บทความ

ศิลปินแห่งชาติ (วรรณศิลป์ 50)


ทุกๆ ปี สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจะประกาศยกย่องบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นที่น่ายกย่องในวงการศิลปะแขนงต่างๆ 3 แขนง ประมาณ 7-10 คน สำหรับปี 2551 มีผู้ได้รับประกาศเกียรติ 7 คน คือ รศ. อิทธิพล ตั้งโฉลก สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) อดุล จันทรศักดิ์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง 5 คน คือ

มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ประสิทธิ์ ปิ่นแก้ว (นาฏศิลป์-โขน) พล. รต. วีระพันธ์ วอกลาง (ดนตรีสากล) ศิริ วิชเวช (คีตศิลป์) และกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ สรพงศ์ ชาตรี (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

ในจำนวนนี้ ที่คนทั่วไปรู้จักมากก็คงเป็น มรว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และ สรพงศ์ ชาตรี ส่วนท่านอื่นๆ นั้นเป็นที่รู้จักรักใคร่นับถือยกย่องกันดีในแวดวงที่ท่านเชี่ยวชาญเป็นพิเศษส่วนผู้เขียนนั้น แน่นอนรู้จัก อดุล จันทรศักดิ์ เป็นพิเศษ เพราะเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเป็นคนเขียนกาพย์กลอนด้วยกัน และเป็นนักสักวาในกลุ่มที่ผู้เขียนเป็นหัวหน้าโดยปริยาย

อดุล จันทรศักดิ์ จบนิติศาสตร์บัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐศาสตร์มหาบัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์ และตำแหน่งสาราณียกรสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) มีงานเขียนทางวิชาการ สารคดี, บทความ และกวีนิพนธ์ ทั้งในนาม อัคนี ฤทัย ธารี และนามปากกาอื่นๆ เป็นนักแสดงสักวาที่มีคารมคมคาย และผลงานแพร่หลายในวงการตลอดมากว่า 3 ทศวรรษ

มีผลงานรวมพิมพ์กับกวีร่วมสมัย เช่น ใบไม้แห่งนาคร ไฟอารมณ์ นิล เป็นต้น

อดุล จันทรศักดิ์ ใช้ชีวิตนิสิตที่เข้มข้น และคุ้มค่าแก่การสั่งสมประสบการณ์วัยนั้นแม้ว่าเราจะอยู่ต่างคณะ และเขาอยู่ในอาณาจักรจามจุรีหลังข้าพเจ้าเกือบ 10 ปี แต่ความที่เราเป็นคนเขียนกลอนด้วยกัน ก็ไม่แปลกงานที่เรารักจะชักนำเรามารู้จักกันได้รู้ว่าเขาเป็นสาราณียกร (ประธานฝ่ายจัดทำหนังสือของสโมสรนิสิต หรือที่เรียก สจม.) เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ เมื่อมีงานด้านวรรณศิลป์ เราก็ได้พบ และรู้จักจนสนิทสนมจนกระทั่งนานปีเข้า อดุลกลายเป็นนักสักวาประจำของสโมสรสยามวรรณศิลป์ที่ผู้ฟังเรียกร้องขออย่าให้ขาด เพราะเขาเป็นนักสักวาที่ออกกลอนได้คมคายลึกซึ้ง บาดอารมณ์ทั้งๆ ที่เสียดสีให้อารมณ์ขันลึกๆ แต่เวลาหวานก็หวานซึ้ง
ประทับใจผู้ฟังจนมีผู้ขอร้องอย่าให้ขาดเขาให้ได้ถ้าไม่จำเป็น

หลังจบการศึกษา ช่วงหนึ่งได้มีโอกาสเขียนบทกวีลงหน้า 3 นสพ. แนวหน้า ในนามปากกา อัคนี หฤทัย เมื่อรวมเล่มชื่อ ดอกไม้ไฟ ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะหนังสือดีเด่นประเภทกวีนิพนธ์ประจำปี 2534 จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือ

ต่อมาได้เขียนบทกลอนลงในคอลัมน์ “ณ กาลเวลา” ประจำนสพ. ข่าวสดฉบับวันอาทิตย์อยู่ 5 ปี บทกลอนชุดนั้นทำให้ได้รับประทานรางวัลจาก มจ. กรณิกา จิตรพงศ์ ณ วังสวนผักกาด เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2548 ในฐานะนักเขียนคอลัมน์ดีเด่นประจำปี 2548 จากกองทุนหม่อมราชวงศ์อายุมงคล โสณกุล

คำประกาศของคณะกรรมการพิจารณาครั้งนั้น มีว่า บทกลอน ในนาม อัคนี หฤทัยเป็นการเขียนคอลัมน์ประจำที่แตกต่างคนอื่นทั่วไป “โดย อัคนี หฤทัยใช้ความสามารถทางวรรณศิลป์เป็นพิเศษในการประมวลความคิดเห็นลงในรูปแบบฉันทลักษณ์ร้อยกรองแต่สามารถสื่อความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองด้วยสำนวนโวหารลึกซึ้งมีคารมคมคาย ใช้ภาษาที่สุภาพไม่หยาบคาย แฝงนัยและแทรกอารมณ์ขันมีประเด็นหักมุมที่ให้ผู้อ่านประทับใจ ได้สาระประโยชน์และความบันเทิงในเวลาเดียวกัน”

เขาเคยรับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ) อยู่ 28 ปี ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างวินัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง และใช้เวลาดึกๆ เขียนบทกวีเพื่อลงในคอลัมน์ “เหนือกาลเวลา”ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์เป็นประจำ

นี่คือบทกลอน ชื่อกลอน “เวียตนาม” ในนามปากกา “ธารี” ซึ่งเป็นบทหนึ่งจาก “ใบไม้แห่งนาคร” (รวมกับเพื่อนร่วมสมัยอีก 5 คน พิมพ์ปี 2516 เขียนในรูปจดหมาย)

“8/1/’69/กราบเท้าแม่/พิษบาดแผลวันก่อนสั่งสอนฉัน/ให้เหี้ยมโหดเมื่อโหมเข้าโรมรัน/ให้ฆ่าฟัน,ให้ใจดำ,ให้ทำลาย/ฉันมีความชำนาญการเดินป่า/หลบการล่าดุดันเมื่อวันพ่าย/กับระเบิด,ม่านดำ,ภาพความตาย,/ความกระหาย,สาหัส,เลือด,ศัตรู/ฉันลืมความเมตตาไว้หน้าค่าย/ดวงตาฉายสัญชาตญาณการต่อสู้/สนามรบสอนให้ฉันได้รู้/การเป็นผู้ฆ่าและกร้านการพิชิต/ฉันโชนไฟในตาพยาบาท/และมิอาจดับไฟได้สนิท/หอมคาวเลือด,การรบ,ศพ,ชีวิต/ใช้ตีนปิดปากของเสียงร้องคราง/วีรชนแห่งวงการทหารกล้า/ฉันหวังว่าจะถึงวันของฉันบ้าง/เสียงปรบ,ดอกไม้,จากรายทาง/อยู่ท่ามกลางวีรกรรม,คำอวยชัย/ กับเหรียญตรากล้าหาญ-วันพรุ่งนี้/ฉันคงมีโอกาสสัมผัสได้/แม่อย่าเป็นกังวลจนเกินไป/ฉันปลอดภัย/ กราบเท้าด้วยความเคารพ/…/วีรชน-เชิญพักบนตักหญ้า/ปิดดวงตาทำใจให้สงบ/เมื่อแดดอ่อนรินอาบลงทาบทบ/คือการพบสั้นสั้นวันสุดท้าย/แล้วทุ่งหญ้าสีน้ำตาลจากการรบ/ก็เกลื่อนศพทหารของทั้งสองฝ่าย/สิ่งที่ยังเหลืออยู่ของผู้ตาย/คือ
จดหมายหนึ่งฉบับซับเลือดกรัง“

ผู้เขียนได้รับหนังสือ “ใบไม้แห่งนาคร” จากลายเซ็นของ เฉลิมศักดิ์ ศิลาพร (หยก บูรพา-ผู้เขียน“อยู่กับก๋ง” เจ้าของบทกวีวรรคทอง “ดอกไม้บานในหัวใจใครทั้งโลก แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน”ที่มีงานรวมในเล่มนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2516 นอกจากกลอน 21 ชิ้นของเขาที่ข้าพเจ้าชอบมากๆอยู่หลายชิ้นในเล่มแล้ว ผู้หญิงที่เป็นแม่คนหนึ่งอ่านกลอน “เวียตนาม” ของ ธารี แล้วเบือนหน้าไปซับน้ำตา แต่ไม่อาจปกปิดเสียงสะอื้น…ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่จิ้งจกตัวหนึ่งกระซิบว่า หลังจากฟังคำอภิปรายของหลายคนแล้ว สมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนรับรองว่าเขาควรได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติหรือไม่ ได้ขออ่านกลอนชิ้นนี้ให้ที่ประชุมฟังจบลงแล้วที่ประชุมนิ่งอึ้งไปพักใหญ่

เสียดายที่หน้ากระดาษมีเพียงนี้ ไม่สามารถพาท่านไปซาบซึ้งกับมธุรสวลีดีๆ ของเขาได้เพียงพอถ้าท่านหาหนังสือเล่มเก่าๆ ของเขาอ่านไม่ได้ โปรดอย่าพลาดอ่านหน้าสุดท้ายของ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ทุกเช้าวันศุกร์เถิด…แล้วใช้วิจารณญาณเอาเองว่าเขาเหมาะที่จะได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติหรือไม่…



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xvwjP

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th