บทความ

สิงห์ป่าคอนกรีท พึงระวัง


สำหรับคนที่ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อในเมืองเป็นหลัก ปีๆ หนึ่งแทบไม่มีโอกาสใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเลยต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้จริงๆ อาจจะทำให้ระบบไม่ทำงาน หรือเสียหายแม้ไม่ใช้งานหนัก ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่านานเท่าไรแล้วที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของคุณได้ใช้งานเป็นครั้งล่าสุด มีเจ้าของรถจำนวนมากตั้งแต่ซื้อมาจนขายไปก็ยังไม่เคยใช้งานมันเลยด้วยซ้ำเลยไม่รู้และไม่ได้สัมผัสถึงความสามารถของระบบนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำไม ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้ใช้…งงจริงๆ

แม้ไม่มีความจำเป็นก็ต้องใช้บ้าง

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกลุยเท่านั้นนะครับถึงจะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่ทำงานออฟฟิศก็คงจะหมดโอกาส เพราะเสาร์-อาทิตย์ก็อยากนอนแช่อยู่กับบ้าน ให้คุ้มกับที่ทำงานหนักมาทั้ง 5 วัน โอกาสที่จะใชระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แล้วมันสำคัญอย่างไรถึงต้องมาบอกกล่าวให้ต้องใช้งานบ้าง แน่นอนครับ มันเป็นเรื่องจำเป็นทีเดียว ถ้าลองไปเปิดคู่มือจะเห็นได้ชัดเจน จะมีบอกไว้เลยว่าคุณต้องใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อบ้างเป็นระยะทางสั้นๆ ในเวลาที่เหมาะสม เช่นทุกๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน เป็นต้น ไม่ต้องอะไรมากครับ ลองนึกถึงของหรืออุปกรณ์บางอย่างที่เราซื้อมาแล้วไม่เคยใช้เลย ทั้งๆ ที่นานทีปีหนจะได้ใช้ก็ยังอุตส่าห์ซื้อติดบ้านเอาไว้เผื่อจำเป็น แต่ไม่เคยรู้เลยว่าอุปกรณ์เหล่านั้นต้องการการบำรุงรักษาเช่นกันเช่น เลื่อยไม้ แม้จะใส่ซองเอาไว้อย่างดี แต่ถ้าไม่เคยใช้เลย สนิมมันก็เกิด เพราะจะเอามาเลื่อยไม้จริงๆก็เลื่อยไม่ค่อยออกเพราะสนิมทำให้มันฝืด นั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยรู้เลยว่ามันต้องหมั่นเอาออกมาชโลมน้ำมัน เพื่อไม่ให้สนิมเกาะที่ผิวสัมผัส เพราะมันจะทำให้เลื่อยแล้วฝืด ต้องออกแรงมากทั้งๆที่ฟันเลื่อยยังคมอยู่

นั่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ถ้าซื้อมาแล้วไม่ใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องดูแล ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก็เหมือนกันครับ ต้องใช้งานบ้าง ไม่งั้นเมื่อถึงเวลาอาจเกิดการติดขัดจนอาจนำไปสู่ความเสียหาย นั่นเป็นเพราะว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของรถกระบะทั่วไปนั้น เป็นแบบ PART TIMEหมายความว่า ใช้ได้เป็นบางเวลาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้โดยตลอด เหตุก็ง่ายๆ คือ ถูกสมกับราคาของตัวรถ เนื่องจากระบบ FULL TIME นั้นมีราคาแพง เราจึงได้เห็นในรถเอสยูวีเสียมากกว่าอะไรก็ตามพอไม่ค่อยได้ใช้งานมันก็เสื่อมสภาพได้เช่นกัน

ส่วนที่มีปัญหานั้นมักจะเป็นส่วนลอคล้อหน้ามากกว่า เพราะตัวลอคจะเป็นโลหะที่จำเป็นต้องมีการหล่อลื่น ซึ่งสารหล่อลื่นที่ใช้นั้นมักเป็นจาระบี เมื่อไม่ได้ใช้งานเลย จาระบีที่โดนความร้อนก็จะไหลไปรวมตัวอยู่ที่ต่ำ ไม่นานส่วนบนที่ไม่มีจาระบีเคลือบก็จะเกิดสนิม ซึ่งสนิมนั้นเกิดได้ง่ายมากกับโลหะถ้าไม่มีฟีลม์บางๆ ของจาระบีเคลือบเอาไว้ คู่มือจึงบอกว่าให้มีการใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อบ้างแม้เพียงระยะทางสั้นๆ เพื่อให้จาระบีเกิดการหมุนเวียนไปทั่วชิ้นส่วน เพราะสนิมแม้เกิดที่ผิวเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดการสึกหรออย่างรวดเร็ว เหมือนมีทรายละเอียดที่หน้าผิวสัมผัส รวมถึงระบบเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วย ทีต้องการให้น้ำมันเกียร์เกิดการหมุนเวียนด้วยเหตุผลเดียวกันเพราะสนิมเพียงเล็กน้อยก็ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาภายหลัง

ต้องรู้ด้วยว่าจะใช้ได้เมื่อไร

ไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วคุณจะออกไปใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้เลยนะครับ เพราะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART TIME นั้นมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่มาก เพราะเป็นระบบที่มีราคาถูกกว่าระบบ FULLTIME ในคู่มือจะระบุไว้ชัดเจนเช่นกันว่า ห้ามใช้บนถนนที่มีความฝืดสูง เช่น ถนนราดยาง, คอนกรีทหรือบนถนนที่มีผิวเรียบแห้งและแข็ง ให้ใช้ได้เฉพาะทางทุรกันดานที่เป็นฝุ่น, ลูกรัง, ทราย หรือทางเปียกลื่น นั่นเป็นเพราะว่าการขับไปบนถนนที่มีความฝืดเท่ากันทั้ง 4 ล้อนั้น ชุดเกียร์ทรานสเฟอร์จะทำงานหนักมากๆ และจะเสียหายได้ง่ายในเวลาไม่นานนัก เพราะระบบออกแบบมาสำหรับทางวิบากที่ล้อทั้ง 4 มีโอกาสจับถนนเท่ากันน้อยมากๆ เพราะถ้าจะทำให้สามารถวิ่งบนถนนเรียบได้ต้องเพิ่มต้นทุนอีกมากนั่นเอง มีเจ้าของรถไม่น้อยที่ไม่ทราบ พอขึ้นเหนือที่มีทางขึ้น/ลงเขาเยอะๆก็เลยเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะหวังในเรื่องของความเกาะถนนที่เหนือกว่า แต่ไม่นานเกียร์พังโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วก็โทษว่ารถรุ่นนั้นๆ เกียร์เปราะบาง ทั้งๆ ที่ตัวเองต่างหากใช้ไม่ถูกวิธี

ในคู่มือจะระบุชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอย่างไร รวมถึงวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องด้วยอย่างในรถบางรุ่นนั้นมีระบุชัดเจนสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อว่า ต้องทำอย่างนั้นทุกระยะเท่าไรหรือทุกกี่เดือน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน อย่าง โตโยตา ไฮลักซ์ ไทเกอร์ จะมีบอกไว้เลยว่าเพลากลางนั้นต้องได้รับการอัดจาระบีทุกๆ 10,000 กม. ถ้าบรรทุกหนัก หรือใช้งานในทางที่มีฝุ่นมากหรือน้ำท่วม ต้องร่นระยะลงมาครึ่งหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเจ้าของรถไม่ทราบ และมีคนทำให้สับสนอีก ก็คือตัวช่างในศูนย์นี่แหละ พอบอกเรื่องอัดจาระบีกลับทำหน้างงๆ แล้วบอกว่ารถใหม่ๆ ไม่ต้องอัดแล้วใช้ได้เลยจนกว่าจะพัง เล่นเอาเจ้าของรถจำนวนไม่น้อยถึงกับอึ้ง และงงมากกว่า เพราะคู่มือบอกไว้อย่างนั้น มันน่าเอาคู่มือเขกกะโหลกช่างเสียจริงๆ เพราะคนที่ทำคู่มือก็คือ วิศวกรที่ออกแบบรถนั่นเองมีจุดไหนที่ต้องระวัง หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ ก็จะมีบอกเอาไว้ในคู่มือนี่แหละ

ดังนั้นจำเป็นมากที่จะต้องหมั่นใช้งานตามระยะเวลาที่เหมาะสม ถ้าเจอทางดินหรือทางลูกรัง ก็เปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อบ้าง แม้ 400-500 เมตร ก็ยังดีกว่าไม่ใช้เลย หรือกรณีที่ฝนตกหนักมากๆถนนเปียกลื่นก็สามารถใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้ เพราะนอกจากจะได้ใช้งานแล้ว ระบบขับเคลื่อน 4ล้อยังช่วยในเรื่องของการยึดเกาะถนนที่สูงกว่า แต่ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกำหนดที่คู่มือระบุไว้ เมื่อถนนเริ่มแห้ง ต้องรีบเปลี่ยนกลับมาใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเสียหาย ซึ่งการใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเวลาฝนตกหนักนั้น ช่วยได้มากทีเดียว ก็รถสมัยนี้แรงม้าสูง สมรรถนะดี หลายคนก็เลยใช้ความเร็วจนลืมไปว่าตัวรถทั้งสูงและมีน้ำหนักมาก เวลาเบรคหรือเลี้ยวบนถนนเปียกๆ มักจะควบคุมไม่ค่อยอยู่ รถจะเกิดอาการลื่นไถลได้ง่าย โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีสูงมาก ซึ่งไม่ได้มาจากช่วงล่างหรือระบบเบรคไม่ดีนะครับ แต่มาจากความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเกินไปนั่นเอง

ต้องเรียนรู้วิธีใช้งานอย่างละเอียด

เรื่องสำคัญมากไม่แพ้กัน ใช่ว่าหมั่นใช้งานแล้วจะดี แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็ทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน เพราะต่างยี่ห้อก็มีความสามารถ หรือมีขั้นตอนการทำงานที่ต่างกัน บางรุ่นนั้นเวลาเปลี่ยนเป็นระบบ 4H ครั้งแรกต้องจอดรถให้สนิทก่อน จากนั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ระหว่างขับขี่ บางรุ่นก็เปลี่ยนได้เลยหรือที่เราคุ้นกันว่าระบบ SHIFT ON THE FLY แต่ความเร็วต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ ส่วนระบบ 4L นั้นต้องจอดสนิทก่อน จึงจะเปลี่ยนใช้งานได้ เป็นต้น รถรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะออกแบบมาให้
ใช้งานได้ง่าย ในคู่มือก็มีบอกไว้อย่างชัดเจนถึงขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้อง ส่วนรถกลางเก่ากลางใหม่หรือคนที่ซื้อรถมือสองมาต้องระวังให้มาก เพราะความสามารถของระบบนั้นด้อยกว่า และรถมือสองมักไม่มีคู่มือมาให้ ยิ่งต้องระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้าไม่แน่ใจควรสอบถามศูนย์บริการ หรือตัวแทนจำหน่าย

คนที่ไม่เคยใช้ ก็จะไม่รู้ทั้งขั้นตอนและการแก้ปัญหาเบื้องต้น ที่เคยเจอๆ มาบางคนบอกว่าพอเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแล้วรถไม่เคลื่อนที่ ไม่รู้เป็นอะไร ไล่ไปไล่มาถึงได้รู้ว่าเลื่อนเกียร์ไม่สุด เกียร์ของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อยังอยู่ที่ N บางรุ่นเวลาจะใช้ระบขับเคลื่อน 4 ล้อเกียร์หลักก็ต้องเปลี่ยนเป็นเกียร์ N ก่อน เพื่อความปลอดภัยของระบบ บางทีเปลี่ยนเกียร์กลับมาเป็น 2H แล้ว แต่ไขับเคลื่อน 4 ล้อไม่ยอมดับ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยทู่ซี้ขับเข้าศูนย์ ยังไม่ถึงศูนย์ดีเกียร์ก็พัง เพราะไม่เคยศึกษาเรื่องการใช้งานและการแก้ไขเบื้องต้น กรณีนี้เมื่อเปลี่ยนกลับมาเป็น 2H แล้วไฟขับ 4 ไม่ดับ ก็ต้องถอยหลังสัก 10-20 เมตร ระบบก็จะคลายตัว ถ้าไม่กต้องเพิ่มระยะทางมากขึ้น หรือออกตัวแรงขึ้น เพื่อสลัดระบบลอคให้คลายตัว

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะดูว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวายในการใช้งาน แต่ถ้าลองศึกษาและลองใช้งานบ่อยๆคุณก็จะชินและสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปลุยในทางทุรกันดารเลยก็ตาม แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเข้าไปลุยบ้าง สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน คือ ทักษะในการขับขี่ การจับพวงมาลัย การอ่านไลน์ การเลือกใช้เกียร์ การควบคุมคันเร่ง ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สำคัญมาก เพราะจะทำให้คุณกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย และรถไม่พัง

การดูแลรักษาเป็นสิ่งจำเป็น

แม้จะไม่เคยใช้งานเลย แต่การดูแลรักษาก็เป็นสิ่งจำเป็นที่มองข้ามไม่ได้ ในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นมีชิ้นส่วนที่ต้องดูแลไม่น้อยกว่าล้อหลังที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพลาขับหน้าจะมีทั้งยางหุ้มเพลา ซึ่งภายในมีจาระบีเป็นตัวหล่อลื่นอยู่ ทั้งยางหุ้มเพลาและจาระบีเองก็เสื่อมสภาพได้ เพราะเพลาหน้าต้องหันเลี้ยวอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่จะฉีกขาดก็มี ต้องหมั่นดูแลและใช้งานบ้าง เมื่อถึงระยะที่เหมาะสมก็ควรเปลี่ยนจาระบีด้วย เฟืองท้ายด้านหน้าก็ต้องเปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายเช่นกัน แม้ไม่เคยใช้งานในระยะเวลาที่เหมาะสม ก็เปลี่ยนพร้อมกับน้ำมันเฟืองท้ายหลังนั่นแหละครับ เพราะน้ำมันและสารหล่อลื่นต่างๆนั้น เมื่อเปิดกระป๋องออกมาแล้วไม่ได้ใช้มันยังเสื่อมเลยครับ

นอกจากนี้ระบบกลไกต่างๆ ทั้งที่เป็นโลหะ โซลินอยด์ไฟฟ้า อุปกรณ์พวกนี้พอไม่ได้ใช้งานนานๆมันก็ฝืดไม่ค่อยขยับ บางครั้งก็ค้างเอาดื้อๆ เพื่อตัดปัญหาไม่ให้เกิดการขัดคล่องเวลาใช้งานจริงๆ จำเป็นต้องหมั่นใช้งานและดูแลรักษาตามเวลาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับปืน แม้ไม่เคยเอาไปยิงก็ต้องนำมาล้างทำความสะอาดตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดติดขัดเมื่อต้องใช้งานจริง ส่วนกระสุนมันก็มีเสื่อมสภาพ ถ้าเก็บไว้ไม่ดี หรือไม่เคยเปลี่ยนใหม่ตามระยะเวลา มันก็ด้านเอาง่ายๆ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็เหมือนกับปืนนั่นแหละครับ ต้องใช้และทำความสะอาดบ้าง แม้จะไม่อยากทำก็ตาม

เกียร์อัตโนมัติต้องระวัง

โดยพื้นฐานแล้วมีความบอบบางมาก และไม่ค่อยเหมาะกับการลุยโหดๆ นัก จำเป็นมากที่ต้องใช้คันเร่งอย่างนุ่มนวล แล้วต้องใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรอบของเครื่องยนต์ และความเร็วตัวรถด้วยโดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องเรียนรู้ขีดจำกัดของเกียร์ ว่ารับได้แค่ไหน เพราะกำลังส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์จะหายไปกับระบบเกียร์ การใช้รอบเครื่องยนต์และตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสม จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังในการฉุดลากน้ำหนักของตัวรถสบายๆ เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกหรือต้องขึ้น/ลงทางชัน การเลือกตำแหน่งเกียร์ต่ำจะช่วยได้มาก หลายคนไม่รู้ว่าเกียร์อัตโนมัตินั้นจะมีเอนจินเบรคน้อยมากๆ ทำให้ต้องใช้เบรคหนักกว่าเกียร์ธรรมดา การควบคุมความเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อไม่ให้เบรคทำงานหนักจนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเฟด และไม่สามารถควบคุมรถได้ ยิ่งลุยบ่อยหรือใช้ในสภาพเส้นทางทุรกันดารบ่อย ยิ่งควรจะต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ให้เร็วขึ้นซึ่งในคู่มือมีบอกเอาไว้แล้ว การเรียนรู้ ความเข้าใจ และฝึกใช้บ้าง จะทำให้รถอยู่กับคุณได้นานและมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2549
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/R1vaN

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเชครถ
ขจัดกลิ่นอับด้วยวิธีธรรมชาติ
อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New