ฉุน” กว่าน้ำมันเกียร์มากครับ เพราะมีสารต้านการสึกหรอ จากการบดของหน้าฟันเฟือง รู้จักกันในชื่อ EP (EXTREME PRESSURE) ADDITIVES

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ มีชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า เอทีเอฟ (ATF) ถึงจะมีชื่อรวมเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดอีกมากครับแค่เห็นพยัญชนะ ATF อย่างเดียวยังไม่พอครับ ต้องเป็นรุ่นที่ผู้ผลิตรถนั้นกำหนดให้ใช้ ไว้ในคู่มือสำหรับเจ้าของรถเท่านั้น และบางรุ่นจะใช้น้ำมันอื่นทดแทนไม่ได้ทั้งสิ้นด้วย

กลับมาเข้าเรื่องน้ำมันเกียร์สำหรับเกียร์ “ธรรมดา” ของเรากันต่อครับ ถ้าเราใช้รถเกียร์ธรรมดา แล้วเข้าไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ในปั๊มน้ำมัน หรืออู่ที่ช่างไม่มีความรู้เรื่องนี้เพียงพอ เราก็จะได้น้ำมันเกียร์ จี แอล 4 (GL4) ที่รถเกียร์ธรรมดาส่วนใหญ่ใช้ แต่เราจะไม่โชคดีเสมอไป เพราะเชื่อไหมครับ ว่ามีรถเกียร์ธรรมดา หลายรุ่น ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นอื่น ที่ต่างจากน้ำมันเกียร์ธรรมดา (GL4) ซึ่งก็คือ น้ำมันอื่นอีก 3 ชนิด ในตัวอย่างของเรานี่แหละครับ ซึ่งก็คือ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ (ATF) และน้ำมันเฟืองท้าย (GL5) ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ มาดูตัวอย่างจริงกันได้เลย

รถที่ใช้น้ำมันเครื่องเป็นน้ำมันเกียร์แบบที่ใช้ร่วมกับเครื่องยนต์เลย เช่น มีนี ยุคแรก บางคนอาจบอกว่า ก็มันใช้น้ำมันจากอ่างเดียวกัน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน แบบที่เป็นห้องเกียร์อิสระแต่ใช้น้ำมันเครื่องเป็นน้ำมันเกียร์ก็มี เช่น เปอโฌต์ ที่ขับเคลื่อนล้อหน้าบางรุ่น

คราวนี้มาดูรถเกียร์ธรรมดา ที่ผู้ผลิตกำหนดให้ใช้น้ำมันเกียร์อัตโนมัติกันบ้าง เหตุผลก็คือ ต้องการให้เบาแรงในการเข้าเกียร์ ตอนเริ่มออกรถขณะเครื่องเย็น โดยเฉพาะในประเทศที่อากาศเย็นจัดในฤดูหนาว รถพวกนี้ ถึงจะถูกจำหน่าย และใช้ในประเทศนี้มีอากาศร้อนก็ยังคงต้องใช้ น้ำมันเกียร์อัตโนมัติตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ครับ เท่าที่พบเป็นรถเยอรมันหลายรุ่นด้วยกัน

กลุ่มสุดท้าย คือ รถที่ใช้น้ำมันเฟืองท้าย (GL5) เป็นน้ำมันเกียร์ ใครที่เข้าใจคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นชนิดนี้คงจะเดาได้ทันที ว่าเป็นรถที่มีชุดเฟืองท้ายแบบเฟืองเดือยหมู และเฟืองบายศรีรวมอยู่ในห้องเกียร์ เกือบทั้งหมดคือรถที่เครื่องยนต์ถูกวางตามยาว แนวเดียวกับตัวรถ และตำแหน่งของเครื่องยนต์อยู่ที่เดียวกับล้อขับเคลื่อน เช่น เครื่องยนต์หน้าขับเคลื่อนล้อหน้า หรือเครื่องยนต์หลัง หรือกลางลำ ขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ถ้าเป็นพวกขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็จะเป็นรถที่วางเครื่องยนต์ตามยาวครับ

ตัวอย่างของรถเครื่องหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ใช้น้ำมันเฟืองท้ายเป็นน้ำมันเกียร์ (ธรรมดา) คือ ซูบารุ รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า หลายรุ่น ส่วนรถเครื่องหลัง ซึ่งไม่ต้องบอกก็ได้ว่าขับเคลื่อนล้อหลัง (ถ้าไม่ใช่ขับเคลื่อน 4 ล้อ) และใช้น้ำมันนี้เป็นน้ำมันเกียร์ ก็คือ โฟล์คสวาเกน เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ โพร์เช เครื่องยนต์หลัง และพวกรถสปอร์ทเครื่องกลางลำส่วนใหญ่

พวกขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ใช้ “น้ำมันเฟืองท้าย” เป็นน้ำมันเกียร์ ก็คือหลายรุ่นของ 2 กลุ่มแรกนี่แหละครับ ที่ทำรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เสริมให้ลูกค้าเลือกซื้อ อย่าง โฟล์ค ฯ และ โพร์เช หรือทำรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นหลักอย่าง ซูบารุ

และถ้าจะหารถเกียร์ธรรมดา ที่ไม่ได้มีชุดเฟืองเดือยหมู-บายศรี รวมอยู่ในห้องเกียร์ คือ เป็นห้องเกียร์ธรรมดาของรถเครื่องหน้า เกียร์หน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ผู้ผลิตกำหนดให้ใช้น้ำมันเฟืองท้าย เพื่อปกป้องแหวนซินโครเมช ก็ยังพอมีตัวอย่างครับ เท่าที่ผมนึกออก ก็คือ อัลฟา โรเมโอ รุ่นเครื่องหน้า เกียร์หน้า และขับเคลื่อนล้อหลัง เช่น ตระกูล จูลีอา แบร์ลีนา จีทีวี (แบร์โตเน) เป็นต้น

บทสรุปของการเลือกน้ำมันเกียร์สำหรับรถของเรา ก็คือ ใช้ชนิดที่กำหนดไว้ในคู่มือผู้ใช้รถ หรือคู่มือเจ้าของรถ เท่านั้น ห้ามเดาเอง หรือให้ช่างเดาสุ่มเด็ดขาด



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตันฑ์เศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/v5q4L

Follow autoinfo.co.th