บทความ

ความจริงที่เป็นปัญหา


สภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นพันธะที่มนุษย์จำเป็นต้องหันหน้ามาดูแล เพราะเป็นถิ่นฐานอาศัย การให้ความสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนของมวลมนุษยชาตินั้น จะเริ่มต้นเมื่อใด ผมไม่ทราบ มาตระหนักเอาก็ต่อเมื่อ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยไม่แสวงหาผลกำไร

 

งานแบบนี้ ต้องใช้เงินมหาศาล และต้องดำเนินการหลายด้านของสังคมโลก เพื่อเรียกร้องความร่วมมือต่อกัน

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งได้รับรางวัลออสการ์ ชื่อเรื่อง “INCONVENIENT TRUTH” เป็นผลงานชิ้นหนึ่งของ อัล กอร์ นอกเหนือไปจากการก่อตั้งวงคอนเสิร์ท และการสัญจรไปตามหัวเมืองสำคัญๆ ของโลก เพื่อการปราศรัย

 

โดยคำว่า “INCONVENIENT” ผมขอแปลว่า เหตุอันทำให้เกิดความยุ่งยาก และเป็นปัญหาต่อความจำเป็นในการดำรงชีวิตของเรา ฉะนั้น “INCONVENIENT TRUTH” ก็น่าจะแปลว่า ความจริงที่เป็นปัญหา เป็นความยุ่งยากต่อชีวิตของเรา

 

งานของอดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ เป็นการเตือนให้สังคมโลก ตระหนักถึงภาวะโลกที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ จากความอบอุ่นในระดับปกติ กลายเป็นภาวะโลกร้อนขึ้นกว่าปกติ และมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการดูแลจากมวลมนุษย์

 

ความจริงถูกเปิดเผย จากผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญโลกมหาสมุทรและทะเล ทำให้เราเห็นว่าภัยจากธรรมชาติกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดการดำรงคงอยู่ ชีวิตของพวกเรา

 

พวกเขาเพียรหาสาเหตุแห่งการเปลี่ยนไปของภาวะโลกร้อน รวมทั้งเหตุอันมาจากขนส่งด้วยระบบล้อ

ยวดยานทั้งหลาย ทุกรูปแบบนั่นแหละครับ เป็นเหตุทำให้โลกเราร้อนมากขึ้น

เริ่มตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ จนถึง รถยนต์ที่มนุษย์ขับขี่ เราได้รับคำบอกเล่าเป็นมูลเหตุทำให้ความร้อนของโลกเพิ่มขึ้น

โรงงานผลิตรถยนต์ยอมรับ และก็ยอมจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งของบริษัท เพื่อการค้นคว้า ศึกษาความเป็นไปได้ ต่อการผลิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับเหตุ พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อก้าวให้ทันต่อสภาวการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

โลกรถยนต์วันนี้ เราจึงได้เห็นยานยนต์ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชัดเจน มากขึ้น

มติของค่ายรถทุกบริษัท ดูเหมือนจะตรงกันทำอย่างไร โลกของเราจะอุดมสีเขียว และคงอยู่กับมวลมนุษยชาติ

GLOBAL WARMING หรือภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องโดยตรงระหว่าง สิ่งแวดล้อม กับ สิ่งมีชีวิต

ต้นไม้กับผู้คน สภาวะใต้ทะเลกับชีวิตสรรพสัตว์ใต้ทะเล ต้องร่วมมรรคเดียวกัน คือ สามารถอยู่ร่วมกันได้กับโลกใบนี้

สังคมโลกรถยนต์วันนี้ เราจึงได้ยินคำใหม่ๆ เช่น สรรพตัวเลขของจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสมัยก่อนนี้ไม่เคยมีนักขับรถคนใดสนใจ หรือคำว่า ไฮบริด เอธานอล อี 10 ไปจนถึง อี 85

นอกจากการค้นคว้าต่อการผลิตจากค่ายรถ ก็เป็นพฤติกรรมของผู้ใช้รถ เป็นเรื่องความจำเป็นที่พฤติกรรมของคนขับรถต้องเปลี่ยนแปลง

 

เป็นต้นว่า ควรจอดรถอยู่กับบ้าน และใช้บริการขนส่งมวลชนมากขึ้น หรือใช้รถน้อยลงกว่าเดิม เดินทางแต่เฉพาะจุดหมายปลายทางที่จำเป็น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ว่างเกินไปก็ขับรถเล่น หรือขับรถไปเที่ยวทุกสัปดาห์ อาทิตย์นี้ชายทะเล อาทิตย์หน้าตีนเขา หรือสันดอย ป่าดงพงพฤกษ์

 

คนจับพวงมาลัยทั้งหลายได้ยินคำใหม่ๆ “ประหยัดพลังงาน” ซึ่งระยะนี้ดังมาก เพราะราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นระดับร้อนจัดจนปรอทแตก คนเราจะขับรถไปไหนก็สงวนเนื้อสงวนตัวรถ โดยเฉพาะฝาถังน้ำมันที่ตัวรถไม่ควรเปิดบ่อยเกินไป

 

มาตรการหลายอย่าง ถูกนำมาสั่งสอนคนขับรถ ต้องมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นการประหยัดพลังงาน

เป็นต้นว่าก่อนออกจากบ้าน ต้องศึกษาแผนที่เส้นทางให้ชัดเจน เลือกเส้นทางที่ไม่แออัด หรือระยะทางที่สั้นที่สุด การเหยียบคันเร่ง ต้องไม่กระทืบมัน พยายามขับด้วยความเร็วที่พอดีๆ และสม่ำเสมอ ไม่ควรแตะเบรคบ่อยเกินไป ดูแลทุกอย่างในตัวรถ กำหนดเปลี่ยน ต้องเปลี่ยน ดูแลแม้แต่ยางรถกับลมยางที่ถูกอัดลงไปในล้อทั้ง 4 ล้อ

 

การผลิตรถยนต์เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะโลกร้อน จะไม่เกิดผลอย่างแน่นอน ถ้าขาดส่วนสนับสนุนผลิตกรรม

ส่วนสนับสนุนนั้นเริ่มจาก ตัวแทนจำหน่าย ดีเลอร์ หรือโชว์รูม การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสารมวลชน ผ่านแม้แต่หนังสือรถแบบ “ฟอร์มูลา” เล่มที่ท่านผู้อ่านกำลังถืออยู่ขณะนี้ ไปจนถึงการจัดงานแสดงรถ มหกรรมยานยนต์ต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง

เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว ดินสอปากกาผลิตขึ้นมา ถ้าขายไม่ได้ ใครจะรู้ว่ามันคือ อุปกรณ์ของการเขียน

ผลิตหนังสือรถออกมา ถ้ากองจัดการไม่ขนหนังสือไปวางขาย แล้วใครจะรู้เรื่องเหล่านี้

มิต้องกองทิ้งเปล่าอยู่ที่แท่นพิมพ์หรือ ?

ความสัมพันธ์ระหว่างกันมีให้เห็นเช่นนี้ จากค่ายรถไปสู่โชว์รูม จนถึงผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” แบบคุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ บอสส์ใหญ่ของค่าย สื่อสากล ฯ นั่นแหละ ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ จะเป็นตัวช่วยให้คนในสังคมโลกเข้าใจ และเข้าใกล้ภาวะโลกร้อนมากขึ้น

 

ดูแล้วก็สอดคล้องกับความเข้าใจที่ว่า ทำไมมนุษย์กับโลกต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ซึ่งคำตอบก็มีเพียงประการเดียว เพราะเราต้องอยู่ร่วมกัน เมื่อจะอยู่ร่วมกันก็ต้องมีข้อตกลงระหว่างกัน รักษาข้อตกลงให้เป็นไปตามนั้น ละเมิดข้อตกลงเมื่อไร ก็หมายความว่า ต้องเห็นดีกันไปข้างหนึ่ง ยังไงยังงั้น

 

ผมเคยได้ฟังผู้ชำนาญการทางด้านพลังงานจากบริษัทค้าน้ำมันบอกว่า คนไทยวันนี้ใช้พลังงานกันวันละ 1.5 ล้านบาร์เรล และ 60 % ของจำนวนนี้เป็นส่วนที่ประเทศไทยต้องนำเข้า คิดเป็นเม็ดเงินมหาศาล

 

บางที ท่านผู้อ่านอาจจะทราบแล้วก็ได้ว่า กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันดิบของโลก หรือโอเปค มีปริมาณการผลิตอยู่ที่วันละ 87 ล้านบาร์เรล จากเดิมวันละ 85 ล้านบาร์เรล และเป็นผู้ดูแลความต้องการของตลาดอย่างใกล้ชิด

 

พลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพลังงานน้ำมันดิบมีราคาสูงขึ้น ค่ายรถก็ต้องหานวัตกรรมใหม่ออกมาเป็นการแก้ปัญหาผู้ใช้รถ นวัตกรรมใหม่จึงเปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานน้ำมัน มาเป็น น้ำมันบวกเอธานอล หรือน้ำมันจากวัชพืช หรือเปลี่ยนไปใช้แกสธรรมชาติ

 

ก็สุดแต่จะว่ากันไป ในโลกของการผลิตรถยนต์

ผมอยากพูดงานแสดงรถยนต์สักเล็กน้อย เพราะได้ฟังหลายท่านยังเข้าใจว่าเป็นมหกรรมโชว์ความเป็นเศรษฐีของผู้คน อวดมั่งอวดมีกันตามประสาคนไม่มีปัญหาเรื่องเงิน

 

ความเป็นจริงแล้ว ผมเชื่อว่า งาน “มหกรรมยานยนต์” อย่างที่คุณขวัญชัย ดำเนินการเป็นประจำทุกปีอยู่นี้ มีคุณค่าต่อโลก มีคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมโลก และเป็นแหล่งทางเลือกของผู้ใช้รถ

 

การเปิดเผยความจริงของค่ายรถ ความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปของเครื่องยนต์ หรือการใช้พลังงาน จำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดตามลำดับขั้นตอน

คงไม่มีค่ายผลิตรถค่ายใดต้องการให้ประชาชนทั่วไป เข้าไปฟังคำอธิบายถึงในค่าย เส้นทางของการบอกเล่าก็ต้องมาจากงานแสดงรถรุ่นใหม่นี้เท่านั้น

อันที่จริง (จริงแบบมีปัญหาอีกเหมือนกันครับ) ก็ได้ยินใครต่อใครพูดเสียงเดียวว่า ในเวลาเท่านั้นเท่านี้ แผนที่โลกจะเปลี่ยนไป เพราะน้ำกับแผ่นดินอยู่ร่วมกันยากขึ้น เกาะเล็กเกาะน้อยอาจจะหายวูบ ลำพังประเทศไทยแผนผังหรือแผนที่ก็จะเปลี่ยนไปด้วย

 

กรุงเทพ ฯ หายไป และเมืองต่างๆ หายไป จนถึงภาคเหนือตอนล่าง

ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่รู้จะเขียนเรื่องนี้ทำไม แต่ในความจริงคงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการรณรงค์ของพวกเราวันนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อมนุษยชาติรุ่นต่อๆ ไป ลูกหลานของเรานั่นเอง มิใช่ใคร…!



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2551
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/yjWz5
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th