บทความ

WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2006 สนาม 8


การแข่งขันแรลลีชิงแชมพ์โลกเดินทางมาถึงครึ่งทางที่ประเทศกรีก หนึ่งในสนามที่เก่าแก่ที่สุดด้วยประวัติการเป็นสังเวียนแข่งแรลลียาวนานถึง 53 ปี พร้อมสร้างนักแข่งชื่อดังมากมาย อาทิ การ์โลส เซนซ์ อารี วาทาเนน และคอลิน แมคเร ที่สามารถคว้าชัยในสนามนี้ได้หลายสมัยติดต่อกัน

เส้นทางการแข่งขันยังขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดของฤดูกาล เต็มไปด้วยฝุ่น ทางโค้งแคบ และหินก้อนใหญ่พร้อมจะพังรถและช่วงล่างได้ทันที ด้วยการกระแทกเพียงครั้งเดียว จึงจำเป็นต้องมีรถที่ทนทานมีระบบระบายความร้อนที่ดี ป้องกันเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีทเนื่องจากอากาศร้อนจัดการเลือกระดับความดันลมยางที่ถูกต้อง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินผลแพ้ชนะ เพราะถ้าเลือกยางนิ่มเกินไป หน้ายางจะหมดอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเลือกยางที่แข็งเกิน จะสูญเสียแรงยึดเกาะ และทำให้รถหมุนได้ง่าย

ทั้งนักขับและผู้นำทางจำเป็นต้องมีความฟิทเต็มที่ เพราะนอกจากแรงกระแทกกระทั้นที่เกิดจากหลุมบ่อขนาดใหญ่แล้ว อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอาจสูงถึง 50 องศาเซลเซียส นับเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้ทั้งสมอง และร่างกายอย่างแท้จริง

ออกสตาร์ทวันแรกจากสนามโอลิมปิค สเตเดียม เซบัสเตียง โลบ์ (SEBASTIEN LOEB) นักขับทีม
คโรนอส โททาล ซีตรอง แชมพ์คนล่าสุด และผู้ที่มีคะแนนสะสมนำอยู่ในขณะนี้ เครื่องร้อนออกตัวขึ้นนำ
คู่ปรับเก่าอดีตแชมพ์ 2 สมัย มาร์คุส โกร์นโฮล์ม (MARCUS GRONHOLM) จากทีม ฟอร์ด ไปแล้ว 2 วินาที ส่วน มิคโค ฮีร์โวเนน (MIKKO HIRVONEN) เพื่อนร่วมทีม ทำเวลามาเป็นอันดับสาม

สเตจที่ 2 โกร์นโฮล์ม ใช้แผนการขับแบบเสี่ยงมากขึ้น จนจบสามารถทำเวลารวมเร็วกว่า โลบ์ 4.4วินาที ขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จ ด้าน เพทเทร์ โซลเบร์ก (PETTER SOLBERG) ที่ผิดหวังจากสเตจแรกหลังจากที่ทำเวลาได้เพียงอันดับ 13 เท่านั้น ก็กลับมาทำเวลาเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2ทำให้ตอนนี้เวลารวมขยับขึ้นมาเป็นที่ 3 ตามหลังผู้นำอยู่ 6.0 วินาที แต่น้องชาย เฮนนิง โซลเบร์ก (HENNING SOLBERG) โชคร้ายยางล้อหน้าซ้ายระเบิดกะทันหันในช่วงทางตรงก่อนเข้าจุดเซอร์วิศ เพียง 3 กิโลเมตร ทำให้เวลารวมตกลงไปอยู่อันดับ 13 ทันที

ในสเตจที่ 5 ดอกยางที่เหลือน้อยกลายเป็นปัญหาสำหรับนักแข่งหลายคนที่มีสไตล์การขับที่หนักหน่วงรวมทั้ง โกร์นโฮล์ม และฮีร์โวเนน “เราโชคดีมากที่ยางไม่ระเบิดกลางทาง” มิคโค กล่าวสั้นๆ

แม้ว่าจะมีปัญหากับยาง แต่ โกร์นโฮล์ม ยังสามารถทำเวลาดีที่สุดเป็นสเตจที่ 4 ติดต่อกัน ทิ้งห่างอันดับ 2 ออกไปเป็น 15.4 วินาที ส่วน โลบ์ ยังอาศัยการขับแบบแน่นอนทำเวลารวมมาเป็นอันดับ 3 ตามหลังผู้นำ 23.9 วินาที

สเตจที่ 6 โกร์นโฮล์ม ยังเป็นผู้นำแบบไร้ปัญหาทำเวลาทิ้งคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ ด้าน โทนี การ์เดไมสเตอร์ (TONI GARDEMEISTER) ที่เพิ่งกลับมาลงแข่งอีกครั้ง หลังจากที่หยุดไปเกือบห้าเดือน ทำผลงานได้ดีพอใช้ โดยทำเวลาเร็วที่สุดเป็นอันดับ 6 และมีเวลารวมเป็นอันดับ 6 เช่นกัน ไล่ตามหลัง ฟรองซัวส์ ดือวาล (FRANCOIS DUVAL) อยู่เพียง 8.8 วินาทีเท่านั้น

เช่นเคยนักแข่งหลายทีมยังคงประสบปัญหากับยาง โดยมีรถถึง 2 คันที่ยางแตกในเวลาไล่เลี่ยกันคือ คริส แอทคินสัน (CRIS ATKINSON) จากทีม ซูบารุ และมิคโค ฮีร์โวเนน

สเตจที่ 7 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้ายของเลกแรก โลบ์ ออกมายอมรับว่า โกร์นโฮล์ม ทำเวลาได้เร็วเกินคาดและยากที่จะไล่ได้ทัน โดย โกร์นโฮล์ม ส่งท้ายเลกแรกด้วยการทำเวลาเร็วที่สุดอีกครั้ง โดย โลบ์ทำเวลาเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแซงหน้า โซลเบร์ก ผู้ซึ่งมีเวลารวมเป็นอันดับ 2 ได้

สเตจที่ 8 ซึ่งเป็นสเตจแรกของเลกที่ 2 อันดับที่ 1-3 ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โกร์นโฮล์มยังคงทำเวลาเร็วที่สุด ในสเตจที่ 9 ซึ่งเป็นสเตจที่ยาวที่สุด โลบ์ ทำผลงานได้ดีที่สุดโดยทำเวลาตีตื้นจนกลับขึ้นมาแซงหน้า โซลเบร์ก ไปถึง 9.6 วินาที

ดานี โซร์โด (DANI SORDO) ทำผลงานได้โดดเด่นในสเตจที่ 10 โดยทำเวลากระโดดขึ้นมา 4 อันดับรวด ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 หลังจากที่เขาทำเวลาดีที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ส่งผลให้ตอนนี้ เฮนนิง โซลเบร์ก ที่ขับแบบไม่มีเบรคร่วงลงไปอยู่อันดับ 6 โอเวอร์ออลล์

สเตจที่ 12 ความโหดของเส้นทางยังเป็นปัญหาหลักสำหรับนักแข่ง หลายคนที่ต้องออกจากการแข่งขันไปเนื่องจากยางแตก หรือช่วงล่างที่เสียหายยับเยิน แต่ โลบ์ กลับอาศัยจังหวะการขับที่แน่นอนกว่าทำเวลาเร็วที่สุดเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่สเตจแรก ในวันแรก แต่ยังคงตามหลัง โกร์นโฮล์ม อยู่อีก 25.1 วินาที

สเตจที่ 13 ถือเป็นสเตจแห่งความโชคร้ายของ โซลเบร์ก เมื่อเจอกับรถของคนท้องถิ่นขับสวนเข้ามาโซลเบร์ก ต้องหักหลบกะทันหันจนไปกระแทกก้อนหินขนาดใหญ่ข้างทาง ผลคือช่วงล่างและระบบพวงมาลัยเสียหายอย่างหนัก ต้องหยุดการแข่งวันที่สองไว้เพียงเท่านี้

จบเลกที่สอง โกร์นโฮล์ม ยังคงรั้งอันดับผู้นำต่อไป ด้วยเวลารวมทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 51 นาที 18.3 วินาทีโดยมี โลบ์ ตามหลัง 1 นาที 47.2 วินาที ด้านอันดับ 3 กลายเป็น ฮีร์โวเนน ที่ทำเวลาตีตื้นขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ตามหลัง โลบ์ 1 นาที 12.0 วินาที

เลกที่ 3 อันดเรอัส ไอก์เนร์ (ANDREAS AIGNER) จากทีม เรดบูล สโกดา ประเดิมออกสตาร์ทเป็นคันแรกด้วยการหลุดออกไปข้างทาง โดยส่วนท้ายยังกีดขวาง แอทคินสัน ที่ออกมาเป็นคันที่ 2 ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย ในสเตจที่ 15 แม้ว่า ฮีร์โวเนน จะทำเวลาเร็วที่สุดได้เพียงอันดับ 7 แต่ยังคงมีเวลารวมอยู่ในอันดับ 3 ซึ่งถ้าเขารักษาผลงานระดับนี้ไว้ได้ จะเป็นการขึ้นโพเดียมเป็นครั้งที่ 2 ของปีทันที

สเตจที่ 17 ซึ่งเป็นสเตจรองสุดท้าย อันดับที่ 1-3 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ฮีร์โวเนนที่ยังคงรักษาอันดับ 3 เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยทิ้งห่าง การ์เดไมสเตอร์ ที่อยู่ในอันดับ 4 ถึง 43.1 วินาที

จบการแข่งขันในสเตจที่ 18 โกร์นโฮล์ม สามารถคว้าชัยได้เป็นครั้งที่ 2 ของปี ด้วยเวลารวมทั้งสิ้น 3ชั่วโมง 56 นาที 26.8 วินาที ทิ้งห่าง โลบ์ คู่ปรับคนสำคัญถึง 2 นาที 26.8 วินาที ด้านอันดับ 3 ผลเป็นไปตามคาด มิคโค ฮีร์โวเนน สามารถคว้า 6 แต้ม ไปครองได้สำเร็จ ด้วยเวลารวม 4 ชั่วโมง 10.6 วินาที

จากผลการแข่งขันในครั้งนี้แม้ว่า มาร์คุส โกร์นโฮล์ม จะสามารถคว้า 10 คะแนนเต็มไปครองได้สำเร็จ
แต่ก็ยังอีกห่างไกลที่จะแซงหน้าแชมพ์โลกคนล่าสุด เซบัสเตียง โลบ์ ที่มีคะแนนสะสมรวมประเภทผู้ขับ
ถึง 74 แต้ม ขณะที่ โกร์นโฮล์ม เพิ่งจะมีเพียง 45 แต้ม ด้าน ดานี โซร์โด ที่ทำผลงานแบบคงเส้นคงวา
มีคะแนนสะสมรวมอยู่ในอันดับ 3 มี 33 แต้ม

ด้านคะแนนสะสมรวมประเภททีมผู้ผลิต ยังคงเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างทีม คโรนอส โททาล ซีตรองที่มีคะแนนตุนไว้แล้ว 96 แต้ม กับทีม ฟอร์ด ดับเบิลยูอาร์ที ที่มี 81 แต้ม ด้านอันดับ 3 เป็นของทีม ซูบารุ มี 63 แต้ม

 

สรุปผลคะแนนการแข่งขัน สนาม 1-8 ประเภทผู้ขับ
อันดับ ผู้ขับ คะแนนรวม
ชนะเลิศ เซบัสเตียง โลบ์ 74
รองอันดับ 1 มาร์คุส โกร์นโฮล์ม 45
รองอันดับ 2 ดาร์นี โซร์โด 33
สรุปผลคะแนนการแข่งขัน สนาม 1-8 ประเภททีมผู้ผลิต
อันดับ ทีม คะแนนรวม
ชนะเลิศ ซีตรอง 96
รองอันดับ 1 ฟอร์ด 81
รองอันดับ 2 ซูบารุ 63


------------------------------
เรื่องโดย : สิทธิพงศ์ วิยาภรณ์
ภาพโดย : โรงงาน
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2549
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YVrja
อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th