รู้ไว้ใช่ว่า

“ป้ายหยุดทำเหตุ”


เรื่องราวมักจะเกิดขึ้นตามสี่แยก นี่ก็เช่นกัน รถ 6 ล้อซึ่งเจ้าของคือ “นายเดินหน้า” แกขับเดินหน้าเหมือนชื่อ ถึงสี่แยกแกเห็นว่าเป็นรถใหญ่กว่ารถของ “นางเงินเหลือ” ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ราคาหลายบาทขับมาในทางเอก จึงไม่สนใจป้าย ไม่ชะลอความเร็ว พุ่งเข้าสี่แยกไปโลด

นางเงินเหลือซึ่งอยู่บนทางเอกก็มั่นใจว่ารถอื่นที่อยู่ในทางโทจะต้องติดเบรค ยอมให้รถของนางเงินเหลือผ่านไปก่อน จึงเหยียบแป้นคันเร่งนำรถเข้าสี่แยกตามปกติ รถบรรทุก 6 ล้อของนายเดินหน้าจึงอยู่ในสภาพที่เขาเรียกว่า “ตัดหน้า” รถของนางเงินเหลือ จึงเกิดการเฉี่ยวชนกันแรงพอสมควร

ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่รถที่เล็กกว่า คือ รถของนางเงินเหลือ เสียหายเยอะพอสมควร เกิดเรื่องขึ้นแล้วสำหรับในประเทศไทย ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าฝ่ายที่ผิดจะยอมรับผิดยอมจ่ายค่าเสียหาย ลงเอยคือศาลต้องออกเหงื่อหลายจอกตัดสินคดีนี้เกือบทั้งหมด

นางเงินเหลือนั้นแกเงินคงเหลือเหมือนชื่อ จึงซื้อประกันชั้นหนึ่งเอาไว้ บริษัทประกันต้องยักแย่ยักยันเอารถไปซ่อม แล้วตามเชคบิลล์เอากับรถบรรทุก จึงไปลงเอยที่ศาลเมื่อนายเดินหน้าสั่นหัว อั๊วไม่ผิดอั๊วไม่จ่าย บริษัทประกันต้องฟ้อง บังคับให้จ่ายเงินค่าซ่อมรถ 7.5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยคือ นายเดินหน้าสู้คดีซิครับ เมื่อฟ้องเรียกเงินขนาดนั้น ให้การว่านางเงินเหลือประมาทฝ่ายเดียวบริษัทประกันหมดสิทธิ์ฟ้องเรียกเงิน ไอ้ที่จ่ายไปต้องรับหน้าเสื่อเอาเอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายเดินหน้าประมาทชัวร์ จึงตัดสินให้จ่ายเงินค่าเสียหายให้บริษัทประกัน 4.75 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทประกันนับนิ้วดูแล้วยังขาดทุน เพราะควักเงินจ่ายค่าซ่อมให้นางเงินเหลือไป 7 แสนกว่าบาท จึงอยู่ไม่ได้ ยื่นอุทธรณ์ขึ้นไปเพื่ให้ได้เยอะกว่านั้น

ทางฝ่ายจำเลยคือ นายเดินหน้าก็ไม่ยอมแพ้ ยื่นอุทธรณ์อ้างอย่างเดิมว่า นางเงินเหลือประมาท ขอให้ยก
ฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างเงียบๆ แล้วเห็นว่า นายเดินหน้าประมาทฝ่ายเดียวดังที่ศาลชั้นต้นว่าไว้ แต่เห็นว่าค่าเสียหายที่บริษัทประกันควรจะได้มากกว่านั้น จึงพิพากษาแก้ ให้นายเดินหน้ารับผิดจ่ายเงิน 6 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทประกันโอเคพอใจตามที่ศาลอุทธรณ์ตัดสิน ส่วนนายเดินหน้าดิ้นต่อไป ยื่นฎีกาอ้างว่าไม่ผิดและอ้างโน่นอ้างนี่ขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้จนได้ที่แล้ว จึงชี้ขาดออกมาน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องป้าย “หยุด” ดังต่อไปนี้

ได้ความว่าทางที่นายเดินหน้าขับรถมาก่อนจะถึงสี่แยก มีเครื่องหมายจราจรว่า “หยุด” ปักอยู่ข้างถนนเครื่องหมายนี้ตามข้อกำหนดของกรมตำรวจเรื่องสัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจร และความหมายของสัญญาณจราจร และเครื่องหมายจราจร ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 พรบ. จราจรทางบก พศ. 2522 ในส่วนที่ว่าด้วยเครื่องหมายจราจรประเภทบังคับ ข้อ 8 ให้ผู้ขับรถปฏิบัติตามความหมายแห่งเครื่องหมายนั้นๆ ดังต่อไปนี้ (1) เครื่องหมาย “หยุด” หมายความว่า รถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง พยานโจทก์รายหนึ่งขับรถมาถึงสี่แยกเดียวกันได้หยุดรถตามป้ายบอก แล้วเห็นรถของนายเดินหน้าที่อยู่คนละด้านไม่ยอมหยุด ขับพรวดเข้าสี่แยก จึงตัดหน้ารถของนางเงินเหลือที่ขับเข้าสี่แยกเช่นกัน เลยเฉี่ยวชนกัน

เมื่อได้ความต่อไปว่า ในทางเดินรถของนางเงินเหลือไม่มีป้ายหยุดปักไว้ แสดงว่าเป็นทางเอก ฝ่ายจราจรต้องการให้รถที่มาทางโทอย่างรถของนายเดินหน้าต้องเป็นฝ่ายหยุดรอจนกว่าจะปลอดภัย จึงจะไปได้ เมื่อนายเดินหน้าทะลึ่งเดินหน้าลูกเดียวจนเกิดเรื่อง นายเดินหน้าจึงประมาทฝ่ายเดียว ตอนนี้นายเดินหน้าโดนอัยการฟ้องก็ยังรับสารภาพว่าขับรถประมาท คดีนี้จึงดิ้นไม่หลุด ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เขา

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ตามที่ศาลอุทธรณ์ว่าไว้

สำหรับป้ายหยุด หรือป้ายอะไรก็แล้วแต่ในบ้านเมืองเรา มักไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ มีการฝ่าฝืนกันจนเป็นเรื่องปกติ ถ้าไปรอดไม่เกิดเรื่องก็แล้วไป ถ้ามีเหตุเกิดขึ้น แล้วคู่กรณีมานั่งเถียงกันว่าใครผิดใครถูก ป้ายที่มีอยู่จึงจะออกฤทธิ์ ทำให้คนที่ฝ่าฝืนเป็นฝ่ายผิด ต้องควักเงินจ่ายดังเช่นคดีนี้

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2548



------------------------------
เรื่องโดย : ณรงค์ นิติจันทร์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : รู้ไว้ใช่ว่า
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/24r4N
เพิ่มเพื่อน