ชีวิตอิสระ

ปันน้ำใจให้ปะกากะญอ


บริเวณแนวกันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บนภูเขาที่สลับซับซ้อนในเขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ซึ่งป่าไม้และธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางสีเขียวแห่งพนานั้น มีหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวกะเหรี่ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งยังคงดำรงประเพณีเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าตนมายาวนานกว่า 200 ปี

“ตะเพินคี่” หลายคนอาจไม่คุ้นหู หรือไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ แต่ที่นั่นยังมีเด็กน้อยที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา รอคอยพวกเราราดรดน้ำใจให้ต้นกล้าเหล่านั้น เพื่อจะได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ตะเพินคี่
ต้นกำเนิดสายธารา

“ตะเพินคี่” เป็นภาษากะเหรี่ยง มีความหมายว่า “ต้นน้ำหรือต้นกำเนิดของสายน้ำ” ที่นี่มีหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงด้ายเหลืองที่อาศัยมากว่า 200 ปี อยู่บริเวณพื้นที่บนภูเขาสูง เป็นแนวเขาที่ติดต่อกับเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งอยู่ในเขตอำเภอด่านช้าง บนรอยต่อพื้นที่ 3 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

ผืนป่าและต้นน้ำตะเพินคี่ ยังคงสภาพสมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย และติดกับแนวกันชนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นผืนป่าอนุรักษ์ต่อเนื่องกับพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีพื้นที่รวมกันกว่า 4 ล้านไร่ ทำให้เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มุ่งหน้า
สู่รอยต่อ 3 จังหวัด

การมาเยือนตะเพินคี่ในครั้งนี้ เรามีเป้าหมายหลัก คือ ติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียม ให้แก่โรงเรียนบ้านกล้วย สาขาตะเพินคี่ รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าตะเพินคี่ ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อให้สามารถรับสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ที่ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมมาจากโรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในรายการ “ศึกษาทัศน์” เพื่อการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์รับสัญญาณทั้งหมด ทางชมรมเจ้าพระยาออฟโรด ๔๖ และ MUD ROCK เป็นผู้ให้การสนับสนุน

เวลาประมาณ 3 ทุ่มของวันศุกร์ กลางเดือนพฤษภาคม รถจากชมรมเจ้าพระยาออฟโรด ๔๖ จำนวน 6 คัน และ MUD ROCK อีก 3 คัน ได้จอดรวมตัวกันที่ปั๊มย่านบางบัวทอง เมื่อผมและช่างภาพมาถึง อาเปี๊ยก ประธานชมรมเจ้าพระยาออฟโรด ๔๖ ก็ให้เราเริ่มเคลื่อนขบวน เพื่อไปสมทบกับสมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะของเราอีก 2 คัน ซึ่งเป็นรถเจ้าถิ่นจากจังหวัดสุพรรณบุรีได้จอดรออยู่ก่อนแล้ว รวมรถในทริพนี้มีทั้งหมด 12 คัน

จากอำเภอด่านช้างถึงบ้านกล้วยป่าผาก ซึ่งเป็นปากทาง ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร จากจุดนี้ถึงโรงเรียนตะเพินคี่อีกประมาณ 13 กิโลเมตร จะเป็นถนนลูกรังปนดินหนังหมู เลี้ยวลดขึ้นไปตามไหล่เขา สายฝนที่โปรยปรายลงมายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นอกจากมันจะให้ความชุ่มฉ่ำแก่ผืนป่าแล้ว ยังทำให้ผิวถนนเหมือนมีครีมบางๆ ฉาบอยู่ ทำให้ลื่นและเป็นอันตรายอย่างมาก

เมื่อเรามาถึงบ้านกล้วยป่าผาก เวลาประมาณตี 2 กว่าๆ ตำแหน่งเกียร์ก็ถูกปรับมาที่ 4H ด้วยสภาพเส้นทางที่ลื่นชัน ฝั่งซ้ายมือเป็นหน้าผา ส่วนฝั่งขวาเป็นเหว มีเพียงไผ่กอเล็กๆ ที่คอยเป็นฉากกั้นเป็นช่วงๆ ไม่ให้คนขับหวาดเสียวไปมากกว่านี้ สายฝนและไอหมอกนับเป็นอุปสรรคตัวฉกาจ ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ ยิ่งไต่ระดับความสูงมากขึ้นเท่าไร ไอหมอกยิ่งหนาแน่นมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับเป็นอย่างมาก

กว่า 2 ชั่วโมงที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา เราก็มาถึงจุดหมายแรก คือ โรงเรียนบ้านกล้วย สาขาตะเพินคี่เปิดสอนตั้งแต่ ป. 1-ป. 6 มีนักเรียนประมาณ 40 คน มีครูอาสา จำนวน 2 คน โรงเรียนแห่งนี้ยังขาด
อุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็นอีกมาก

จุดประกายฝัน
เด็กน้อยในป่าใหญ่

6 โมงเช้า หลังจากได้พักกายพักใจไปชั่วโมงกว่าๆ เตาแกสทั้ง 3 ลูกก็ถูกจุดขึ้นจาก “จิน ตะหลิวทอง”พ่อครัวประจำทริพ กาน้ำร้อนและหม้อหุงข้าวถูกนำมาวางไว้บนเตาพร้อมๆ กับเสบียงที่เตรียมมาเริ่มทยอยลงกระทะอย่างไม่ขาดช่วง ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงดีนัก กับข้าวสำหรับคนประมาณ 20 คน ก็พร้อมอยู่บนโต๊ะ ทั้งกาแฟและข้าวสวยมีให้เลือกตามความถนัด ซึ่งรสชาติไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว

หลังจัดการกับมื้อเช้าเสร็จ ฝ่ายเทคนิคก็เริ่มลงมือประกอบจานดาวเทียม สมาชิกอีกส่วนแยกไปมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครูและนักเรียน เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ จุดหมายต่อไปของเรา คือ หน่วยพิทักษ์ป่าตะเพินคี่ด้านใน ซึ่งมีระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เป็นทางลงเขาที่ทั้งชันและลื่น

เมื่อรถทั้ง 10 คัน เริ่มเคลื่อนขบวน ผมก้มมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือซึ่งบอกเวลา 10 โมงกว่าๆ สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาตั้งแต่เช้า เริ่มซาลงบ้างแล้ว ตำแหน่งเกียร์ SLOW 1 ถูกใช้บ่อยขึ้น เนื่องจากถนนที่เป็นดินหนังหมู ตอนนี้กำลังฉ่ำน้ำได้ที่ ความชันบวกกับความลื่น ทำให้ล้อหลังพยายามจะแซงล้อหน้าตลอดเวลา การบังคับและควบคุมรถจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก

ขบวนเคลื่อนมาได้ประมาณครึ่งทาง เสียงวิทยุของ “อาต๋อย” ที่คอยสร้างสีสันให้ผู้ร่วมขบวนก็เงียบหายลงไป แต่กลับมีเสียงวิทยุจาก “พี่มนต์” ดังขึ้นมาแทนที่ พร้อมแจ้งว่า “เจ้าหนูแดง” รถ ซูซูกิ แคริเบียน ของอาต๋อย เกิดอาการล้อหลังอยากเป็นผู้นำ ทำให้ตัวรถขวางกลางเนิน แล้วพลิกลงมาประมาณ 2 ตลบ ส่วนคนขับและผู้นำทางไม่ได้รับอันตรายใดๆ เนื่องจากคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยกันทั้งคู่ จึงอยากฝากเตือนทุกท่านว่าควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อใช้รถ หนักก็จะกลายเป็นเบาได้

ส่วนเจ้าหนูแดงไม่เป็นอะไรมาก เสียกระจกหน้าและด้านข้างรวม 3 บาน ส่วนหลังคายุบนิดหน่อยเพราะได้การ์ดกันกระจกช่วยค้ำไว้ สำหรับอาต๋อยก็ได้ฉายาใหม่จากเพื่อนในกลุ่มว่า “ต๋อย ตะเพินคี่” ไปตามระเบียบ หลังกู้รถเสร็จจึงเดินทางต่อจนถึงหน่วย ฯ โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

เมื่ออิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อเที่ยง ฝ่ายเทคนิคก็เริ่มติดตั้งจานดาวเทียม ส่วนที่เหลือเริ่มทยอยอาบน้ำบ้าง หาที่นอนบ้างตามอัธยาศัย หลังมื้อเย็นวันนี้สังเกตเห็นทุกคนเข้านอนกันเร็วผิดปกติ อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และอากาศเย็นน่านอน เพื่อเก็บแรงไว้ลุยต่อในวันรุ่งขึ้น ซึ่งขากลับคือ ไฮไลท์ของทริพ ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เป็นทางชันขึ้นเขาตลอด สภาพดินมีทั้งหนังหมูและมันปู คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณมากนักสำหรับผู้ที่เคยเจอมาแล้ว

การเดินทางออกจากหน่วย ฯ เริ่มขึ้นหลังอาหารเช้า ขากลับหากฝนไม่ตกซ้ำลงมาอีกก็คงประมาณ 4 ชั่วโมง แต่หากฟ้าฝนอยากให้ความชุ่มฉ่ำแก่ขบวนเรา คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น เมื่อรถเริ่มทยอยออกทีละคันตามที่ได้จัดไว้ ไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร เจ้า “หมูป่า” ก็ไม่ยอมเดินซะแล้ว ฝนที่เทลงมาทั้งคืนส่งผลให้ดินป่าไผ่กลายเป็นของแสลง ไม่ว่าเครื่องจะแรง ยางจะดี รถก็ไม่ยอมเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ยิ่งเร่งยิ่งเป็นการปั่นล้อให้ถูกพอกไปด้วยดิน หรือที่มักเรียกกันว่า “ล้อโดนัท” มีทางเดียวก็คือ ต้องวินช์ขึ้น

กว่าจะผ่านแต่ละเนินได้ก็ทุลักทุเลกันพอสมควร อุปสรรคมากมายที่คอยขัดขวาง แม้บางครั้งถึงขนาดที่ต้องซ่อมรถกันระหว่างทาง อย่าง “เจ้าดำ” เพื่อนคู่กายของผม สายไฟร้อนจนไหม้ เนื่องจากใช้กระแสไฟมาก เพราะวินช์ขึ้นเนินแต่ละครั้ง ต้องบอกว่าสาหัส แม้วินช์จะตัดครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากมอเตอร์ร้อน แต่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้ร่วมเดินทาง ทำให้รถทุกคันผ่านพ้นไปด้วยดี

แม้จะเหนื่อย แต่ทุกคนก็พร้อมเผชิญหน้า และรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเด็กเหล่านั้น การให้การศึกษาแก่เยาวชนในหมู่บ้านแนวกันชน นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการบุกรุกทำลายป่าได้แบบยั่งยืนและถาวร

**********************

 

การเดินทาง

จากสุพรรณบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 322 ผ่านอำเภอดอนเจดีย์ ตัดเข้าทางหลวงหมายเลข 3264 ที่เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 333 มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง เลี้ยวซ้ายอีกครั้งตามทางหลวงหมายเลข 3086 และเลี้ยวขวาที่บ้านปลักประดู่ ตามเส้นทางหมายเลข 3480 เมื่อมาถึงบ้านทุ่งมะกอกให้เลี้ยวขวาตามทางที่จะไป อ. บ้านไร่ จ. อุทัยธานี จนมาถึงบ้านกล้วยป่าผาก จะเจอป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านตะเพินคี่ อยู่ด้านซ้ายมือ

รายการศึกษาทัศน์ โรงเรียนวังไกลกังวล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน รายการสารคดีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา และพระราชทานชื่อรายการว่า “ศึกษาทัศน์” มีพระราชประสงค์ให้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยการบริหารงานของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ผลิตรายการสารคดีทางโทรทัศน์ด้านการศึกษา รูปแบบ คือ ให้ครูพานักเรียนจากโรงเรียนวังไกลกังวลไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ตามสถานที่จริง เพื่อนำเสนอเนื้อหาสาระต่างๆ เช่น โครงการตามพระราชดำริ, เรื่องราวของภูมิปัญญามนุษย์, ศิลปะหัตถกรรม, การเกษตร, เทคโนโลยี, วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตมนุษย์ โดยได้มีการผลิตรายการในตอนแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 ชื่อตอน “น้ำพระทัยจากในหลวง” และได้ดำเนินงานถ่ายทำรายการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



------------------------------
เรื่องโดย : ขุนเดช
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Kssi9
เพิ่มเพื่อน