บทความ

สุดขีด “ปิเต็ง”


ในบรรดาผู้ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “ปิเต็ง” หลายคนที่เคยสัมผัสแต่ใจไม่ถึง เลิกเที่ยว หรือเลิกเล่นรถขับเคลื่อน 4 ล้อไปเลย และมีอีกจำนวนไม่น้อย ใจถึง แถมยังหลงใหลกับเส้นทางหฤโหดสายนี้ และอยากกลับมาเยือนเมื่อมีโอกาส นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่อยากมา แม้จะรู้ว่า ถ้าพลาด รถอาจต้องพังกลับบ้านก็ตาม…

ปิเต็ง ในอดีตเคยเป็นสถานที่พักของกะเหรี่ยง ที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากพม่า อยู่ริมสายน้ำที่ไหลทอดยาวมาจากน้ำตกที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในขุนเขาป่าใหญ่ ห่างจากหมู่บ้านอีต่องประมาณ 12 กม. ติดพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 3272

อดีตมีการทำเหมืองแร่ดีบุก และวุลแฟรม กันมาก โดยจะขนส่งแร่ผ่านชายแดนเข้าสู่ “เมืองกัมบ๊อค”สหภาพพม่า หมู่บ้านอีต่องในยุคนั้น จึงมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เกิดจากการค้าแร่ เมื่อเหมืองแหล่งสุดท้ายได้ปิดตัวลง ประมาณปี 2524 บ้านอีต่องจึงกลายสภาพเป็นเพียงหมู่บ้านชายแดนเล็กๆที่สงบเงียบ อยู่ท่ามกลางผืนป่าใหญ่ เส้นทางในอดีตที่เคยใช้เป็นทางลำเลียงแร่ เมื่อไม่ได้ใช้สัญจร
เป็นเวลานาน เริ่มทรุดโทรม ประกอบกับภูมิประเทศแถบนี้มีฝนตกชุก จากปริมาณน้ำฝน ที่ชะล้างหน้าดินออกไปทุกปี กัดเซาะเป็นร่องลึก ถนนขาด ดินถล่ม ต้นไม้ล้ม ฯลฯ อุปสรรคเหล่านี้กลายเป็นฉนวนกำแพงกั้นกลางระหว่างคนกับผืนป่า

เมื่อต้นเดือนตุลาคม ผมมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มของ ป๋าสาน หรือที่รู้จักกันดีในนาม“ออฟโรดหน้าย่น” ผู้ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธจักรรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มากว่า 20 ปี และ ป้าแจม ที่มาพร้อมกับฉายานาม “ป้าแจมร้อยชมรม” เนื่องจากเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ไม่เรื่องมาก ถึงไหนถึงกัน จึงสามารถท่องเที่ยวได้ทุกชมรม และทีมงานเรากล้าพูดได้ว่าเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในประเทศไทย ที่สามารถขับรถเข้าไปเยือน ปิเต็ง มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้ผู้ชายอกสามศอกยังต้องยอมซูฮกจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่เพื่อนๆ ในกลุ่มจะขนานนามว่า “ผู้หญิงสุดขีด” นอกจากนี้ยังมีรถของพี่ศักดิ์และพี่วิน ร่วมเดินทางด้วย รวม 4 คัน

คืนแรก เราแวะพักกันที่บ้านอีต่อง เพื่อรอรถที่จะมาสบทบ นัดหมายไว้อีกกว่า 10 คัน เมื่อยามฟ้าสางรถที่ร่วมเดินทางทริพนี้ มากันพร้อมหน้าพร้อมตา จอดเรียงรายอยู่ในสนามกีฬา โรงเรียนเหมืองแร่บ้านอีต่อง นับแล้วรวมทั้งหมด 21 คัน เมื่อจัดรูปขบวนเสร็จสรรพ จึงเริ่มออกเดินทาง โดยมีชุดของป๋าสาน เป็นหัวหอกเปิดทาง

ระยะทางจากบ้านอีต่องถึงปิเต็งประมาณ 12 กม. ทางกลุ่มได้วางเป้าหมายการเดินทางขาเข้าไว้ 2 วันออก 3 วัน พักข้างใน 1 วัน ทริพนี้ใช้เวลา 6 วัน เป็นอย่างน้อย เช้านี้ อากาศดี ท้องฟ้าสดใสช่างเป็นใจให้กับคณะของเราอย่างยิ่ง หากไม่มีเมฆฝน คาดว่าคงถึงเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้

เมื่อออกเดินทาง เส้นทางลัดเลาะตามไหล่เขาสูงชัน โอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ได้ประมาณ 2 กม. ต้องเผชิญกับบททดสอบด่านแรก ซึ่งเป็นร่องตัววี ที่มีความลึก หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าวีแรก เส้นทางสายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นร่องตัววีตลอด มีความลึกตั้งแต่ 1-2 เมตรกว่าๆและนี่คือ เอกลักษณ์ของ “ปิเต็ง”

ขณะที่บรรดาเพื่อนร่วมทีม กำลังผ่านร่องตัววีไปทีละคัน ด่านแรกก็เจอสิ่งที่ไม่อยากเจอะเจอจนได้เมฆหมอกเริ่มปกคลุม เหมือนเป็นสัญญาณเตือนจากเจ้าถิ่น ว่าเราเริ่มลุกล้ำอาณาเขต และเพียงไม่กี่อึดใจ สายฝนก็เริ่มโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง เส้นทางที่ว่ายากอยู่แล้ว เมื่อผนวกกับน้ำฝนยิ่งทำให้ยากขึ้นอีก กว่าจะผ่านวีแรก ต้องเสียเวลาอยู่นานพอสมควร จุดนี้มีรถในขบวนถอนตัวกลับ 2 คัน
เนื่องจากรถไม่พร้อม

เดินทางต่อมาได้อีกประมาณ 1 กม. ต้องเจอกับบททดสอบจากธรรมชาติอีก เมื่อมีต้นไม้ล้มปิดทางขวางอยู่ข้างหน้า เราเสียเวลาร่วม 2 ชม. กว่าจะช่วยกันนำต้นไม้ออกได้ จุดนี้มีรถถอนตัวกลับบ้านอีก 2 คัน และเส้นทางจากนี้ไปจะเป็นเนินยาวกว่า 1 กม. ค่อนข้างลื่น รถทุกคันต้องเร่งเครื่องส่งกำลังมาจากด้านล่าง ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะด้านซ้ายเป็นหน้าผา ด้านขวาเป็นเหวลึกสุดๆ และที่เนินนี้เอง รถคันนำ พลาดท่าต้องสังเวยเพลาหน้าให้กับธรรมชาติไป 1 เส้น

หลังจากตัดเชื่อมเพลาเสร็จ จึงออกเดินทางต่อ ผมดูนาฬิกาดิจิทอลบนข้อมือที่ยังคงทำหน้าที่อย่างไม่อิดออด บอกเวลาบ่าย 4 โมง แต่บรรยากาศโดยรอบเหมือนประมาณ 6 โมงเย็น ซะงั้นหมอกที่ปกคลุมมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงไม่มีทีท่าว่าจะจางลง แต่กลับหนาขึ้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ผนวกกับเม็ดฝนที่ยังคงโปรยปรายมาเป็นระยะๆ แสงแดดสุดท้ายที่โดนใบหน้าจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเวลาไหนข้าวมื้อสุดท้ายที่ตกถึงท้องร่วงมาจนถึงป่านนี้รวมแล้ว 9 ชม. ยังว่างอยู่เหมือนเคย จนมีแวบหนึ่งที่นึกถึงน้ำอุ่นๆ และเตียงนอนนุ่มๆ วิ่งผ่านเข้ามาในสมองอย่างไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อรถคันแรกขึ้นไปสู่เนินกลาง หรือบางกลุ่มอาจเรียกเนินพม่า บ่งบอกให้รู้ว่าเราเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว มองไปทางฝั่งซ้ายมือเป็นเขตแดนของสหภาพพม่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ส่วนฝั่งขวามือเป็นเขตแดนประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้ามีต้นไม้พอนับต้นได้ และผู้ที่เคยไปสัมผัสมาแล้ว ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “เขาหัวโล้น” ใครคนหนึ่งบอกกับผมว่า “เส้นทางที่ผ่านมามีความยากเพียง 30 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง เมื่อลงเขาหัวโล้น ไปจะเจอกับบททดสอบจากธรรมชาติทั้ง ร่างกายและจิตใจ รถน้อยคันนักจะผ่านไปได้”

ทางลงเขาหัวโล้นเป็นทางชันยาวสุดลูกหูลูกตา ขนาดร่องค่อนข้างลึก บางครั้งรถต้องพิงไปกับผนังดินด้านข้าง ผมยังนึกอยู่ในใจว่าแล้วเวลาขึ้นจะทำยังไง เพราะ 2 ข้างทาง หาต้นไม้สำหรับวินช์รถยากมากลงจากเขาประมาณ 5โมงเย็นจนถึง 2 ทุ่มได้ระยะทางไม่เกิน 2 กม. ช่วงนี้รถในกลุ่มเริ่มทิ้งห่างกันมากชุดแรกประมาณ 7 คัน ลงจากเขาหัวโล้นแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่ขึ้นเขาหัวโล้นเลย

ลงจากเขาหัวโล้นได้ราว 2 กม. รถชุดแรกเริ่มงอแง มีทั้งล้อขอบยางหลุด ไดชาร์จพัง ต้องเสียเวลาแก้ไข ทุลักทุเลกันมาก เนื่องจากขณะนี้ม่านแห่งราตรีกาลได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ยิ่งในป่าลึกแบบนี้ยิ่งทำให้มืดสนิท มองไปโดยรอบตัวได้ไม่เกิน 2 ศอก และกว่าจะผ่านไปได้แต่ละเมตรมันช่างลำบากเสียจริงๆ

จนเวลาล่วงเลยไปถึงตี 2 รถชุดแรกยังคงเดินทางต่อ จุดหมาย คือ หมู่บ้านกะเหรี่ยง หากไปไม่ถึงก็ไม่มีน้ำอาบ ทุกคนต่างเปรอะเปื้อนโคลนตั้งแต่หัวถึงเท้า สถานที่นอนพักก็แทบจะไม่มี เพราะทางส่วนใหญ่เป็นร่องวี เหลือเพียงขึ้นเนินยาวประมาณ 800 เมตร ก็จะถึงบ้านกะเหรี่ยง เมื่อรถคันแรกเริ่มกดคันเร่ง ตะแคงซ้ายทีขวาทีไปตามร่อง ได้ไม่ถึง 50 เมตร เพลาหลังก็ขาดกระเด็น จึงต้องทิ้งรถไว้กลางเนิน แล้วหันมาช่วยคันที่ 2 เพื่อนำไปวินช์ลงมา

หลังจากเปลี่ยนไดชาร์จให้อีกคันเสร็จ เดินทางต่อได้อีกไม่เกิน 20 เมตร รถตะแคงจมในร่องวีที่ลึกท่วมหัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะกู้คืนนี้ สรุปแล้วทั้ง 7 คัน จึงต้องนอนข้างทาง ทั้งที่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยโคลนส่วนรถคันที่ยังมาไม่ถึง ยอมจำนนหยุดพักบนเขาหัวโล้น ซึ่งห่างกันประมาณ 2 กม. เพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้ลุยต่อวันพรุ่งนี้

เมื่อฟ้าสาง หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเสร็จ ชุดแรกเริ่มกู้รถ และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ส่วนชุดหลังเริ่มทยอยลงจากเขาหัวโล้นตามมาสมทบ ถึงตรงนี้เพื่อนในกลุ่มอีก 2 คันยอมยกธงขาว ที่เหลือเดินทางต่อ ก่อนถึงบ้านกะเหรี่ยงอีกไม่กี่ 100 เมตร ต้องออกแรงกันอีกพักใหญ่เมื่อเจอกับดินถล่มปิดทาง ต้องช่วยกันเปิดทางใหม่ จุดนี้รถของสมาชิกในกลุ่มยอมแพ้ต่อธรรมชาติ
อีก 7 คัน เหลือเพียง 8 คัน จากทั้งหมด 21 คัน โดยมีกลุ่มหน้า คือ กลุ่มป๋าสาน 4 คัน และกลุ่มของเฮียเสง อีก 4 คัน ที่ยังคงเดินหน้าต่อ ซึ่งเหลือระยะทางประมาณ 2 กม. ถึงปิเต็ง

คืนที่ 2 เราหยุดเดินทาง เมื่อเส้นทางหมดลง ตรงสถานที่ที่เรียกกันว่า “ปิเต็ง” ผมก้มมองนาฬิกา บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ระยะทางห่างจากจุดที่พักเมื่อคืนประมาณ 4 กม. ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางประมาณ9 โมงกว่าๆ จนถึงเวลานี้ ช่างเป็น 4 กม. ที่ยาวนาน และโหดร้ายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

สรุปการเดินทางขาเข้าระยะทาง 12 กม. ใช้เวลา 2 วัน 2 คืนเต็มๆ ช่วงขากลับใช้เวลารวมทั้งหมด3 วัน 3 คืน โดยเสียเวลารออะไหล่รถอยู่บนเขาหัวโล้น 1 วัน รวมการเดินทางทั้งหมดของทริพนี้ใช้เวลา 8 วัน ความเสียหายที่ประเมินได้ มีตั้งแต่ ฝาสูบแตก เทอร์โบพัง เพลาขาด ไดชาร์จเสีย วินช์พังลูกปืนแตก รอยแผลอีกรอบคัน รวมถึงกล้องดิจิทอลของช่างภาพเสียหายอีก 1 ตัว แต่ประสบการณ์
ที่ได้รับจากบททดสอบบทนี้ กลับมากมายมหาศาล สำหรับคนหัวใจโฟร์วีลตัวจริงเท่านั้น

เตรียมตัวก่อนเข้าปิเต็ง

– ก่อนเข้าควรขออนุญาต และแจ้งความจำนงต่อกำนันบ้านอีต่อง เพื่อความปลอดภัยเพราะพื้นที่นี้เป็นเขตตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า
– จิตใจ ร่างกาย และรถ 3 สิ่งนี้ต้องพร้อม
– น้ำ และอาหาร ควรเตรียมไปให้พอ
– รับประทานวินตามินซีล่วงหน้าประมาณ 2 วัน และตลอดการเดินทาง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไข้หวัด
– เปลสนาม หรือเทนท์สปริง เพื่อความสะดวก
– เสื้อผ้าควรใช้แบบไม่อมน้ำ แห้งเร็ว เพราะฝนค่อนข้างชุก
– อะไหล่สำรองของรถ
– เครื่องมือซ่อมบำรุง
– จอบ เสียม เลื่อย ขวาน มีด ควรมีติดรถ

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

– น้ำตกเขาใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีอยู่ 3 ชั้น มีแอ่งน้ำใหญ่มากมายตลอดธารน้ำ
– น้ำตกน้ำดิบใหญ่ อยู่ทางตอนล่างของน้ำตกเขาใหญ่ สภาพป่าในบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก
– น้ำตกจ๊อกกระดิ่น มีน้ำไหลตลอดปี มีชั้นเดียวสูงประมาณ 30 เมตร
– น้ำตกปิเต็ง มีน้ำไหลตลอดปี มีแอ่งน้ำน้อยใหญ่จำนวนมาก อากาศเย็นสบาย สภาพผืนป่าอุดมสมบูรณ์มาก
– เนินเสาธง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบตัว ทั้งในประเทศไทยและสหภาพพม่า ซึ่งหากวันไหนฟ้าเปิดสามารถมองเห็นท้องทะเลอันดามันในอ่าวเมาะตะมะของสหภาพพม่าได้ด้วยตาเปล่า
– น้ำตกหวยเหมือง มีน้ำไหลตลอดปี พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตสัมปทานทำเหมืองแร่
– จุดชมทิวทัศน์เขาขาด สามารถมองเห็นทิวทัศน์ น้ำตกจ๊อกกระดิ่น หมู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านหินกองเนินเสาธง และยามเมื่อท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นทะเลอันดามันได้ด้วยตาเปล่า
– จุดชมทิวทัศน์ กม. 15 สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเขื่อนเขาแหลม



------------------------------
เรื่องโดย : ธนกฤต นรพันธุ์พงศ์
ภาพโดย : ธีรวิทย์ โตจันทร์/ธนกฤต นรพันธุ์พงศ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2549
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hTd7l

บทความที่เกี่ยวข้อง

เผชิญหน้างูแห่งป่าโบราณ ใน LITTLE AMAZON
เผชิญหน้างูแห่งป่าโบราณ ใน LITTLE AMAZON
อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New