บทความ

ปราโมทย์ พงษ์ทอง


เช้าวันหนึ่ง อากาศสบายๆ บนถนนสนามบินน้ำ ที่เงียบสงบ และแลดูสะอาดตา ทีมงานนิตยสาร4 WHEELS มีโอกาสได้สัมภาษณ์ ปราโมทย์ พงษ์ทอง ประธาน บริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัดและบริษัท พีเอสจี อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลอดไฟตราเพชรและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ยี่ห้อ FITT ที่หลายคนรู้จักดี

บนถนนธุรกิจอะไหล่รถยนต์ ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เขาคือผู้บุกเบิก และพัฒนาวงการชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ให้ก้าวหน้าทั้งในและต่างประเทศ เราจะมาดูความสำเร็จมุมมองการตลาด ตลอดจนความคิดที่เขามีต่อวงการตกแต่งรถยนต์ ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป

4 WHEELS : ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาของ FITT ?
ปราโมทย์ : เราก่อตั้งบริษัท ฯ มากว่า 30 ปีแล้ว ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่รถยนต์
โดยมีสองบริษัทหลักคือ มีบริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด เป็นผู้ผลิต และบริษัท พีเอสจีอินเตอร์เทรด จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่าย วิเชียรไดนามิค ฯ ทำตลาดหลัก 3 ส่วน คือ ตลาดในประเทศตลาดค้าส่งในวรจักร และตลาดรอบนอก เช่น ในห้างสรรพสินค้า บิกซี โฮมโพร โลตัสเฉพาะอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ที่เราจัดส่งสินค้าไปวางจำหน่าย อีกส่วนหนึ่งเป็นตลาดส่งออกเริ่มมากว่า 15 ปี ขณะนี้ส่งไปขายกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เราเริ่มจากสินค้าอะไหล่รถยนต์ชิ้นเล็กๆ เช่นไฟส่องซ่อม สปอทไลท์มือถือ แต่ไม่มากนัก และเราส่งไฟสัญญาณต่างๆ ไปขายในตลาดยุโรปซึ่งเหมาะกับรถบรรทุกใหญ่ สินค้าของเราจะมีคุณภาพระดับมาตรฐานส่งออก และตลาดหลักอยู่ใน
ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ตลาดในกลุ่มเอเชียนก็มี มาเลเซีย เป็นหลัก รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ ลาว ส่วนในอเมริกาเหนือมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และในอเมริกาใต้ มีแอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา เป็นต้น

และยังมีตลาด OEM ในประเทศ ได้ผลิตหลอดไฟให้กับ นิสสัน มาซดา ฟอร์ด รวมทั้งรถจักรยานยนต์คาวาซากิ และฮอนดา

4 WHEELS : สัดส่วนของการผลิตสินค้าป้อนให้แต่ละตลาด เป็นอย่างไร ?
ปราโมทย์ : ตลาดในประเทศใหญ่สุด ประมาณ 45 % ตลาดส่งออก 35 % และตลาด OEM 20 %เรามีการวิจัยตลาดอยู่เป็นประจำ โดยดูจากตลาดของอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะในไต้หวัน คือถ้าเทียบราคากับคุณภาพแล้ว เราจะแบ่งสินค้าออกเป็น 2 ระดับคือถ้าในไต้หวัน ไม่มีทำ เราก็ทำ หรือถ้ามีสินค้าแบบใกล้เคียงกันเราก็จะเทียบคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องราคา เรารู้ว่ามีช่องว่างในตลาดของสินค้ากลุ่มนี้อยู่และเรามั่นใจว่าดีไซจ์นของเราดีกว่าคู่แข่ง เช่น ไฟในกันชน ที่เราออกแบบให้มีเฮาซิง ฝังอยู่ในแลมพ์ตรงจุดนี้เราพยายามศึกษาแบบจากต่างประเทศ เราดูแนวทางต่างๆจากตลาดโลกแล้วนำมาประยุกต์ใช้กับสินค้าที่เราผลิต

4 WHEELS : จุดเด่นสินค้าของคุณ คืออะไร ?
ปราโมทย์ : เรามีแผนกออกแบบที่โรงงานลาดหลุมแก้ว คอยดูแลเรื่องดีไซจ์นผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเราทำภายในบริษัททั้งหมด สินค้าบางตัวเราก็ออกแบบขึ้นเอง 100 %ร่วมมือกันออกแบบกับไต้หวัน ก็มี ในส่วนนี้เรามั่นใจว่า
ศักยภาพของเราสามารถไปสร้างเซคเมนท์เล็กๆ ขึ้นมาได้ ทั้งในส่วนของกันชนหน้า
ในอุปกรณ์ดัดแปลง เราคิดว่าในอนาคตตลาดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเราจึงสร้างแบรนด์ FITT ขึ้นมาเพื่อให้แยกออกจากตลาดอะไหล่ ที่เราใช้แบรนด์ตราเพชรหรือไดมอนด์ มาหลายสิบปี ตรงนั้นเรามีตลาดรองรับและการันตีคุณภาพว่าทั้งมาตรฐานและราคาเป็นที่พอใจของลูกค้า ที่ต้องการอะไหล่ทดแทน

แต่พอเป็นอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ เราก็อยากจะสร้างแบรนด์ใหม่ ขึ้นมารองรับ เลยตั้งว่า FIRST INTERNATIONAL THAI TECHNOLOGY หรือตัวย่อ FITT ความหมายของมันคือเป็นเทคโนโลยีที่เราคิดค้นขึ้นมาเอง ทั้งในเรื่องของเฮาซิง วงแหวนไฟหรี่เรามีห้องทดสอบแสงที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพื่อตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่ผลิตตอนนี้น่าจะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีห้องทดสอบแสง เราลงทุนไปกว่า 5 ล้านบาทสามารถทดสอบไฟในรถยนต์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟหรี่ ไฟถอย หลอด สีของเลนส์ทุกอย่างของอุปกรณ์ในห้องนี้ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่บวกกับประสบการณ์ของพนักงานกว่า 300 คนนั้น สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้คนไทยได้ซึ่งเรามุ่งมั่นทำตลาดนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น

4 WHEELS : มีแผนที่จะผลิตสินค้าประเภทกันชน หรืออุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ หรือไม่ ?
ปราโมทย์ : เรามองว่าสินค้าประเภทนี้ ไม่ค่อยเน้นเทคโนโลยีมากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่ดีไซจ์นที่จะทำให้ตัวรถดูสวยงาม และปลอดภัยจากการใช้งานมากขึ้น เช่น เพิ่มเติมไฟเบรคที่เรากำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยใช้หลอดไฟ LED ดวงเล็กๆ กินกระแสไฟน้อยแต่ยังคงให้กำลังส่องสว่างได้ตามปกติ ซึ่งตลาดต่างประเทศ กำลังนิยมกันมากเราเองก็มุ่งมั่นในเรื่องดีไซจ์น เทคโนโลยีต่างๆ ที่เราแสวงหามาใช้ในบ้านเรา
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ในตลาดโลก ทำให้เรามองว่าจะนำเอาเทคโนโลยี
ชิ้นไหนมาใช้ให้เหมาะสมกับสินค้าที่จะขายให้แก่ผู้บริโภคในบ้านเรา

4 WHEELS : แบรนด์ FITT ใช้มากี่ปี ?
ปราโมทย์ : หลายปีแล้วครับ แต่ยังติดขัดตรงที่ว่า พอเราไปจดทะเบียนแล้วอ่านออกเสียงมันซ้ำเลยต้องคิดคำเต็มๆ ขึ้นมา และจะนำไปจดใหม่อีกครั้ง

4 WHEELS : ปัญหาเรื่องการกอพพีรูปแบบสินค้า ส่งผลกระทบถึงเราบ้างไหม ?
ปราโมทย์ : มันก็มีอยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นการเลียนแบบเพื่อสร้างสรรค์มากกว่า เช่นไฟหน้าที่ใช้ตัดหมอกของต่างประเทศ ไม่มีวงแหวน
แต่เรานำมาคิดค้นและออกแบบเพิ่มขึ้นให้มีวงแหวน ซึ่งมันทำให้ดูสวยงาม และใช้งานได้ดีด้วยหรือไฟในกันชนของเราสามารถสร้างแบบเองได้ จึงทำให้มีร่อง มีลวดลายไฟหน้าที่สวยงาม ใช้งานได้ดีและติดตั้งเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ

สินค้าของเรามีการแบ่งลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน เช่น ใช้งานบนถนนธรรมดา หรือใช้งานนอกถนนเช่น ไฟตัดหมอก ไฟดไรวิง ที่ช่วยเสริมการขับขี่ให้ดี และปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าหมอกจะลงจัดฝนจะตกหนัก ก็สามารถใช้งานได้ และที่สำคัญถูกต้องตามกฎหมาย

4 WHEELS : สินค้าใหม่ ที่กำลังจะออกมา มีอะไรบ้าง และวางแผนไว้อย่างไร ?
ปราโมทย์ : ตอนนี้เรามี STAR SPOT ซึ่งเราคิดค้นใหม่ เป็นอุปกรณ์ตกแต่งรถพิคอัพ
มีคุณสมบัติทั้งในเรื่องความปลอดภัย ที่เรืองแสงได้ในที่มืด แล้วยังมีหลอดไฟ LED ในส่วนของไฟหรี่ที่เราเรียกว่าไดมอนด์ ริง (DIAMOND RING) เมื่อเปิดไฟหรี่ มันจะสว่างเป็นวง พอเหยียบเบรค มันจะมีเซอร์กิตที่เชื่อมต่อให้ไฟทำงานโดยหมุนเข้าหากัน และในตอนกลางคืนจะช่วยเสริมไฟเบรค ให้เห็นชัดเจน

สินค้าชิ้นนี้เราเน้นการดีไซจ์น ให้ดูสวยงามเหมาะกับรถแต่ละรุ่น ตอนนี้ทำเฉพาะ อีซูซุ ดี-แมกซ์ ก่อนส่วนยี่ห้ออื่นๆ จะผลิตตามออกมา รุ่นต่อไปเป็นของ โตโยตา D-4D เริ่มจำหน่ายในเดือนเมษายนเป็นต้นไป และเร็วๆ นี้จะมีของสำหรับรถเก๋งออกมาขายด้วย ซึ่งเราพยายามศึกษายอดจำหน่ายในตลาดตลอดเวลาว่า รถรุ่นไหนขายดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เราก็จะผลิตอุปกรณ์ตกแต่งออกมาขาย สมมติว่า เราได้ส่วนแบ่งตลาด ประมาณ 5-7 % ของจำนวนรถที่ขายได้ในแต่ละเดือนเราก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย

เราตระหนักดีว่า รถแต่ละรุ่นที่ผลิตออกมานั้นมีปริมาณการจำหน่ายมากน้อยแตกต่างกันไม่เฉพาะแค่ตลาดในประเทศเท่านั้นการส่งออกไปต่างประเทศ เราก็มองเผื่อไว้ด้วย ถ้ามีเราก็คิดพัฒนาสินค้าตกแต่งที่เกี่ยวเนื่องกันไปรวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกของเราดีขึ้นในอนาคตโดยหวังว่าเราจะตามบริษัทรถยนต์ ที่ส่งรถไปขายในประเทศนั้นๆ และมุ่งหวังว่าจะจัดส่งอุปกรณ์เสริมและอะไหล่ไปขายด้วย โดยเฉพาะตลาดรถพิคอัพ ขนาด 1 ตัน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มวัยรุ่น ที่ชอบการตกแต่งรถยนต์ไม่เหมือนใครต้องการรูปแบบใหม่ๆ แต่ยังคงความปลอดภัย เราก็มีสินค้าประเภทนี้รองรับอยู่
หรือจะเป็นตลาดที่ต้องผลิตตามออร์เดอร์ของลูกค้า ให้กับรถเฉพาะรุ่น เฉพาะตลาด เช่นในออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา ซึ่งลูกค้าต้องการให้เราทำ
เพราะเขามองว่าเราผลิตไฟต่างๆ ได้เอง ตอนนี้เราออกแบบและผลิตไฟในกันชนของ โตโยตา แลนด์ครูเซอร์ ให้ลูกค้า

เราฝันว่า ภายในปี 2549 เราน่าจะส่งออกชิ้นส่วน ประมาณ 2 แสนล้านบาท ทั้งในส่วนอะไหล่ทดแทนและอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งออกรถยนต์ทั้งคันด้วย

4 WHEELS : สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีบทบาทในเรื่องอุปกรณ์ตกแต่ง ฯ มากแค่ไหน ?
ปราโมทย์ : ผมในฐานะนายกสมาคม ฯ มองว่าธุรกิจการส่งออก ประเทศไต้หวัน อิตาลีซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ถ้าเราปรับกลยุทธ์เรื่องราคาให้เหมาะสมจะสามารถส่งออกชิ้นส่วนไปสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น ยังมีโอกาสในการค้าค่อนข้างสูงเพราะกฎหมายบ้านเรายังมีข้อผ่อนปรนอยู่บ้าง ตลาดส่วนนี้ยังกว้างมาก

4 WHEELS : ภาครัฐ มีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้บ้างไหม ?
ปราโมทย์ : มีบ้าง ในส่วนของข้อมูลการตลาด การไปจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศ ในเรื่องภาษีแต่ขณะเดียวกันก็พยายามปรับปรุงโครงสร้างภาษีวัตถุดิบ สำหรับการผลิตที่เหมาะสมมากขึ้นตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาคน กำลังการผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนหรือความเสียหายจากการผลิตให้น้อยที่สุด คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้ใช้วัตถุดิบคุ้มค่ามากที่สุดเพราะจะทำให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่เราเองก็ต้องช่วยเหลือตนเองส่วนตัวของบริษัทเรา มีการอบรมเสริมความรู้ เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดเวลา อย่างเช่นเราได้รับมาตรฐาน ISO 9002 และ QS-9000 ซึ่งเป็นผลดีต่อการบริหารการจัดการต่างๆในองค์กรให้เป็นระบบมากขึ้น

4 WHEELS : ตลาดรถยนต์ในประเทศ ในปีนี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโต หรือถดถอยอย่างไร ?
ปราโมทย์ : ในมุมมองของผม ภาพรวมของตลาดในประเทศ จะเติบโตขึ้น
เพราะมีสาเหตุมาจากยอดจำหน่ายรถยนต์ในปีนี้ ที่นักวิเคราะห์มองว่า จะโตขึ้น ประมาณ 20-25 %แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสงครามด้วยว่า หากเกิดขึ้นแล้วจะจบเร็วไหม หรือจะเรื้อรังถึงเกิดขึ้นก็อาจจะตกลงไม่มาก

ผมมองว่าช่วง 6 เดือนแรกจะโตประมาณ 10 % และตลาดช่วงปลายปี อาจจะโตมากขึ้นตามสัดส่วนคิดว่าน่าจะประมาณ 20 % โดยเฉพาะการส่งออก ไม่ใช่เพียงแค่ชิ้นส่วน หรือรถยนต์อาจจะมีสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ที่บ้านเราอาจจะส่งไปขายได้มากขึ้น ในช่วงที่เกิดสงคราม

ส่วนปัจจัยในประเทศเอง ตลาดรถยนต์ก็มีการแข่งขันกันสูง ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา
มีแคมเปญซื้อรถมากมาย ตรงนี้คงไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างรักษาส่วนแบ่งของตนเองอีกทั้งการพิจารณาเลือกซื้อรถก็หลากหลาย มีรถสารพัดแบบที่เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันไปตลาดรถอเนกประสงค์ รถพิคอัพ และรถขับเคลื่อนสี่ล้อ จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆผมคิดว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะดีขึ้น



------------------------------
เรื่องโดย : แอลเอนนิวส์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2546
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/aBzUD
อัพเดทล่าสุด
28 Mar 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,699,000
3.
3,299,000
4.
5,399,000
5.
6,799,000
6.
3,249,000
8.
53,500,000
10.
3,600,000
11.
4,539,000
12.
13,339,000
13.
2,999,000
14.
1,749,000
15.
1,800,000
17.
499,000
18.
979,000
19.
990,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th