บทความ

ร่มปีกอินทรีที่อบอุ่นนิรันดร์


“แด่พี่ปุ๊ที่เคารพ…ด้วยความรัก/นับแต่ได้รู้จักและรักพี่/พี่หลั่งรินแต่น้ำใจด้วยไมตรี/ด้วยรักและหวังดี…เปี่ยมหัวใจ/พี่ไม่เคยกล่าวร้ายใคร…ให้ได้ยิน/เกินเล่นลิ้น…”พี่นี้มีแต่ให้”/นับแต่นี้คงไม่มีโทรทางไกล/จาก (ถึง) ทูนอินเมืองเชียงใหม่ ต่อไปแล้ว…”

มีคนพูดถึงพี่ปุ๊ในหลากหลายแง่มุม ทั้งยามพี่ยังอยู่ และหลังที่พี่จากไป เวลาที่อัดอั้นตันใจผมก็เขียนกลอนไม่ออก แต่เพื่อให้เห็นมุมอื่น ผมขอพูดถึงคำที่พี่ “ให้” ผมตลอดมา แม้ไม่ครบทุกมุมก็ตาม

(หนึ่ง)-สมัยที่พวกเราได้เจียดค่าข้าวกลางวันไปซื้อ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” ฉบับแรกๆ (ที่เป็นขนาดหน้ากว้างใหญ่เทอะทะ ไม่เป็นเล่มกะทัดรัดน่าจับอย่างวันนี้) มาอ่าน นอกจากเราจะหลงเสน่ห์ความเรียงประกอบภาพ โดยเฉพาะชีวิตบนกองขยะที่พี่น้องผู้ยากไร้ไปขุดหาอาหาร และซากของใช้มาจากภูเขาขยะที่ดินแดง ทั้งภาพที่ใครอาจมองแล้วกินข้าวไม่ลงกับความเรียงที่มีทั้งถ้อยคำสำนวนแปลก มีเสน่ห์น่าติดตาม และเป็นแบบฉบับที่คนอ่านไม่คุ้น(โดยเฉพาะนักมองภาษาอย่างพวกเรา…)

-มีคอลัมน์ที่แสนแปลกใหม่ (ไม่มีชื่อคอลัมน์ตามประเพณีเก่าๆ) หากแต่มีคำโปรยอย่างท้าทายว่า “รำพึงรำพันโดย ลำพู” มันเย้ายวนให้เราอยากรู้จริงๆ ว่า นามปากกา ”ลำพู”นั้นเป็นนามปากกาใหม่ของผู้อาวุโส ที่เป็นทรัพยากรชั้นเยี่ยมในวงวรรณกรรม ที่นั่งเรียงรายอยู่ ณ ยูนิทเลขที่ 12 อาคาร 6 ถนนราชดำเนินแห่งนั้น (กว่าหลายปีที่เราได้ซาบซึ้งในรวมบทความเรียงเลิศวิไลในเล่มน่ารักว่า “ไฟอาย” ที่คนรุ่นใหม่ที่เขียนคอลัมน์อย่างไร้สาระ และสร้างสรรค์ควรจะต้องมีไว้ประดับความสำนึก และศึกษาอย่างละเอียด)

เพราะภาพถ่ายที่มีมุมจากสายตาเฉียบคม ยิงภาพชีวิตบนกองขยะในมุมแปลกๆ ที่คนทั่วไปอาจมองด้วยสายตาขยะแขยง น่าสังเวช ตลอดจน น่าเห็นอกเห็นใจ ให้อารมณ์ละเมียดละไมที่เจียดความเอื้ออารีแห่งความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ควรมองมนุษย์

(สอง)-หลายๆ ปีต่อมา เมื่อเรากล้าที่ตัดความเขินอาย ถือบทกลอนบ้าง เรื่องสั้นบ้าง ข้อความเลียนแบบ “ลำพู” บ้าง ไปหาพี่ปุ๊ พี่ปุ๊จะมองน้องๆ ทุกคนด้วยสายตาที่เปี่ยมเมตตากระจ่างจากดวงใจ บ่งบอกผ่านคำพูด “พวกคุณมีโอกาสดีกว่าสมัยพี่ๆ พวกคุณเป็นกวี
ต้องกล้าเขียนกวีด้วยอารมณ์และหัวใจกวี” เมื่อเราถ่อมตัวว่า เราเป็นแต่เพียงคนเขียนกลอนเล็กๆ ไม่กล้าเรียกตัวเองว่ากวี พี่ปุ๊บอกเราว่า “อย่าดูถูกตัวเอง ต้องให้กำลังใจตัวเองคิดอย่างไร ก็เขียนลงไปอย่างนั้น ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อความรู้สึก และความเห็นตัวเอง
กวีเป็นพวกมีตา มีจินตนาการพิเศษ ไม่ต้องอาย”

แล้วพี่ปุ๊ก็ยกตัวอย่างเพื่อนรักว่า “ดูรัตนะสิ เขาเรียนบัญชี แม้มหาวิทยาลัยไม่ให้คะแนนเรียนในการเขียน แต่รัตนะไปรับปริญญานอกห้องเรียน โดยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่คนอ่านนิยมชมชอบทั้งบ้านทั้งเมือง ต่อมาเขาเขียน “ขอบกรุง” ในสมัยที่คนยังคุ้นกับคำว่า “กลอนเปล่า” อันเป็นแบบฉบับที่เขากล้าที่จะเขียน กลายเป็นคอลัมน์เด่นที่ชาวกรุง แล้วคนก็เรียก กวีร้อยแก้ว”

เด็กหนุ่มจากมหาวิทยาลัยที่เคยได้ลงกลอนในสตรีสาร-สยามสมัย และ ชาวกรุงมาแล้วจึงกล้าส่งกลอนให้พี่ปุ๊ แล้วพี่ปุ๊ก็ลงกลอนที่เด็กหนุ่มขี้ปอด แปลงฉันทลักษณ์ของ“สัททุลวิกกีฬิตฉันท์” ชื่อ “กุมภาพันธ์พิไร” ให้ทันทีที่หนังสือเล่มใหม่ออกในเดือนต่อมา
คำสอนที่ให้กำลังใจ (ที่พี่พูดมากกว่าที่จำมาเรียบเรียง ณ ที่นี้) ยังก้องอยู่ในจิตสำนึกเสมอไม่เคยเลือน

(สาม)-เมื่อพี่ไปอยู่กับธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่พี่รักมากอีกสิ่งหนึ่งในชีวิต ไกลถึงเชียงใหม่หลายครั้งที่พี่กรุณาโทรศัพท์ลงมาคุย หลังจากคุยเรื่องอื่นๆ แล้ว พี่ไม่เคยลืม เช่นพี่บอกว่า “มีหนังสืออะไรออกใหม่บ้าง พี่ชอบอ่านทุกอย่างนะ แม้หนังสือภายในเชลล์ที่ประยอมเคยส่งให้สมัยโน้น เขายังส่งให้พี่อยู่ ทำให้พี่ได้ความรู้ ความคิดใหม่ๆ…”

มีอีก 2-3 ครั้ง ที่พี่ปุ๊ให้คนต่อโทรศัพท์ถึงน้อง เช่น บ่ายๆ วันที่ 22 มีนาคม 2539“ประยอม นี่พี่ปุ๊โทรจากเชียงใหม่นะ พี่ยินดีด้วยจริงๆ ที่ประยอมได้รับโปรดเกล้า ฯเป็นวุฒิ ฯ พร้อมพี่ชายของเราพี่ วสิษฐ คุณสุกัญญา ทำหน้าที่ที่มีเกียรตินี้ให้ดีที่สุดนะ พี่ยินดีจริงๆ“ เมื่อน้องชายถ่อมตัวตามนิสัยว่า เขาคงเห็นว่าเป็นนายกสมาคม ฯจึงเลือกไปเสนอ พี่ปุ๊พูดแย้งทันทีด้วยประโยคที่มีความหมายเดียวกับผู้อาวุโสสองท่านที่โทรศัพท์วันเดียวกัน (คือ สุวัฒน์ วรดิลก และประหยัด ศ. นาคะนาท) ว่า

“ประยอมเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องนะ ว่าคนที่ได้รับเลือกไปทูลเสนอเพื่อโปรดเกล้า ฯ นั้นเขาเลือกเพราะประยอมเป็นประยอม ซองทอง นะ ถ้านายกสมาคม ฯ เป็นคนอื่นบางคนท่านก็คงพิจารณาอีกว่าควรเลือกหรือไม่ เข้าใจเสียให้ถูกต้อง” คำของพี่ และผู้อาวุโส
อีกสองท่าน ยังซึ้งในความสำนึกจนวันนี้

(สี่)-มีความลับที่เราไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เพราะเขาให้เก็บเป็นความลับ แต่ในฐานะที่ผมเป็นนายกสมาคมนักเขียน ฯ ในตอนนั้น นายกสมาคม ฯ เป็นคนหนึ่งที่มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลประกอบให้อนุกรรมการพิจารณาเสนอคนเป็นศิลปินแห่งชาติ ตอนนั้นเขาถามถึงคุณสมบัติ และผลงานของบุคคลอยู่หลายคน ในฐานะนักอ่านและเป็นนายกสมาคมนักเขียน ฯ ผมให้ข้อมูลสำหรับพี่ปุ๊ไปในทำนองนี้ว่า

“สมัยผมเป็นครูภาษาไทย แรกๆ ผมก็ห่วงเรื่องภาษาวิบัติ แต่เมื่ออ่านนานๆ เข้ามีผลงานเขียนหลากหลายแบบ ทั้งเรื่องสั้น บทความ สารคดี นวนิยาย ข้อเขียนประจำฯลฯ จำนวนนับไม่ถ้วนที่แสดงความเป็นนายภาษาที่โดดเด่นในการสร้างสรรค์ถ้อยคำสำนวนเป็นพิเศษ มีความเป็นตัวเอง และเชื่อมั่นตัวเองในการสร้างสรรค์งานสูงผลงานทุกเล่มได้รับการต้อนรับดี ถึงดีมาก ด้วยความนิยมยกย่องจากผู้อ่านเป็นอันมาก จนงานเขียนทุกเล่มได้รับการตีพิมพ์ซ้ำ เรื่องละหลายๆ ครั้ง (บางเรื่องเริ่มพิมพ์ครั้งแรกด้วยจำนวนมากแล้วขาดตลาดในเวลาเร็ววัน) ทุกวันนี้อาจารย์ภาษาไทยที่เคร่งครัด และอาจารย์ที่สอนวิชาการเขียน วิชานิเทศศาสตร์ (รวมอนุกรรมการ
หลายคนที่เป็นอาจารย์ภาษาไทยดีเด่นที่นั่งอยู่ในห้อง) ต่างยอมรับ และยกย่อง…”แล้วคณะกรรมการพิจารณายกย่องบุคคลเป็นศิลปินแห่งชาติ จะมองข้ามได้อย่างไร

นอกจากนั้นคุณสมบัติขั้นต้นที่สำคัญ “…เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญและมีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะแขนงนั้น เป็นผู้สร้างสรรค์และพัฒนาศิลปะแขนงนั้นๆ เป็นผู้ผดุง ถ่ายทอด หรือเป็นต้นแบบศิลปะแขนงนั้น เป็นผู้มีคุณธรรม
และมีความรักในงานศิลปะของตน และเป็นผู้มีผลงานที่ยังประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติ” พี่ปุ๊ไม่มีปัญหาในทุกประการ นักเขียนรุ่นน้องได้รับความรู้ คำแนะนำตลอดจนการสนับสนุนเป็นอย่างดีมากมาตลอดนานมาแล้ว จนลมหายใจสุดท้าย

ที่ผมไม่เคยลืม เมื่อวันที่สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติปี2548 นั้น พี่ปุ๊แม้กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยังมีแก่ใจให้คนต่อโทรศัพท์ทางไกลมาว่า ”พี่เพิ่งได้ยินประกาศข่าวดีของประยอมและสถาพรปีนี้ ขอแสดงความยินดีด้วยมากๆ ดีใจที่ได้คนที่รู้จักมาช่วยกัน ช่วยสนับสนุนงานของชาติให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยกันถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ ที่เราได้รับยกย่องให้ดีที่สุด…” และไม่ลืมย้ำว่า“เมื่อไรประยอมกับหญิงจะขึ้นมาเชียงใหม่ ถ้าขึ้นมาเมื่อไร มีเวลาอย่าลืมแวะมาคุยกับพี่นะ น้องๆ หลานๆ เขามากันบ่อย…”

พี่ปุ๊ที่เคารพรัก แม้ว่าผมกับหญิงไม่มีโอกาสไปคารวะพี่อย่างที่เคย สมัยพี่ทำงานที่กรุงเทพ ฯเมื่อนานมาแล้ว แต่น้ำใจอันดีงาม และคำแนะนำดีๆ ของพี่ จะยังอยู่ในใจผมกับหญิงและน้องๆ หลานๆ นักเขียนนักอ่านไปอีกนานเท่านาน ตลอดชั่วชีวิตของเรา



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2552
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ucYDX

Follow autoinfo.co.th