โค้งอันตราย

ยังดิ่งเหว


เห็นตัวเลขการขาย 2 เดือนแรกของปี ยอดรวมกราฟยังคงดิ่งลงล่างอย่างสม่ำเสมอ ตกลงไปถึง 30.3 % เลยคาดการณ์กันว่า กว่าตัวเลขจะเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ฯ หรือมาตรการเงินอัดฉีด เริ่มสำแดงผล ซึ่งกว่าจะได้อย่างนั้น ก็คงต้องเข้าไปถึงไตรมาสที่ 4 หรือไตรมาสสุดท้ายของปี

บรรดางานแสดงรถยนต์ต่างๆ น่ะ ยังช่วยไม่ได้ค่อยเท่าไร แต่บนท้องถนนก็ยังเห็นรถป้ายแดงวิ่งกันเกลื่อนไปหมด แสดงว่า คนไทยใจหาญ ก็ยังมีเงินเก็บกันพอสมควร พอที่จะควักเอาออกมาซื้อป้ายแดงคันใหม่ได้อย่างสะดวกใจ

ไม่เหมือนกับคนเบี้ยน้อย หอยน้อย ที่ต้องเก็บหอมรอมริบกันเป็นเวลาพอสมควร แถมยังต้องพึ่งพาสถาบันการเงิน ที่ค่อนข้างเข้มงวดมากขึ้น แถมสถาบันการเงินรองลงมา แค่เห็นดอกเบี้ยแล้ว ก็ให้เศร้าใจ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมากแค่สิบสลึง แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ฟาดเข้าไปเกือบ 10 บาท เลยต้องทนใช้คันเก่าไปก่อน ไม่มีปัญญาถอยป้ายแดงกันได้ง่ายๆ

ก็ได้แต่คาดหวังเอาไว้ ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้น ในเวลาอันควร เพราะการได้เห็นตัวเลขดิ่งฮวบฮาบแบบนี้ มันไม่ค่อยเป็นมงคลสักเท่าไร

ขนาดแค่เชคช่วยชาติ ยังไม่ทันออกมาถึงมือประชาชนตาดำๆ ก็มีการชี้แจงแถลงไขว่าจะปลอมกันได้อย่างไรเสียแล้ว

เงินแค่ 2 พันบาท ตั้งท่าจะปลอมเชคกันแล้วหรือนี่ ?

ถ้ายังใช้คันเก่ง คันเก่าอยู่ ก็ต้องทำกันให้ถูกต้องทำนองคลองธรรมด้วย โดยเฉพาะบรรดากระบะป้ายดำ ป้ายเขียวต่างๆ

บ้านเรา มีสถิติการจดทะเบียนรถพิคอัพทั่วประเทศ สูงถึง 4,203,003 คัน แบ่งเป็นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 920,529 คัน และในส่วนภูมิภาค 3,282,474 คัน ถือได้ว่าเป็นประเภทรถที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 2 รองจากรถจักรยานยนต์ หรือ คิดเป็น 1 ใน 6 ของรถทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย

ในจำนวนนี้ ก็มีหลากหลายรูปแบบ ตอนเดียว หรือมีแคบ หรือเป็น 4 ประตู แถมเดี๋ยวนี้มีตู้กับข้าวให้เลือกกันอีก ก็แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น

ทีนี้ก็มีทั้งประเภทจดทะเบียนป้ายดำ และพวกจดทะเบียนป้ายเขียว เพราะอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ทำให้ภาระที่ต้องจ่ายรายปีแตกต่างกัน

รถป้ายดำ ก็คือ พิคอัพที่จดทะเบียนโดยไม่ได้ดัดแปลงต่อเติมตัวรถ ไม่มีการต่อเติมใส่หลังคา และไม่มีการจัดวางที่นั่งบริเวณส่วนกระบะท้าย จดทะเบียน เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง เช่นเดียวกับรถเก๋ง จัดเก็บภาษีประจำปีตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี) ของเครื่องยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนจะเป็นพื้นสีขาว ตัวอักษร และตัวเลขสีดำ

ที่ประเภทนี้อัตราภาษีปีละเกือบ 5 พันบาท

ประเภทที่ 2 คือ รถพิคอัพ 4 ประตู ที่มีการดัดแปลงต่อเติมกระบะส่วนท้ายรถโดยใส่หลังคา และจัดวางที่นั่งใหม่ ทำให้มีจำนวนที่นั่งผู้โดยสารเกิน 7 ที่นั่ง จัดเป็นประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง ลักษณะนั่ง 2 ตอน 2 แถว จัดเก็บภาษีประจำปีตามน้ำหนักรถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนรถจะเป็นพื้นสีขาว ตัวอักษร ตัวเลขเป็นสีน้ำเงิน

การจดทะเบียนในประเภทนี้ รถพิคอัพที่ดัดแปลง จะต้องมีรูปแบบ และลักษณะของหลังคา และที่นั่งเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด คือ หลังคาต้องมีความสูงจากพื้นกระบะถึงจุดต่ำสุดภายในหลังคา ไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร และต้องยึดติดตรึงแน่นหนาถาวรกับตัวรถ รวมทั้งต้องทำด้วยวัสดุโลหะ ไฟเบอร์กลาสส์ หรือวัสดุอื่นใดที่มีความแข็งแรงเทียบเท่าวัสดุดังกล่าว

ส่วนที่นั่ง และพนักพิง ก็ต้องยึดติดตรึงให้แน่นหนาถาวรกับตัวรถ และพื้นของรถ สามารถใช้นั่งโดยสารได้อย่างสะดวก และปลอดภัย โดยที่นั่งต้องมีความสูงจากพื้นกระบะถึงจุดสูงสุดของที่นั่งไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร และมีความสูงจากจุดสูงสุดของที่นั่งถึงจุดต่ำสุดภายในหลังคา ไม่น้อยกว่า 95 เซนติเมตร จึงจะถือได้ว่ามีลักษณะของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ลักษณะนั่ง 2 ตอน 2 แถว จัดเก็บภาษีประจำปีตามน้ำหนักของรถ

พวกป้ายเขียวนี่ เสียภาษีกันแค่ปีละพันกว่าบาทเท่านั้นเอง

หากมี ลักษณะของหลังคาหรือพนักพิงไม่เป็นไปตามที่กำหนดแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็ถือว่าดัดแปลงสภาพไม่ถูกต้องตามระเบียบ มีสิทธิโดนจับปรับได้ ถ้าจะดูกันตามข้อกำหนดนี้ เห็นแค่หลังคาท้ายกระบะบางประเภท ก็สุ่มเสี่ยงต่อการโดนจับแล้ว ไม่อยากระบุยี่ห้อว่า ยี่ห้ออะไร เพราะเป็นยี่ห้อของเขา อาจโดนฟ้องได้

นอกจากนี้ยังมีผู้ขับขี่บางประเภทที่นำรถไปแก้ไขดัดแปลงสภาพให้ผิดไปจากรายการที่ได้นำรถไปจดทะเบียนไว้ เช่น ถอดโครงหลังคา และที่นั่งบริเวณกระบะด้านท้ายรถออก หลังจากนำรถไปตรวจสภาพแล้ว ติดตั้งโครงหลังคา หรือโครงเหล็กเสริมด้านข้างเพิ่มเติม โดยไม่ได้มีการแจ้งเปลี่ยน ดำเนินการทางทะเบียนให้ถูกต้อง จะด้วยความตั้งใจ เจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีรถประจำปีในอัตราที่สูง หรือไม่ตั้งใจ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

หากเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ ก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ฐานเปลี่ยนแปลงตัวรถ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และหากรถนำไปใช้งาน ก็จะมีความผิดฐานใช้รถผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้อีกด้วย เจอ 2 เด้งไปเต็มๆ

จะเห็นได้จากการตั้งด่านตรวจของเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน ที่จะสังเกตได้ว่า ท่านเจ้าพนักงานจะเรียกรถพิคอัพป้ายเขียวจอดข้างทาง และมีการเจรจากันเป็นเวลานาน เพราะผิดระเบียบเต็มๆ

แม้จะมีทั้งที่เจตนา และไม่เจตนาในการดัดแปลงสภาพรถ เจ้าของรถควรต้องสอบถามรายละเอียดจากนายทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกให้เข้าใจ อย่าเชื่อคำโฆษณาของผู้ขายผลิตภัณฑ์ หรืออู่รถ ซึ่งอาจทำให้ใช้รถผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ส่วนพวกที่ตั้งใจทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด ก็เสี่ยงเสียสุขภาพจิตเพิ่มไปอีกหนึ่งอย่าง เพราะกังวลไม่รู้ว่าจะถูกเรียกตรวจ เรียกจับวันไหน แถมยังต้องคอยหาแบงค์ย่อยติดกระเป๋าไว้อีกต่างหาก

เอาไว้ทำไม ก็แล้วแต่ความชำนาญของผู้ขับขี่แล้วกัน ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าจะทำกันให้ถูกต้อง บรรดาพวกรถป้ายเขียวทั้งหลายนั่น ก็ต้องติดตั้งเบาะนั่ง ติดหลังคาตามระเบียบ เพราะแม้แต่หลังคาที่ราบไปกับแคบตอนหน้า เท่านั้นก็ผิดระเบียบแล้ว แต่ก็ยังมีคนทำขาย ยังมีคนติดกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่เห็นมีใครเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เสียที

บ่นไปก็เท่านั้น เพราะมันเป็นมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว

จะให้ไดโนเสาร์สลัดคราบกลับมาเป็นจิ้งจก มันยากน่า



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2552
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/cBaSa
เพิ่มเพื่อน