ชีวิตอิสระ

ท่องไพรเชิงนิเวศ


เมื่อความเครียดถามหา นักเดินทางทั่วไปคงมีแนวคิดที่ไม่ต่างกันมากนัก อย่างน้อยที่สุด คือต้องการหลีกลี้หนีให้พ้นจากสังคมเมืองเป็นอันดับแรก แต่นักเดินทางตัวจริงอย่างคุณคงไม่ต่างจากผม ที่ต้องการไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด และชื่นชมสายน้ำน้อยใหญ่ที่ใสสะอาด ใจกลางป่าลึก แม้จะต้องนอนกลางดินกินกลางทรายก็ตาม

พร้อมพบ
หน่วยอนุรักษ์ ฯ

ชุมพร จังหวัดที่ถูกยกให้เป็นประตูสู่ภาคใต้ มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางบก ทางทะเล เกาะแก่งน้อยใหญ่ที่สวยงาม และที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในขณะนี้ คือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยา

ที่อำเภอพะโต๊ะ มีผืนป่าใหญ่ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูเก็ต เป็นสันปันน้ำให้กับแม่น้ำหลากหลายสาย มีพื้นที่มากถึง 1,032,500 ไร่ ครอบคลุมอาณาเขต 5 อำเภอ ใน 3 จังหวัด ประกอบไปด้วย อำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอไชยา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง

การเดินทางครั้งนี้ จุดหมายอยู่ที่ใจกลางป่าผืนใหญ่ เมื่อจัดเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ ซึ่งก็มีเท่าที่จำเป็น นั่นคือ เทนท์ เครื่องครัว เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟ น้ำตาล น้ำปลา พริกป่น เมื่อทุกอย่างถูกแพคอยู่หลังรถกระบะ เสียงเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบอินเตอร์คูเลอร์ รหัส YD25DDTI ของเจ้า นาวารา ก็กระหึ่มขึ้น ไม่กี่วินาทีต่อมา วงล้อก็เริ่มเคลื่อนพร้อมหัวใจที่ลิงโลด

เราใช้เส้นทางตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร เมื่อถึงสี่แยกปฐมพร เราทิ้งห่างทางหลวงหมายเลข 4 ไว้เบื้องหลัง เลี้ยวขวาเลียบชายฝั่งอันดามัน หันไปพึ่งพาทางหลวงหมายเลข 41

เมื่อวิ่งต่อมาได้อีกประมาณ 70 กม. ก็เจอกับป้ายบอกทางสีเขียวขนาดใหญ่ อำเภอพะโต๊ะ ชี้ไปทางด้านขวามือ ที่ทางหลวงหมายเลข 4006 ผมจอดรถข้างทาง หยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อไปยังหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ที่ได้ติดต่อไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว หน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำหลังสวน โดยมีพื้นที่ในความดูแลถึง 587,875 ไร่ เพื่อสอบถามถึงสถานที่ตั้งของหน่วย ฯ

เสียงตามสายสำเนียงทองแดง บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาวปักษ์ใต้ได้เป็นอย่างดี พี่หมู หรือ”บ่าวหมู” ตามภาษาถิ่น เจ้าหน้าที่ของหน่วย ฯ แนะนำตัวเอง พร้อมบอกเส้นทางให้คณะเราทราบ

เราวิ่งไปอีกประมาณ 50 กม. จึงเจอหน่วย ฯ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ เมื่อลงจากรถก็มีเจ้าหน้าที่ใบหน้ายิ้มแย้ม ผมสั้นหยิกหวีแสกกลางเรียบแปล้ ที่ช่วงคอดูโดดเด่นด้วยองค์จตุคามรามเทพถึง 3 องค์เดินออกมาต้อนรับคณะของเรา เจ้าหน้าที่คนนั้น คือ บ่าวหมู ผู้ที่สนทนาทางโทรศัพท์กับผมเมื่อสักครู่นั่นเอง

ผมเอ่ยปากสอบถามถึงคุณพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วย ฯ ก็ได้รับคำตอบว่าได้พาคณะของนายอำเภอออกสำรวจป่าไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ได้ยินอย่างนั้นทำให้ผมกังวลใจไม่น้อย กลัวว่าการมาในครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่ในเมื่อดั้นด้นมาถึงที่แล้ว ก็คงจะไม่ยอมถอยง่ายๆ แน่

บ่าวหมูผู้ที่มีไมตรีกับคณะของเราเป็นอย่างดี ได้ขันอาสาเป็นคนนำผมและทีมงานนั่งเรือทวนกระแสน้ำสู่ผืนป่าบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง “ดูเวลาแล้ววันนี้คงหาเรือไม่ทันแน่ คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้ตอนสายๆ ” บ่าวหมูเอ่ยปากบอกกับผม

หลังอาหารเช้า ผมไม่รอช้ารีบเดินทางกลับไปยังหน่วยต้นน้ำ ฯ อีกครั้ง บ่าวหมูได้พาเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้รู้จักอีกคนหนึ่ง “บ่าวเอ๋” ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่เราจะใช้เป็นพาหนะเดินทางเข้าสู่ใจกลางผืนป่านั่นเอง

เรานำอุปกรณ์ที่จำเป็น ลำเลียงขึ้นหลังรถกระบะ ไม่นานนักสัมภาระทุกอย่างก็ถูกแพคอย่างแน่นหนาเพราะเส้นทางที่จะไปขึ้นเรือ เป็นถนนลูกรังที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ต้องนำรถไปจอดไว้ที่บ้านหลางตาง ซึ่งห่างจากตัวอำเภอพะโต๊ะประมาณ 15 กม. เมื่อทุกอย่างพร้อม รถจึงเริ่มทะยานสู่หมู่บ้านหลางตาง กว่าครึ่งชั่วโมงที่เดินทางผ่านเนินแล้วเนินเล่า จึงมาเจอสายน้ำใสสะอาดอยู่เบื้องหน้า

คลองเสาะ
สำหรับคนไม่ใจเสาะ

คลองศอก สายลำธารใสจนมองเห็นก้อนกรวดที่นอนนิ่งอยู่ใต้ผืนน้ำ เป็นสายน้ำที่เกิดจากการไหลรวมกันของลำห้วยลำธารแขนงต่างๆ ก่อนรวมกันเป็นแม่น้ำหลังสวน หล่อเลี้ยงผู้คนในเขตลุ่มน้ำหลังสวนมาช้านาน “คลองศอก” หรือภาษาใต้เรียก “คลองเสาะ” เป็นสายน้ำที่มีความคดเคี้ยวเลี้ยวลด แต่ละโค้งจะมีลักษณะที่เรียกว่าหักศอกแทบทั้งสิ้น นี่จึงเป็นที่มาของชื่อกระมังนอกจากนี้ยังมีเกาะแก่งน้อยใหญ่อีกมากมาย คอยเป็นกำแพงขวางกั้นป้องกันผู้ที่พยายามลุกล้ำเข้าไป

ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ร่วมทางอย่างผมเกิดความกลัว เนื่องจากเชื่อมือในความเป็นลูกชาวคลองอย่างบ่าวเอ๋ สายน้ำแห่งนี้เป็นเส้นทางเดียวที่ใช้ลำเลียงผลไม้ออกจากสวนของบ่าวเอ๋เขาจึงมีความผูกพัน และรู้จักร่องน้ำแต่ละแก่งเป็นอย่างดี

เสียงเครื่องยนต์เรือเริ่มคำราม เมื่อใบพัดหางเสือแตะถึงผิวน้ำ เรือไม้ขนาดความยาวกว่า 5 เมตรก็แหวกทวนกระแสน้ำ นำคณะของเรามุ่งหน้าสู่ใจกลางป่าใหญ่ ตลอด 2 ข้างทาง ยังพอพบเห็นสวนผลไม้ของชาวบ้านเป็นระยะ “ทำไมจึงมีสวนของชาวบ้านอยู่ในเขตพื้นที่ป่าได้” ผมยิงคำถามไปที่บ่าวหมู และได้รับคำอธิบายว่า “เป็นชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่นานแล้ว เรายังอนุญาตให้ทำสวนได้ แต่ห้ามบุกรุกพื้นที่เพิ่ม และที่สำคัญ ห้ามขายเด็ดขาด หากใครฝ่าฝืนทางหน่วยก็จะยึดและนำไปปลูกป่าต่อไป”

เมื่อเรือแล่นผ่านเกาะแก่งได้ประมาณสัก 1 ชม. สวนผลไม้ที่เห็นประปราย ไม่มีแล้ว แสดงให้รู้ว่าเราเริ่มเข้าในเขตป่าลึก และจากจุดนี้ ผมเริ่มสังเกตเห็นร่องรอยของสัตว์ที่ลงมาหากินตามสองฟากฝั่งเป็นระยะๆ

เราผ่านความเชี่ยวกรากของสายน้ำ แก่งแล้วแก่งเล่าที่คอยเป็นปราการขวางกั้นผู้ล่วงล้ำ จนต้องสูญเสียใบพัดของเรือไป แต่ประสบการณ์ของบ่าวเอ๋ก็มากพอที่จะสอนให้รู้ว่า การที่จะเดินทางทวนกระแสน้ำแห่งนี้ ควรเตรียมใบพัดสำรองมาด้วย 2- 3 ใบเป็นอย่างน้อย เราจึงไปต่อได้ฉลุย

ยิ่งเรือนำพวกเราเข้าสู่ป่าลึกมากเท่าไร ยิ่งพบรอยเท้าสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีตั้งแต่รอยของพวกเก้ง กวาง ไปจนถึงกระทิง และช้างป่า และที่เห็นแล้วทำให้น้ำลายไหล ก็คือ ยอดผักกรูดป่า ซึ่งมีต้นสูงใหญ่ท่วมหัว ยอดอวบโต จนผมอดไม่ได้ต้องให้บ่าวเอ๋จอดเรือ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารมื้อเย็นวันนี้

เมื่อเดินทางกว่า 2 ชม. เราจึงตัดสินใจตั้งแคมพ์พักค้างแรมบริเวณหาดทรายใกล้ๆ กับสถานที่ที่เรียกว่า “เหวพงษ์” ซึ่งเป็นแก่งขนาดใหญ่ เหนือแก่งขึ้นไปจะเป็นสามแยกที่สายน้ำจากอำเภอละแมไหลมาบรรจบกับสายน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแก่งกรุง อำเภอไชยา จนกลายเป็นคลองขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือเส้นทางที่เราใช้สัญจรมานี้เอง

นั่งภัตตาคาร
โรมานศ์ กลางป่าลึก

เมื่อกางเทนท์เรียบร้อย บ่าวหมูผู้รับอาสาเป็นพ่อครัวของทริพนี้ จัดเตรียมหุงหาอาหาร โดยใช้กระบอกไม้ไผ่แทนหม้อหุงข้าว หรือที่เรียกว่าการ “หลามข้าว” ส่วนผักกรูดนำมาลวกจิ้มน้ำพริกมะม่วง ตามด้วยไข่เจียว ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนวิเศษ ช่างเป็นมื้อเย็นที่อร่อยเหนือคำบรรยายใดๆ

หลังอาหารเย็นเราได้นั่งสนทนา พร้อมกับฟังการขับกล่อมของเสียงร้องจากนก และสัตว์นานาชนิด ผสมผสานกับแบคอัพชั้นเยี่ยมที่มาจากสายน้ำไหลกระทบหินน้อยใหญ่บริเวณแก่งเป็นวงดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งกว่าวงใดๆ ในโลกนี้ เมื่อหนังตาเริ่มหย่อน ด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทาง ไม่นานนักจึงแยกย้ายกันพักผ่อน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ทำให้ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว…

ฝืนใจ
ลา พะโต๊ะ

ความหนาวเย็นจากสายฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในเช้านี้ ทำให้ไม่อยากจะออกมาจากถุงนอนอุ่นๆ แต่ด้วยความที่ทนกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นของบ่าวหมูไม่ไหวจึงต้องยอมสละถุงนอนและหันไปหากาแฟอันหอมหวานแทน หลังจากกาแฟหมดแก้วระดับน้ำในคลองศอกเริ่มสูงขึ้น เราจึงจำใจต้องเก็บของขึ้นเรือ

ขากลับเราล่องมาตามกระแสน้ำโดยไม่ติดเครื่องยนต์ ท่ามกลางความเงียบสงบ ผมได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมทาง นานๆ ครั้งก็จะได้ยินเสียงไม้ไผ่ของบ่าวหมูที่กระทบผิวน้ำ

ผมนั่งปลดปล่อยอารมณ์ตัวเองไปตามกระแสน้ำ โดยมีผืนป่าล้อมรอบ สายฝนโปรยปรายลงมาพอให้ชุ่มฉ่ำ ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้โลกหมุนช้าลง เพื่อจะได้มีเวลาพอที่จะเก็บภาพแสนสวยนี้ไว้ในลิ้นชักของหัวใจ…ทุกๆ อณูของรายละเอียด

การหลามข้าว (ใช้รูป c1-c7)
ไม่ต้องใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ไม่ใช้แม้หม้อเหล็ก หรือหม้อดินก็ไม่สน เพราะความหอมกรุ่นที่ออกมาจากการใช้ไม้ไผ่เป็นเครื่องครัว ทำให้เราแทบลืมภาชนะธรรมดาๆ เหล่านั้นไปเลย

1. นำข้าวสารมาแช่น้ำประมาณ 10 นาที
2. ตักใส่ใบคลุ้ม (หรือใบกล้วยก็ได้) ประมาณช้อนกว่าๆ ห่อให้มิดชิด เหมือนห่อข้าวต้ม
3. นำมาประกบกันประมาณ 4-5 ห่อ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ (1 คน ทานประมาณ 3 ห่อโดยประมาณ)
4. กรอกน้ำลงไปให้เต็ม ปิดกระบอกไม้ไผ่ ด้วยใบคลุ้ม
5. นำไปผิงไฟจนกว่าน้ำจะออกเป็นสีเขียวนิดๆ
6. กลับเอาด้านหัวลงและผิงไฟต่อไปอีกสักระยะ ก็จะได้ข้าวสวยหอมกรุ่นกลิ่นไม้ไผ่

ขอบคุณ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด สนับสนุนการเดินทาง (รูป A)
ขอบคุณ หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ อำนวยความสะดวก (รูป B)



------------------------------
เรื่องโดย : ธนกฤต นรพันธุ์พงศ์
ภาพโดย : เอกลักษณ์ จุลสุคนธ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/req5R

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน