บทความ

นั่งให้ถูกหลักสรีรวิทยา


ผู้ที่ขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อหลายๆ คนมักจะบ่นให้ได้ยินเสมอว่า ปวดหลัง เมื่อยเอว ปวดแขน ปวดขา เมื่อยคอ หรือแม้แต่ปวดตา เชื่อหรือไม่ว่าอาการเจ็บปวดทางร่างกายต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดจากท่าทางในการนั่งขับที่ไม่ถูกต้อง

 

เมื่อคุณก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนรถ นั่นหมายความว่าตลอดเวลาที่คุณขับอยู่นั้น ร่างกายของคุณจะถูกโอบและห่อหุ้มด้วยตัวเบาะตลอดเวลา ต่อให้เบาะนั่งในรถของคุณมีคุณภาพดีสักแค่ไหน เป็นหนังแท้ ปรับระดับด้วยไฟฟ้าได้ หรือแม้แต่มีที่นวดหรือปรับอุณหภูมิความร้อนได้ อาการเจ็บปวดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณนั่งขับด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง

 

กับรถที่ใช้งานบนทางเรียบ การสั่นสะเทือนคงจะไม่มากเท่ากับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่ใช้งานส่วนใหญ่อยู่บนทางที่ขรุขระ แน่นอนว่า ชิ้นส่วนช่วงล่างของรถคุณต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา และยังคงมีแรงกระแทกและสั่นสะเทือนบางส่วนส่งขึ้นมาผ่านเบาะนั่ง และมาสิ้นสุดที่ตัวคุณ ซึ่งแรงกระแทกและสั่นสะเทือนนี้เอง ที่เป็นตัวทำให้การเจ็บปวดทางร่างกายยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้ที่ต้องใช้งานรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่งไปในที่ไหนๆ ทั้งในและนอกเมืองในวันหยุดสุดสับดาห์กับครอบครัว เพื่อให้ตลอดเวลาที่คุณขับไม่เกิดความเครียดและเจ็บป่วยตามมา ขอให้เรามาจัดท่านั่งขับกันใหม่ให้เป็นแบบที่ถูกต้อง

 

เลื่อนเบาะนั่งเข้ามา

ในรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะออกแบบรางเลื่อนเบาะมา เพื่อให้ผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้า ได้ปรับระยะห่างของตัวเบาะให้อยู่ในระยะที่พอเหมาะ แล้วตำแหน่งไหนถึงจะเรียกได้ว่า “เหมาะ” คงต้องให้ยึดหลักที่ว่า เมื่อนั่งลงบนเบาะโดยให้ส่วนโค้งของก้น สอดเข้ากับมุมระหว่างเบาะรองนั่งกับพนักพิงให้สุด แล้วเลื่อนขยับเบาะรองนั่งดู โดยกะให้เท้าซ้ายสามารถเหยียบแป้นคลัทช์ได้สุดโดยที่ไม่ต้องเหยียดขาหรือยืดข้อเท้าหรือไม่เลื่อนเข้าใกล้มากเกินไป จนกระทั่งท่อนขาด้านบนไปยันกับส่วนล่างของพวงมาลัย เอาเป็นว่านั่งแล้วเหยียบคลัทช์สบายเป็นใช้ได้ อาการปวดหลัง ปวดขาส่วนใหญ่มักเกิดจากการปรับเบาะรองนั่งไม่ถูกต้องนั่นเอง

 

ปรับพนักพิงเอียงหลังเล็กน้อย

หลังจากที่ปรับเลื่อนเบาะรองนั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงการปรับตำแหน่งเอียงของพนักพิง หลักการเบื้องต้นของการขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ กำหนดไว้ว่าให้ปรับตั้งตำแหน่งพนักพิงให้เข้าใกล้มุมฉากกับเบาะรองนั่งให้มากที่สุด ที่ไม่กำหนดว่าให้ปรับตั้งฉากนั้นก็เพราะว่าจะทำให้นั่งแล้วไม่สบาย แต่ที่กำหนดให้ปรับเข้าใกล้มุมฉากมากที่สุดนั้น ก็เพราะว่า รถขับเคลื่อนสี่ล้อส่วนใหญ่เมื่อก้าวขึ้นไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับแล้วตำแหน่งที่จะทำให้มองเห็นภาพทั้งด้านหน้า/ข้าง และหลังได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ตำแหน่งที่หลังตั้งตรง เพราะเมื่อใดที่หลังของเราถูกปรับเอนลง จะทำให้การกะระยะต่างๆ ของตัวรถผิดไปโดยเฉพาะทางด้านหน้าตัวรถที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเมื่อเราปรับเบาะเอนลงมาก มุมที่ตาเรามองลงไปที่ถนนจะไปตกกระทบพื้นถนนที่ห่างจากตัวรถมากต่างจากการนั่งหลังตั้งตรงที่การมองเห็นเพื่อการกะระยะจะทำได้ดีกว่า เมื่อปรับพนักพิงให้หาระยะที่เมื่อมือทั้งสองข้างกำพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 10.10 น. แล้วแขนไม่ยืดเหยียดจนสุด หรือแขนท่อนบนและล่าง ทำมุมใกล้กันเกินไป จนเหมือนกับว่าหน้าอกเราจะแนบกับพวงมาลัย ให้นั่งแล้วแขนงอเพียงเล็กน้อยเป็นใช้ได้ และเป็นตำแหน่งที่เข้าเกียร์ 1, 3 และ 5 ได้โดยไม่ต้องเอื้อมไปดัน แม้ว่าต้องเปลี่ยนเกียร์ไหนๆ หลังก็ยังต้องแนบติดสนิทกับเบาะตลอดเวลา อาการปวดแขน ปวดตา ปวดเอว เมื่อยขา ล้วนเกิดจากการปรับพนักพิงไม่ถูกต้อง

 

หมอนรองศีรษะ

ผู้ขับรถหลายๆ คนเข้าใจว่าหมอนรองศีรษะนั้น เอาไว้ใช้งานเหมือนกับหมอนรองหัวในห้องนอนที่บ้าน โดยนั่งขับแต่ใช้หัวยันกับหมอนรองศีรษะเหมือนกับนอนอยู่บนหมอน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นอย่างยิ่ง เพราะหมอนรองศีรษะนั้น วิศวกรผู้ออกแบบรถ เขาให้ไว้เพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อรถเกิดการชนหรือกระแทกไม่ว่าจะเป็นการชนจากทางด้านหน้าหรือหลัง เพราะศีรษะจะถูกเหวี่ยงไปด้านหน้าอย่างรุนแรงแล้วกระชากมาด้านหลัง หากรถคันไหนที่ไม่มีหมอนรองศีรษะ โอกาสที่คนขับจะคอหักจากการถูกชนกระแทกนั้นมีมาก แล้วการปรับระดับของหมอนก็ต้องปรับให้กึ่งกลางของหมอนอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางด้านหลังของศีรษะของเราด้วย รู้อย่างนี้แล้วทีหลังก็อย่าเผลอนอนอีกแล้วกัน

 

จับและสาวพวงมาลัยให้ถูก

การจับพวงมาลัยโดยเฉพาะกับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ห้ามให้ส่วนใดของนิ้วสอดเข้าไปในวงพวงมาลัยเป็นอันขาด เพราะอาการดีดกลับของพวงมาลัยอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือหักได้ นอกจากนั้นในการสาวพวงมาลัยให้ยึดหลักมือด้านหนึ่งสาวลงและมืออีกด้านดันส่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการเลี้ยวขวา ตำแหน่งมือขวาที่ตำแหน่ง 10 นาทีให้เลื่อนลงมาใกล้กับตำแหน่ง 6 นาฬิกา ส่วนมือซ้ายที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ก็ให้กำหลวมๆ รูดลงมาที่ใกล้กับตำแหน่ง 6 นาฬิกา เมื่อต้องการเพิ่มรอบวงเลี้ยวก็ให้รูดมือขวาขึ้นไปที่ตำแหน่ง 10 นาทีอีกครั้งพร้อมกับดึงลงมาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกับที่มือซ้ายก็ให้กำแน่นและดันส่งขึ้นมาที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา เมื่อต้องการสาวกลับก็ให้ทำย้อนขั้นตอนเดิม ทั้งนี้การสาวพวงมาลัยต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนจนเกิดความเคยชิน การสาวพวงมาลัยที่ถูกต้อง

นอกจากจะช่วยให้เราทราบตำแหน่งในการเลี้ยวของล้อได้แล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแขนและแผ่นหลังของเราไม่ต้องรับภาระหนักจนเกิดการบาดเจ็บได้อีก
อาการปวดแขนและปวดหลังส่วนหนึ่งเกิดจากการสาวพวงมาลัยไม่ถูกต้อง

 

เมื่อรู้ท่านั่งขับที่ถูกต้องแล้วควรปรับท่านั่งขับกันใหม่ตามอย่างที่แนะนำ ขอแนะนำเพิ่มเติมอีกสักนิด สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้รถที่เป็นของตัวเอง จำเป็นต้องขึ้นไปนั่งขับบนรถของผู้อื่นการปรับเบาะนั่งรวมถึงท่าทางในการนั่งขับ รวมไปถึงการปรับตำแหน่งของกระจกมองข้างและกระจกส่องหลังทุกอย่างควรจะกระทำในขณะที่รถยังจอดอยู่กับที่จนเรียบร้อยดีแล้วถึงค่อยออกรถ ห้ามทำการปรับใดๆ ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่อยู่เป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้



------------------------------
เรื่องโดย : วิโชค ควรรักษ์เจริญ
ภาพโดย : 4x4 MAGAZINE
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2546
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/B6EBb
อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th