บทความ

ไฟหน้าแสนรู้


ผมไม่มีสถิติสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุโดยรถยนต์ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถึงจะมีการรวบรวมไว้บ้าง ก็ไม่น่าเชื่อถือ พอที่จะเอามาอ้างอิงอะไรได้ เพราะส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ถ้าถึงขั้นมีการเสียชีวิต ก็จะมีอยู่สองสาเหตุเป็นส่วนใหญ่ที่ตำรวจไทยของเราถนัด นั่นคือ“เบรคแตก” กับคนขับหลับใน การวิเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นแบบเดาสุ่มผสม “มั่ว” ทำนองเดียวกับ “ไฟฟ้าลัดวงจร” ถ้าเป็นการไหม้ของบ้านหรืออาคารครับ

จากสถิติของอุบัติเหตุโดยรถยนต์บนถนนสาธารณะของประเทศในยุโรป ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง มีสาเหตุมาจากการมองเห็นได้ไม่ดีพอเพราะขาดแสงสว่าง หรือจะพูดในทางกลับกันก็ได้ครับ ว่าถ้าไฟหน้ารถให้แสงได้สว่างพอไกลพอ กว้างพอ ในทิศทางที่ผู้ขับต้องการเห็นสิ่งกีดขวาง จำนวนอุบัติเหตุจากสาเหตุที่ว่านี้ก็จะลดลงได้อย่างมาก

การให้แสงส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถ ไปยังสิ่งที่ผู้ขับต้องการเห็น หรือควรเห็นเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความแตกต่างของสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม ความเร็วที่เราเลือกใช้ มีตั้งแต่ระดับ “คลาน” ไปจนถึงกว่า 100 กม. (ที่จริงเกินกว่านี้ก็มี แต่ผมไม่เอ่ยถึง เพราะจะเป็นการชี้นำให้ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร)

เมื่อขับในเมือง เราต้องการลำแสงที่สั้นแต่แผ่กว้าง ตอนเลี้ยวบริเวณทางแยก เราต้องการไฟหน้าที่ส่องแสงนำไปในทิศที่เราต้องการจะเลี้ยว ตั้งแต่ตอนเริ่มหมุนพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวเพราะถ้ารอจนตัวรถเลี้ยวแล้วจึงเห็นสิ่งกีดขวาง ก็อาจจะไม่เหลือเวลาเพียงพอ สำหรับการตัดสินใจเบรคหรือหลบหลีก

ถ้าขับในทางโค้ง เราต้องการไฟหน้าที่ส่องแสงไปยังถนนด้านหน้า เพราะการส่องแสงไปในแนวเดียวกับแกนตามยาวของตัวรถนั้นไม่เพียงพอ ยิ่งขับเร็วขึ้นเท่าใด ไฟหน้าก็ต้องส่องแสงเบนไปหาถนนส่วนโค้งด้านหน้าได้ตามส่วนที่เหมาะสมด้วย

ความสว่าง หรือความ “แรง” ของหลอดไฟเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง หรือจะบอกว่าสำคัญที่สุดก็คงไม่ผิดครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ การเพิ่มพื้นที่ที่ถูกส่องสว่าง เช่น ให้ส่องได้ไกลขึ้นสำหรับไฟสูง หรือให้ส่องสว่างได้เป็นมุมกว้างขึ้น โดยไม่ให้ความสว่างลดลง แน่นอนว่าเราต้องเพิ่มกำลังของหลอดไฟขึ้นด้วย

หลอดไฟฮาโลเจน ที่ถือกันว่าดีที่สุดจนกระทั่งเกือบสิบปีที่ผ่านมา และพวกเราเริ่มจะคุ้นเคยกันในตอนนี้ เพราะแพร่หลายไปถึงระดับล่างของรถยนต์ทุกประเภท เริ่มกลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยโคมไฟหน้าแบบซีนอน ที่ให้ความสว่างเกินสองเท่าของหลอดไฟฮาโลเจนในระดับเดียวกัน

การจะให้โคมไฟหน้าของรถ ปรับลำแสงให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยสิ่งสำคัญ 2 อย่างด้วยกันครับ ก่อนอื่นก็ต้องมีโคมไฟที่มีระบบปรับได้ทั้งขนาดและทิศทางของลำแสงแต่จะปรับให้เป็นอย่างไร จึงจะเหมาะสมต่อการมองของผู้ขับ และต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับและผู้ร่วมใช้ถนน

งานนี้ต้องมีผู้ตัดสินใจและสั่งการครับ ซึ่งก็คือบรรดาเซนเซอร์ทั้งหลาย ที่วัดและส่งข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ของระบบนี้ และต้องใช้ข้อมูลค่อนข้างมาก เช่น ความเร็วของรถ ซึ่งไม่ต้องมีเซนเซอร์พิเศษ เพราะใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์วัดความเร็วของระบบอื่น มุมเลี้ยวของล้อ ซึ่งไม่จำเป็นต้องวัดที่ช่วงล่างโดยตรง แต่ใช้เซนเซอร์วัดมุมของแกนพวงมาลัยแทน ระยะยุบตัวของล้อหน้าและล้อหลัง ใช้เซนเซอร์วัดระยะยุบตัวของปีกนกเปรียบเทียบกับตัวถังรถ เพื่อนำมาคำนวณแล้วส่งสัญญาณไปปรับมุมก้ม-เงย ของโคมไฟหน้า เพื่อป้องกันลำแสงส่องเข้าตาผู้ขับรถที่แล่นสวนทางมา

ส่วนไฟที่ช่วยให้มองเห็นขณะเลี้ยวทางแยก ไม่ต้องใช้ระบบควบคุมให้ยุ่งยาก ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟส่องสว่างของรถ มีความเห็นตรงกันว่า ใช้ไฟตัดหมอกธรรมดานี่แหละเปลี่ยนมุมให้หันไปส่องด้านข้าง ก็จะได้ “ไฟเลี้ยวทางแยก” ที่ใช้งานได้ดีเลย สิ่งที่ยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่งคือ การปรับไฟส่องถนนที่ให้ระยะส่องสว่างคงที่ ไม่ว่าจะเป็นตอนขึ้นหรือลงเนิน รวมทั้งตอนขึ้นหรือลงสะพานด้วย

ลองนึกถึงภาพว่าเราขับรถมาถึงเชิงเนิน หรือเชิงสะพาน ลำแสงของโคมไฟหน้าแบบที่ปรับไม่ได้ จะส่องสว่างผิวถนนหน้ารถเราได้ “สั้นลง” เราไม่สามารถเห็นผิวถนนส่วนที่เชิดขึ้นสูงและอยู่ไกลออกไป ถ้าต้องการให้เห็นผิวถนนได้ไกลเท่า หรือเกือบเท่าขณะขับอยู่บนทางราบเราจะต้องให้โคมไฟปล่อยแสงเชิดสูงขึ้นกว่าปกติ หรือตอนที่รถอยู่เกือบถึงยอดเนิน หรือยอดสะพาน หรืออาจอยู่บนยอดพอดี ถ้าต้องการเห็นผิวถนน ลำแสงจากโคมไฟหน้าจะต้องพุ่งลงด้านล่างมากกว่าปกติ

การปรับลำแสงจากโคมไฟให้เปลี่ยนทิศนั้นไม่ยากครับ ใช้มอเตอร์ขนาดเล็กปรับระดับสูงต่ำของเลนส์ หรือไม่ก็ปรับมุมของเลนส์ แต่การจะให้ระบบควบคุม “รู้” ว่าถนนด้านหน้าเชิดขึ้นหรือลาดลง ต้องใช้กล้องถ่ายภาพในการวัดตำแหน่งที่ลำแสงตกสู่ผิวถนนหน้ารถ
ว่าใกล้หรือไกลเกินไปหรือเปล่าเมื่อเทียบกับระยะที่เหมาะสมและปลอดภัย

ใครที่เดินทางไกลกลางคืนเป็นประจำบนถนนระหว่างเมืองเล็กที่ไม่มี “เกาะ” กลางถนนแบ่งฝ่าย จะทราบดีว่าการเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างไฟสูงและไฟต่ำ เมื่อมีรถขับสวนมาเป็นระยะนั้น ทำให้เราเหนื่อยและเครียดได้ไม่น้อย ปัญหานี้ผู้ผลิตโคมไฟหน้าให้บริษัท
รถยนต์ รวมทั้งบริษัทรถยนต์เองก็ทราบดีมานานแล้วครับ แต่ต้องรอเทคโนโลยีอื่นให้พร้อมต่อการรองรับ

ในการพัฒนาไฟหน้าที่สามารถใช้ไฟสูงได้ตลอดเวลา โดยผู้ขับไม่ต้องคอยเปลี่ยนเป็นไฟต่ำและขณะนี้ก็ถึงเวลาที่ว่านี้แล้ว รุ่นแรกจะมีให้เลือกใช้ใน เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ ใหม่ที่เริ่มออกขายในยุโรปอยู่ขณะนี้ กล้องถ่ายภาพด้านหน้าของรถ จะวัดตำแหน่งของรถที่ขับสวนทางมา แล้วส่งข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ เพื่อปรับมุมลำแสงของโคมไฟหน้าให้ส่องสว่างได้ไกลที่สุด โดยที่แสงจะไม่เข้าตาผู้ขับคันใกล้ที่สุดที่สวนทางมา เป็นการปรับอย่างต่อเนื่อง ไม่มีตำแหน่งตายตัว “สูง” กับ “ต่ำ” แบบเดิมครับ

พูดง่ายๆ ก็คือ ระบบนี้มีไฟสูง ที่ลดระดับได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่สูงสุด (ไกลสุด) ลงมาจนกระทั่งกลายเป็นไฟต่ำ ถ้าชอบต้องเตรียมเงินไว้เสริมครับ เพราะบริษัทรถเยอรมัน ไม่ใช่เฉพาะแต่รายนี้ (ที่หนักสุดดูเหมือนจะเป็น โพร์เช) หารายได้จากอุปกรณ์เสริมให้เลือกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ใครเลือก “กา” แบบไม่ยั้งในแคทาลอค ตอนบวกราคาเสร็จอาจจะ “ลมใส่”หรือเกินงบประมาณที่มีอยู่ได้ง่ายๆ

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ จะรับข้อมูลล่าสุดจากกล้อง แล้วปรับมุมของลำแสงได้ทุกๆ 4 ใน 100ส่วนของวินาที หรือวินาทีละ 25 ครั้ง รวดเร็วขนาดที่เราเรียกได้ว่าเป็นแบบปรับต่อเนื่องได้และถ้าใช้ความเร็วสูงมาก อย่างในบางประเทศที่อนุญาต ระบบปรับไฟสูง
ก็จะปรับระยะส่องสว่างให้เหมาะกับความเร็วที่ใช้ด้วย คือ ยิ่งเร็ว ยิ่งส่องไกลขึ้น

มาดูระยะทำงานของไฟหน้ารถรุ่นล่าสุดกันครับ ผมขอเรียงโดยไม่จัดลำดับความ
สำคัญดังนี้

ไฟต่ำ 0-50 กม./ชม.
ไฟเลี้ยวทางแยก 0-70 กม./ชม.
ไฟเลี้ยวโค้ง 0-250 กม./ชม.
ไฟไฮเวย์หรือไฟความเร็วสูง 110-250 กม./ชม.
ไฟตัดหมอก 0-110 กม./ชม.

ถ้าไม่หวังอะไรมาก ก็ดูเหมือนจะเป็นระบบส่องสว่างสำหรับรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงหลักการทำงาน กลไกสำหรับปรับลำแสง จากโคมไฟแบบซีนอน ซึ่งล้วนต้องใช้มอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับกลไก เราจะเห็นทันทีว่ายังมีข้อกำหนดอยู่มากเหมือนกันตั้งแต่อายุใช้งานของมอเตอร์ไฟฟ้า และความไว้วางใจได้ ความเร็วในการปรับที่ยังขึ้นอยู่กับการทำงานของมอเตอร์ มุม และระดับของเลนส์ที่ถูกปรับ ก็ยังมีค่าไม่มากเท่าที่ต้องการ

ปัญหาทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยการใช้ ไดโอดส่องแสง หรือที่พวกเราคุ้นเคยกันในชื่อ เอลอีดีติดตั้งเป็นแผงเต็มขนาดโคมไฟ เราสามารถเลือกรูปแบบ และความสว่างของลำแสง ได้มากมายจำนวนนับไม่ถ้วน โดยการเลือกปล่อยกระแสไฟฟ้าไปสู่ เอลอีดี เหล่านี้ แทบ
ไม่ต้องใช้เวลาในการปรับเลย ไม่มีมอเตอร์ และกลไกให้เปลืองพลังงาน หรือสึกหรอหรือชำรุด อายุใช้งานของไดโอดเหล่านี้ก็สูงมาก

นี่คือไฟหน้าสำหรับอนาคต ที่พวกเราคงไม่ต้องรอนาน กะแบบหยาบๆ ไม่น่าจะเกิน 5 ปีครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2552
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/uoFtx

บทความที่เกี่ยวข้อง

ก้าวต่อไปของพลังแห่งการ “หยุด”
ทีเด็ดของ เอาดี เอ 8 ใหม่
ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
อัพเดทล่าสุด
19 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,699,000
2.
2,930,000
3.
679,000
4.
1,290,000
5.
21,890,000
6.
24,900,000
7.
3,090,000
8.
75,000,000
10.
1,545,000
11.
1,465,000
12.
2,390,000
13.
489,000
14.
1,199,000
16.
2,490,000
17.
479,000
18.
939,000
19.
24,500,000
20.
34,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th