เจาะสนามแข่งต่างประเทศ

WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2007 สนาม 5


แรลลีโปรตุเกส เป็น 1 ใน 3 รายการใหม่ที่ถูกบรรจุเข้ามาอยู่ในปฏิทินการแข่งขันประจำปี 2007 ของ FIA ที่จริงแล้วประเทศโปรตุเกส เคยจัดการแข่งขันแรลลีชิงแชมพ์โลก มาตั้งแต่ปี 1973 แต่ด้วยปัญหาทางด้านการรักษาความปลอดภัย จึงถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2002 หลังจากห่างหายไป 6 ปี และใช้เวลาพิจารณาอยู่ 2 ปี ในปี 2007 FIA ตัดสินใจนำประเทศโปรตุเกสกลับเข้ามาอยู่ในตารางการแข่งขันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยในสนามกลายมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมไม่สามารถกันผู้ชมให้อยู่ห่างจากทแรคในระยะที่ปลอดภัยได้และเมื่อเริ่มการแข่งขันไปได้เพียงชั่วโมงกว่า รถของ อาร์มินโด อาราอูโฮ (ARMINDO ARAUJO) นักขับเจ้าถิ่น ซึ่งกำลังทำการแข่งขันใน กรุพ เอน ลื่นไถลออกนอกถนน และปะทะเข้ากับกลุ่มผู้ชม และสื่อมวลชนที่กำลังเก็บภาพการแข่งขัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คน โดยแขนหัก 1 คน ขาหัก 1 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 3 คน ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลฟาโร ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ เพื่อทำการรักษาต่อไป

หลังจากนั้นไม่นานการแข่งขันเริ่มขึ้นอีกครั้ง นักขับคนอื่นๆ ยังขับแบบค่อนข้างไร้ปัญหาแม้ว่าเมฆฝนที่เริ่มตั้งเค้าจะทำให้บรรดานักขับ และทีมงานรู้สึกกังวลใจอยู่บ้างก็ตาม มาร์คุส โกร์นโฮล์ม (MARCUS GRONHOLM) นักขับรุ่นเก๋า ทีม บีพี-ฟอร์ด กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่จุดเซอร์วิศว่า”สภาพสนามโดยทั่วไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้ามีฝนตกลงมาคงจะเป็นหนังคนละม้วน เพราะถนนจะลื่นมากๆ จนแถบขับไม่ได้เลย” อย่างไรก็ตาม โกร์นโฮล์ม เลือกใช้ยางแบบแข็ง ซึ่งเหมาะกับถนนแห้งมากกว่า

แม้ว่า โกร์นโฮล์ม จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งวันแรกแต่เมื่อเหลืออีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรจะถึงจุดเซอร์วิศช่วงพักครึ่งวัน เขากลับพลาดท่าขึ้นเนินจัมพ์ด้วยความเร็วสูงเกินไป จนรถ ฟอร์ด โฟคัส อาร์เอส กระแทกพื้นอย่างแรงจนกระจกหน้าร้าว และช่วงล่างเสียหายหลายจุด

ส่งผลให้เมื่อจบวันแรก โกร์นโฮล์ม เสียตำแหน่งผู้นำให้กับ เซบัสเตียง โลบ์ (SEBASTIEN LOEB)นักขับชาวฝรั่งเศส ที่ขับได้คงเส้นคงวามากกว่าไป 3.1 วินาที ขณะที่อันดับ 3 เป็นของ มิคโค ฮีร์โวเนน (MIKKO HIRVONEN) เพื่อนร่วมทีม โกร์นโฮล์ม ที่สลับกันขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 กับ เพทเทร์ โซลเบร์ก (PETTER SOLBERG) นักขับรุ่นเก๋าทีม ซูบารุ ก่อนที่ดอกยางของรถ ซูบารุ จะหมด ทำให้ โซลเบร์ก เสียอันดับ 3 ให้กับ ฮีร์โวเนน ไป

เลกที่ 2 ฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งคืน ทำให้การแข่งขันในเช้าวันเสาร์เริ่มต้นด้วยความชุ่มฉ่ำพร้อมกับแอ่งน้ำเล็กๆ และถนนลูกรังที่เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นโคลนลื่น การเลือกใช้ยาง ยังเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึง แม้ว่าในตอนนี้เมฆดำจะหายไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม โลบ์ ผู้นำในขณะนี้ ยังคงตัดสินใจเลือกใช้ยางแบบนุ่ม เพราะเกาะถนนได้ดีกว่าในสภาพถนนลื่น ขณะที่ โกร์นโฮล์ม เลือกยางแบบแข็ง เนื่องจากทนกว่า และหวังว่าถนนจะแห้งในช่วงสาย ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบ โลบ์ ที่ดอกยางจะเริ่มใกล้หมด ในตอนนั้น

และก็เป็น โลบ์ ที่ทำผลงานได้ดีกว่าทั้งช่วงเช้า และบ่าย ทำให้เวลารวมตอนนี้ยืดห่างออกไปอีก 40.5วินาที ขณะที่นักแข่งคนอื่นๆ กำลังมีปัญหากับยาง แต่ โซลเบร์ก กลับบ่นเรื่องช่วงล่างของรถ อิมพเรซาที่เซทมานิ่มเกินไป ทำให้มีปัญหากับการยึดเกาะถนน ตอนนี้เวลาของเขาตกลงไปอยู่อันดับที่ 4 แน่นอนแล้ว โดยถูก ฮีร์โวเนน ทิ้งห่างออกไปอีก 13 วินาที

ดานี โซร์โด (DANI SORDO) นักขับดาวรุ่งทีม ซีตรอง ที่เพิ่งเจอเหตุการณ์ให้ลุ้นระทึก เมื่อประตูรถฝั่งโค-ดไรเวอร์ ไม่ยอดปิด และลอค ทำให้ทีมงานต้องเข้ามาแก้ไข และเมื่อขับออกไปได้สเตจเดียวประตูฝั่งคนขับกลับเปิดเองขณะรถวิ่ง โชคดีที่ โซร์โด สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและสามารถพารถกลับเข้าจุดฟินิชด้วยเวลารวมอันดับที่ 5

เลกที่ 3 ซึ่งเป็นเลกสุดท้าย กลับมาแข่งขันกันที่หุบเขา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ฟาโร (FARO)ด้วยสภาพอากาศที่แจ่มใส และเริ่มหนาวเย็น ซึ่ง ฮีร์โวเนน ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในการทดสอบ กล่าวว่าจะพยายามขับให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ โซลเบร์ก สามารถทำเวลาตีตื้นขึ้นมาได้ โดยเมื่อจบครึ่งวันแรก เขาทำเวลานำ โซลเบร์ก ออกไปเป็น 18.5 วินาที ทำให้ตอนนี้ความหวังที่จะได้ขึ้นโพเดียมของ โซลเบร์กเริ่มเลือนลางออกไปทุกที

ขณะที่คู่ของผู้นำ และรองผู้นำ ก็ถูกแฟนๆ จับตามองมากที่สุดเช่นกัน แม้ว่า โกร์นโฮล์มจะออกมายอมรับว่า ช่องห่าง 40 วินาที มากเกินไปที่จะไล่ตามได้ทัน และหวังเพียงจบการแข่งเป็นอันดับ 2 เท่านั้น ด้าน โลบ์ ก็ตอบสนองด้วยการขับช้าลง และเน้นความแน่นอนมากขึ้น “ตอนนี้ผมเหลือเพียงเข้าเส้นชัยให้ได้เท่านั้น” โลบ์ กล่าวสั้นๆ

ในช่วงครึ่งวันบ่ายผลการแข่งขันอันดับที่ 1-4 ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่า โกร์นโฮล์มจะทำเวลาตีตื้นขึ้นมา 15.1 วินาที แต่ก็แทบไม่มีผลอะไรเมื่อเทียบกับเวลาที่ โลบ์ ทิ้งห่างไป 48.5 วินาทีจบการแข่งขันส่งผลให้ โลบ์ คว้าแชมพ์เป็นครั้งที่ 31 ของอาชีพ และเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2007

ส่วนอันดับ 2 และ 3 เป็นของทีม ฟอร์ด ทั้งคู่ โดย โกร์นโฮล์ม และฮีร์โวเนน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันข้างต้นเป็นเพียงผลแบบไม่เป็นทางการซึ่งหลังจากจบการแข่งขันได้ไม่นาน ผลการแข่งขันมีการอัพเดทอีกครั้ง และครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกรรมการตรวจสอบพบว่า กระจกบังลมหลังที่ใช้ในรถ ฟอร์ด โฟคัส อาร์เอส มีความหนาเพียง 3.0 มม. จากกฎที่กำหนดไว้ว่ากระจกต้องมีความหนา 3.5 มม. และมีมติลงโทษปรับเวลารถของทีม ฟอร์ด อีก 5 นาที

จากการตัดสินในครั้งนี้ ทำให้ทั้งอันดับผู้ชนะ และตารางคะแนนมีการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยผู้ชนะยังคงเป็น โลบ์ ขณะที่อันดับ 2 กลายเป็น โซลเบร์ก จากทีม ซูบารุ และอันดับ 3 กลายเป็น โซร์โด จากทีม ซีตรอง โดยทั้ง โกร์นโฮล์ม และฮีร์โวเนน ร่วงจากอันดับที่ 2 และ 3 ไปอยู่อันดับ 4 และ 5 แทน

หลังจากที่ โกร์นโฮล์ม พลาดจาก 8 คะแนนที่สำคัญ ทำให้คะแนนสะสมของ โลบ์ขยับขึ้นไปเป็นผู้นำทันที โดยมีคะแนนมากกว่า โกร์นโฮล์ม ที่ร่วงมาอยู่อันดับ 2 มี 1 แต้ม ด้านคะแนนสะสมประเภททีมผู้ผลิต ทีม บีพี-ฟอร์ด ดับเบิลยูอาร์ที (BP-FORD WRT) ยังคงเป็นผู้นำต่อไป โดยมี 67 แต้ม อันดับ 2 ทีม ซีตรอง โททาล ดับเบิลยูอาร์ที (CITROEN TOTAL WRT) ตามหลังอีกไม่ไกล มี 59 คะแนน

 

สรุปผลคะแนนการแข่งขัน สนามที่ 5 ประจำปี 2007 ประเภทผู้ขับ
อันดับ ผู้ขับ คะแนนรวม
ชนะเลิศ เซบัสเตียง โลบ์ 38
รองอันดับ 1 มาร์คุส โกร์นโฮล์ม 37
รองอันดับ 2 มิคโค ฮีร์โวเนน 30
สรุปผลคะแนนการแข่งขัน สนามที่ 5 ประจำปี 2007 ประเภททีมผู้ผลิต
อันดับ ทีม คะแนนรวม
ชนะเลิศ บีพี-ฟอร์ด ดับเบิลยูอาร์ที 67
รองอันดับ 1 ซีตรอง โททาล ดับเบิลยูอาร์ที 59
รองอันดับ 2 ซูบารุ ดับเบิลยูอาร์ที 27


------------------------------
เรื่องโดย : สิทธิพงศ์ วิยาภรณ์
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/fbbb7

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน