เทคนิคตีนโต

บทเรียนของผู้เริ่มต้น


คนขับรถใช้รถส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าเบรคนั้น เป็นกลไกที่มีไว้ใช้ในการห้ามล้อเพื่อหยุดรถเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ผิดสำหรับการใช้งานปกติ แต่สำหรับเส้นทางวิบากแล้ว เบรคอาจจะถูกใช้ เพื่อทำให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

 

ชนิดและคุณลักษณะของเบรค

ในรถคันหนึ่งๆ นั้นจะมีเบรคเท้า ซึ่งมีเอาไว้ใช้ชะลอความเร็วรถพอๆ กันกับพาร์กิงเบรค หรือเบรคมือ เบรคเท้านั้น มีไว้ใช้ควบคุมการหมุนของล้อ ซึ่งอาจจะเป็นแบบดุม หรือจาน

พาร์กิงเบรค หรือเบรคมือ อาจจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งในสามแบบนี้คือ ลีเวอร์เบรค ฟุตเบรค และ สติคเบรค จะทำงานโดยอาศัยกลไกควบคุมที่ล้อคู่หลังหรือที่เพลาขับ โดยทั่วไปจะเป็นแบบดุมที่ควบคุมการทำงานที่ล้อคู่หลัง ในขณะที่ต่อมามีการพัฒนาเป็นแบบดุม แต่ควบคุมการทำงานที่เพลาขับหลังแทน

 

วิธีการขับ
โดยอาศัยฟุตเบรค

เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งของรถเกิดการหมุนฟรี กำลังขับจะไม่สามารถที่จะส่งไปยังล้อที่เหลืออีกสามล้อได้ การแก้ปัญหาต้องอาศัยแรงเบรคที่มากพอกดลงไปบนเบรค เมื่อล้อที่หมุนฟรีนั้นถูกทำให้หยุด กลไกของดิฟเฟอเรนเชียลเบรคจะหยุดการทำงาน แล้วแรงบิดจะถูกส่งไปยังล้อทั้งสามที่เหลือสัมผัสพื้นอยู่แทนเป็นผลให้รถเคลื่อนที่จากการติดหล่มนั้นออกมาได้ ในกรณีนี้คุณต้องเหยียบเบรคด้วยเท้าซ้ายของคุณ เพราะเท้าขวากำลังเหยียบอยู่บนแป้นเร่ง

อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่คุณต้องจำไว้ นั่นคือ เทคนิคนี้อาจจะทำงานได้ไม่ค่อยดี ถ้าคุณต้องใช้กำลังอย่างมาก เพื่อฉุดให้รถเคลื่อนที่ขึ้นมา กำลังที่มากนั้นหากมากเกินไปอาจจะทำให้เพลาขับเกิดความเสียหายได้ ทางที่ดีควรจะใช้เทคนิคนี้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

 

เคล็ดไม่ลับ
การใช้งานพาร์กิงเบรค

การขับบนเส้นทางชันที่ต้องไต่ขึ้นหรือขับลงตามทางที่เป็นโขดหิน คุณต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก วิธีการที่ได้ผลก็คือ ต้องดึงพาร์กิงเบรคไปด้วยในขณะที่ขับอยู่ ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ในขณะที่คุณขับไปพร้อมกับการดึงเบรคมือ เมื่อคุณไม่ได้ใช้แป้นเร่ง คนขับอาจจะผ่อนคลายได้ในขณะ ที่รถค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามทางลาดลง

การใช้เบรคเท้าที่เหมาะสมอาจจะช่วยปรับการเข้าโค้งของรถให้มีรัศมีวงเลี้ยวเล็กลงกว่าปกติได้ แต่นั่น จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรถของคุณมีกลไกดิฟเฟอเรนเชียล ลอค หรือแอลเอสดี (LSD) ที่เพลาหลัง

คนขับอาจจะยุ่งกับการใช้แป้นเบรค แป้นคลัทช์ และแป้นเร่ง เมื่อขับรถเกียร์ธรรมดาลงไปตามทางลาดชันที่เต็มไปด้วยโขดหิน ถ้าคุณสามารถใช้พาร์กิงเบรค ได้อย่างเหมาะสมแล้ว คุณจะพบว่าไม่ยุ่งกับการใช้งานแป้นเร่ง หรือแป้นคลัทช์เหมือนแต่ก่อนอีกเลย

 

บรรยายภาพ

เปรียบเทียบภาพซ้าย (ใช้เบรค) กับภาพขวา (ไม่ได้ใช้เบรค) เมื่อต้องขับรถเข้าโค้ง

ที่ความเร็ว 30 กม/ชม. อ้อมหลักไพลอน 3 อัน ที่วางห่างกัน 15 เมตร เมื่อไม่ใช้เบรคช่วย

รถจะเหวี่ยงออกนอกโค้งเมื่ออ้อมหลักแรก และไม่สามารถอ้อมหลักสุดท้ายได้

 

ชนิดของเบรคตามวิธีการใช้งาน

PEDAL BRAKE เป็นแป้นเบรคที่พบเห็นได้ในรถลีมูซีน ที่ไม่ได้เป็นรถเกียร์ธรรมดา

LEVER BRAKE เป็นเบรคที่ใช้กันทั่วไปเป็นส่วนใหญ่

STICK BRAKE เป็นเบรคก้านที่ปกติมีใช้แต่ในรถพิคอัพ

FOOT BRAKE เบรคเท้าที่ใช้เพื่อหยุดล้อทั้งสี่ มีทั้งแบบดุมและจาน

 

ชนิดของเบรคตามกลไกการทำงาน

DRUM BRAKE ผ้าเบรคด้านในจะถ่างเบียดด้านในของกระทะโดยอาศัยแรงดันเพื่อหยุดรถ

DISK BRAKE ผ้าเบรคที่ขนาบแผ่นจานเบรคจะบีบ เพื่อให้เกิดแรงเสียดทานหยุดรถ

DRUM IN DISK รวมเอาดุมกับจานมาไว้ด้วยกัน ดุมเบรคจะเป็นพาร์กิงเบรค ที่ทำงานบนเพลากลาง
เบรคอาจจะช่วยให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ เมื่อล้อทั้งสองติดหล่มในแนวทแยงมุม

บน – แรงบิดอาจจะส่งไปยังล้อที่ไม่หมุน ถ้าคุณเหยียบทั้งแป้นเร่งและแป้นเบรคไปพร้อมๆ กัน

กลาง – รถเคลื่อนที่ได้ เทคนิคนี้จะมีประสิทธิภาพมากๆ ถ้ารถติดหล่มบนทางลื่นๆ

ล่าง – เมื่อใช้พาร์กิงเบรค จะช่วยเสริมการทำงาน LSD (LIMITED SLIP DIFFERENTIAL)

แต่พาร์กิงเบรค ที่ควบคุมการทำงานบนเพลากลางจะไม่มีช่วยเสริม

 

การเข้าโค้งให้แคบขึ้นโดยอาศัยเบรคเท้าช่วย

– เลี้ยวหักสุด ที่โหมด 4×2 ในเกียร์ 1 และเร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น

– ถอนเท้าออกจากแป้นคลัทช์เพื่อทำให้ล้อหลังทั้งสองลื่นไถลไปทางด้านข้าง

– ขับไปช้าๆ พร้อมเหยียบเบรคเท้า เพิ่อป้องกันล้อหน้าลอค



------------------------------
เรื่องโดย : วิโชค ควรรักษ์เจริญ
ภาพโดย : 4x4 MAGAZINE INTERNATIONAL (056)
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2545
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/sYwSV

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน