สัมภาษณ์พิเศษ

สิทธิศักดิ์ รังสิโรจน (เอ็ดดี้)


ความสำเร็จในการจัดแข่งขันมอเตอร์สปอร์ท รายการต่างๆ ไม่ได้เกิดจากฝีมือและประสบการณ์ของผู้แข่งเท่านั้น หากยังรวมถึง ทีมงานฝ่ายต่างๆ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง บุคคลเหล่านี้อาจเป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์สปอร์ทเป็นอย่างดี แต่กับสังคมภายนอกเขายังเหมือนเป็นผู้ปิดทองหลังพระ

 

นิตยสาร 4 WHEELS มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เอ็ดดี้” สิทธิศักดิ์ รังสิโรจน ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค บริษัท ออสซี่ อันเดอร์ วิฮิเคิ้ลส์ จำกัด หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังวงการมอเตอร์สปอร์ท เมืองไทย โดยเฉพาะการแข่งขัน ครอสส์คันทรี หลายรายการ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ เขาคือผู้เซทระบบรองรับ หรือช่วงล่างให้นักแข่งและทีมแข่งจนประสบความสำเร็จในรายการต่างๆ มากมาย

 

4 WHEELS : ช่วยเล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในวงการมอเตอร์สปอร์ท ?

เอ็ดดี้ : ปี 2524 ได้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาตรี ทางด้าน วิศวกรไฟฟ้า และมีความสนใจทางด้านรถยนต์มาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ จะชอบช่วยคุณพ่อ (ประสิทธิ์ รังสิโรจน) ซ่อมรถยนต์ เป็นลูกมือช่วยล้างอะไหล่ คุณพ่อจะสอนว่าตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยชอบ แต่ก็ต้องช่วย ทำให้ได้ประสบการณ์รู้ว่าตรงนี้เขาเรียกอะไร สามารถชี้จุดว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีหน้าที่และประโยชน์อะไรบ้าง

 

หลังจากเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ก็มีรถใช้เอง ทำให้มีโอกาสศึกษาเรื่องรถอย่างจริงจัง ตอนนั้นพี่ชาย คือคุณเรืองชัย ยกรถ ฟอร์ด คาปรี ให้ผมใช้ แต่สภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนแรกๆ เราจ้างเขาซ่อมแต่ค่าซ่อมแพงมาก จึงคิดว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เปิดเราสามารถไปซื้อเครื่องมือและคู่มือของรถรุ่นนี้มาซ่อมเองได้ ค่อยๆ ศึกษาและทำไปเรื่อยๆ พอมีประสบการณ์มากขึ้น เริ่มจะมีรถของเพื่อนๆ มาให้เราทำ จนสุดท้ายมีความคิดว่าจะเปิดอู่ทำเอง ตอนนั้นยังเรียนไม่จบ คืออาศัยซ่อมไปด้วยเรียนไปด้วย

 

เริ่มคิดเบนเข็มไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องรถมากกว่าด้านไฟฟ้า จากนั้นจึงไปอยู่กับอู่ ซึ่งเจ้าของเป็นคนจีน เราทำหมด ตั้งแต่รถญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา นอกจากซ่อมรถที่อู่แล้ว ผมยังรับงานข้างนอกมาซ่อมที่บ้านตัวเองด้วย งานซ่อมส่วนใหญ่จะเน้นทางด้านการซ่อมให้ใช้งานได้ดีเหมือนเดิม แต่จะไม่ค่อยได้เน้นด้านการตกแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นกว่าเดิม เพราะสหรัฐอเมริกาเขาจะเน้นในเรื่องของการตรวจสภาพทุกๆ ปี คือคุณจะแต่งไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่มลภาวะต่างๆ จะต้องไม่เกินจุดที่เขากำหนดเอาไว้ ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่ค่อนข้างเข้มงวดมาก

 

จากประสบการณ์ตรงนี้ทำให้ผมเองได้มีโอกาสได้ใบรับรองจากสถาบัน ASE CERTIFIED หรือ NATIONAL INSTITUTE FOR AUTOMOTIVE SERVICE EXCELLENCE ผู้ที่ได้รับใบรับรอง จะต้องมีประสบการณ์ใบผ่านงานทางด้านการซ่อมเครื่องยนต์อย่างน้อย 2 ปี และต้องทำคะแนนได้ถึง 70 เปอร์เซนต์ ซึ่งผมเองได้สอบผ่านเกือบทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ระบบรองรับระบบเบรค ระบบไฟฟ้าอีเลคทรอนิค ระบบทำความเย็น ระบบปรับแต่งเครื่องยนต์ ขาดเพียงระบบเกียร์อัตโนมัติที่ยังไม่ได้สอบ

 

หลังจากนั้นจึงมาเปิดอู่เองกับเพื่อนๆ เป็นอู่เล็กๆ รับซ่อมรถทั่วไป ตอนแรกรถญี่ปุ่นเยอะ หลังๆ ก็จะมีรถยุโรปและอเมริกา รวมทั้งรถขับเคลื่อนสี่ล้อด้วย

 

ปี 2536 นอกจากเครื่องยนต์ผมยังให้ความสนใจในเรื่องของเครื่องบิน จึงเริ่มเข้ามาศึกษาด้านการซ่อมเครื่องบิน เรียนเป็นช่างซ่อมเครื่องบิน ซ่อมเครื่องยนต์และตัวถังเครื่องบิน สามารถสอบผ่าน ได้รับ A&P LICENCE (AIRFRAME AND POWERPLANT LICENCE ) รับรองจากสมาพันธ์การบินสหรัฐอเมริกา (FEDERAL AVIATION ADMINISTRATION หรือ FAA.) ซ่อมได้ทั้ง ตัวถังเครื่องบิน (AIRFRAME ) และเครื่องยนต์เครื่องบิน (POWERPLANT)

 

จากนั้นพี่ชาย คือคุณเรืองชัย ได้ชวนกลับมาเมืองไทย โดยคิดว่าจะทำศูนย์บริการแบบครบวงจร (ONE STOP SHOP) ตอนแรกจะเปิดศูนย์บริการซ่อมรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ แต่ตรงกับช่วงเศรษฐกิจผกผันพอดี จึงได้คิดมาทำทางด้านรถขับเคลื่อนสี่ล้อแทน เพราะได้มองว่าอนาคตสภาพถนนในเมืองไทย และอากาศ ทำให้ความนิยมของผู้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อมีมากขึ้น แต่ปัญหาคือลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อมีประโยชน์อย่างไร แตกต่างจากระบบขับเคลื่อนสองล้ออย่างไร ทำไมจึงเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย

 

เมื่อประมาณปี 2540 คุณเรืองชัยและเพื่อน ได้เปิดบริษัทขึ้นมาชื่อบริษัท AUSTRALIAN AUTOMOTIVE ACCESSORIES (THAILAND) หรือ AAA. นำเข้าชุดช่วงล่างดังๆ อย่าง โอลด์ แมนอีมู และทีเจเอม เรายังมีโอกาสได้ทดสอบชุดช่วงล่างดังๆ จากออสเตรเลีย เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โอลด์ แมน อีมู, ธิ อัลทิเมท,ทีเจเอม, เพดเดอร์ ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาเปรียบเทียบการทำงานของชอคอับและชุดช่วงล่าง จากออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ว่าแตกต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเด่นอะไรบ้าง

 

จากนั้นจึงมาเปิดเป็น บริษัท ออสซี่ อันเดอร์ วิฮิเคิ้ลส์ จำกัด จำหน่ายชอคอับ แหนบ และระบบรองรับทั้งหมด ภายใต้ชื่อผลิตภัณท์ เวสต์โคสต์ ซัสเปนชัน และออสซี

 

4 WHEELS : จุดเด่นของสินค้าของเวสต์โคสต์ (WEST COAST ) และออสซี (OZY ) มีอะไรบ้าง ?

เอ็ดดี้ : สินค้าของเราเป็นสินค้าที่นำข้อเด่นของระบบรองรับจากออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกามาผลิตเป็นชอคอับและชุดช่วงล่าง ของออสซี เพราะจากที่เราทดสอบชุดช่วงล่างจากออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เมื่อนำมาใช้กับสภาพถนนและภูมิอากาศในบ้านเรานั้น ปรากฏว่ายังได้สมรรถนะไม่ร้อยเปอร์เซนต์
เพราะรถทางออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาบางรุ่นน้ำหนักอาจจะแตกต่างกัน อย่างไทเกอร์ แคบโฟร์ 4 ประตู หรือ สปอร์ท ไรเดอร์ ก็มีน้ำหนักต่างกัน ถ้าเซทตามระบบรองรับของเราจะได้ความนุ่มนวลและเกาะถนน ตรงข้ามกับระบบรองรับของออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ที่นำเข้ามาล้วนๆ เมื่อติดตั้งจะรู้สึกว่าระบบรองรับค่อนข้างแข็งกระด้าง

 

เราต้องดูค่าความหนืดของชอคอับ และค่าเค ของแหนบ เพื่อที่จะมาเซทช่วงล่างให้เหมาะสมกับรถของเมืองไทยในแต่ละรุ่น นอกจากนี้ชอคอับของเรายังเป็นชอคอับกระบอกคู่ แบบแกสกึ่งน้ำมัน ชอคอับกระบอกคู่ เหมาะที่จะใช้กับรถประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อ เวลาเข้าไปลุยแล้วกระบอกบุบขึ้นมา ถ้าเป็นกระบอกคู่ ชอคอับจะยังใช้งานได้เหมือนเดิม

 

จากการพูดคุยกับลูกค้า และการหาข้อมูลของเรา ทำให้ทราบว่าผู้ใช้รถในเมืองไทย ส่วนใหญ่ที่ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะวิ่งบนถนน มากกว่าวิ่งในทางทุรกันดาร จึงใช้ความเร็วค่อนข้างสูง รถขับเคลื่อนสี่ล้ออาจจะเป็นรถคันที่สองของเขา รถคันแรกอาจเป็นรถเก๋งระดับหรู ดังนั้นจึงต้องพัฒนาช่วงล่าง ซึ่งชอคอับดีๆ ในบ้านเราหลายยี่ห้อเมื่อใช้แล้วจะรู้สึกนุ่มนวลขึ้น แต่ออกจะย้วยหรือโยนเมื่อเข้าโค้งหรือขึ้นสะพาน เราคิดว่านอกจากจะให้ระบบรองรับนุ่มนวลแล้ว เราอยากให้ชอคอับมีความหนึบขึ้นกว่าเดิม เพื่อความปลอดภัยขับสบายเกาะถนน เราจึงเลือกชอคอับและชุดช่วงล่างของเวสต์โคสต์ และออสซี มาพัฒนาให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ในเมืองไทยมากที่สุด

 

4 WHEELS : เวสต์โคสต์ มาจากไหน ?

เอ็ดดี้ : จริงๆ แล้ว เวสต์โคสต์เป็นเพียงชื่อแบรนด์ของสินค้าจากออสเตรเลีย แต่โรงงานที่ผลิตนั้นชื่อโรงงานเจงกินสปริง อยู่แถวฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ผลิตแหนบมากว่า 76 ปี งานหลักคือการทำแหนบให้กับรถขับเคลื่อนสี่ล้อและรถใหญ่ เช่น รถหัวลาก

 

ปัจจุบันนี้ เวสต์โคสต์ ให้ทาง ซัคส์ โบเก เมกซิโก (SACHS BOGE MEXICO) ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในเมกซิโก เป็นผู้ทำชอคอับให้ ซึ่งปัจจุบันโรงงานที่รับทำชอคอับมาตรฐานทั่วโลกมีเพียงไม่กี่โรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่ชอคอับยี่ห้อดังๆจะสั่งโรงงานผู้ผลิตให้ผลิตตามสเปคที่เขาต้องการมากกว่าที่จะตั้งโรงงานผลิตชอคอับเอง อย่าง ซัคส์ โบเกก็ผลิตชอคอับให้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ และรถยุโรปยี่ห้อดังๆ อย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู มาตรฐานของโรงงานจะเหมือนกับโรงงานแม่ในเยอรมนีทุกอย่าง

 

ชอคอับบางรุ่นที่เราสั่งพิเศษ ให้ทางเวสต์โคสต์ ออสเตรเลีย ส่งสเปคให้กับโรงงานซัคส์ โบเก ผลิตเพื่อให้ใช้ได้กับสภาพถนน และตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เราจะใช้เป็น ออสซี หรือ ซีรีส์ 8 ทั้งหมด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมืองไทยมากที่สุด

 

4 WHEELS : การเซทชอคอับ ระหว่างรถแข่งกับรถที่ใช้งานทั่วไปแตกต่งกันอย่างไร ?

เอ็ดดี้ : ชอคอับที่ใช้ในการแข่งขัน จริงๆ แล้วเป็นชอคอับแบบเดียวกับที่จำหน่ายในตลาดทั่วไป แต่อยู่ที่เราต้องเลือกว่า จะใช้งานชอคอับในแบบไหน ถ้าเป็นรายการแข่งขันแบบเชลล์ ซูเพอร์แมกซ์ ระยะทางสั้นๆ ค่อนข้างวิบาก เพราะฉะนั้นต้องหาชอคอับที่มีการยุบตัวค่อนข้างดี เราต้องเซทให้รถมีความสูงดีและชอคอับค่อนข้างหนึบกว่าเดิม เพื่อต้านแรงกระแทกได้ดี

 

แต่ถ้าเป็นการแข่งขันในรายการครอสส์คันทรี เราต้องใช้ความเร็วและถนนวิบากด้วย เราต้องเซทรถให้เตี้ยเอาไว้ก่อน และมีความหนึบสูง การแข่งขันรายการแบบนี้ส่วนใหญ่จะต้องใช้ชอคอับคู่ คือเพิ่มชอคอับเข้าไปอีก การแข่งขันที่ใช้ทางระยะยาว บางเอสเอส อาจถึง 80 กิโลเมตร ชอคตัวเดียวจะทำงานหนักเกินไปตรงนี้เป็นเทคนิคของแต่ละค่าย เช่นเดียวกับการเซทรถให้กับลูกค้าทั่วไป เราจะต้องถามลูกค้าก่อนว่าลูกค้าชอบขับรถแบบไหน ลูกค้าตกแต่งและติดตั้งอุปกรณ์เสริมอะไรเข้าไปบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเซทรถให้กับลูกค้า

 

 

4 WHEELS : ความสำเร็จจากการเข้าร่วมแข่งขันรายการต่างๆ มีมากขนาดไหน ?

เอ็ดดี้ : เราประสบความสำเร็จ ในการส่งเข้าแข่งขันในหลายๆ รายการ อย่างการแข่งขันรายการ ครอสส์คันทรี เอเชีย เมื่อวันที่ 3-8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เราส่งรถ ซูซูกิ แคริเบียน รุ่นเบนซิน ซึ่งคว้าอันดับ 2 รายการนี้มา และส่งในนามของทีม “สนามยิงปืนภูเก็ต-ออสซี-เวสต์โคสต์” ที่เราเซทระบบรองรับของเราให้ทั้งหมด จนคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภททีม ใช้รถ มาซดา ไฟเตอร์ อีซูซุ โรเดโอ และซูซูกิ แคริเบียน ซึ่งทิ้งห่างทีมอันดับสองของญี่ปุ่น ทีม “TONBO KISS FRIENDS ” ถึง 11 ชั่วโมงเศษ และที่ 3 ทีมตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ของญี่ปุ่น ซึ่งเราจัดชุดส่งไปให้ทีมเขาที่ภูเก็ต ส่วนทีมออสซี เราเซทช่วงล่างกันที่บริษัทเลย

 

ส่วนรายการเชลล์ ซูเพอร์แมกซ์ ที่ผ่านมา 3 สนาม เราเซทรถ แคริเบียนให้กับ ประสงค์ จันทร์พราหม์ ทีม3 มงกุฎเวสต์โคสต์ แชมพ์ที่ 1 สองสนาม รุ่นคานแข็ง และรถของ สมศักดิ์ มุลิ ที่ผ่านมาก็ได้ อันดับที่ 1 ในรุ่นโอเพน และรุ่นปีกนก ได้ที่ 1 ทีมยุทธหัตถี เวสต์โคสต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ช่วงล่างของเราทั้งหมด

 

4 WHEELS : แนวโน้มเกี่ยวกับการแข่งขันครอสส์คันทรีในปีหน้า ?

เอ็ดดี้ : ในปีหน้าผมเข้าใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งน่าจะมีผู้จัดการแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่วนของเวสต์โคสต์ มีรถแข่งหลายคันติดต่อเข้ามาให้เราเซทช่วงล่างให้ ที่สนามแข่งตอนนี้หลายๆ ทีมรู้จักคุ้นเคยกับระบบรองรับของเราดี อย่างลูกค้าที่อำเภอสะเดา ในจังหวัดสงขลา เขาซื้อระบบรองรับของ ซูซูกิ แคริเบียน ของเราไปแข่งที่ยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ได้ที่ 3 และกลุ่มรถทางประเทศมาเลเซีย ที่ใช้ชอคอับของเวสต์โคสต์ นำรถไปคาราวานถึงทิเบต กลับมา ระบบรองรับก็ยังคงใช้งานได้ดี แสดงให้เห็นถึงความสมบุกสมบัน ทนทาน

 

4 WHEELS : แนวโน้มตลาด ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ฯ และการส่งมอบสินค้า เป็นอย่างไรบ้าง ?

เอ็ดดี้ : ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ฯ มีการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าปีแรกๆ เยอะ เราต้องพัฒนาสินค้าต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้จะต้องให้ความรู้ทางด้านเทคนิคกับลูกค้าด้วย ลูกค้าที่ซื้อชอคอับของเราไปใช้จะได้รับความรู้ทางด้านเทคนิคด้วยหากได้พูดคุยกับเรา เราสามารถให้เหตุผลได้ทั้งหมดว่าทำไมต้องใช้รุ่นนี้แบบนี้ ไม่ได้เน้นเพียงยอดขายอย่างเดียว แต่เราเน้นให้ความรู้และบริการหลังการขาย เรารับประกันสินค้าถึง 3 ปี หรือ 45,000 กิโลเมตร เราขายสินค้าไปแล้วต้องดูแลเขาตลอด เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ

 

นอกจากนี้เราจะมีข้อมูลที่เป็นมาตรฐานของรถทุกคัน รถที่เปลี่ยนช่วงล่างของเราทุกคัน เราจะวัดความสูงของรถ รวมทั้งกรอกรายละเอียดการตกแต่งเก็บไว้ทั้งหมด เรามีตัวแทนจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ 60 แห่ง

 

ส่วนของการส่งมอบสินค้า ช่วงแรกเราสั่งสินค้าไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ตลาดตอบรับสินค้าเรามากขึ้น เราต้องปรับการสั่งสินค้ามาไว้ในสตอคมากขึ้นให้เพียงพอสำหรับรองรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อทุกรุ่น ตอนนี้สินค้าเราขาดเพียงแหนบ ของ นิสสัน บิกเอม ฟรอนเทียร์ รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ ที่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ

 

4 WHEELS : ความสำเร็จจากการแข่งขันรายการ เรนฟอเรสต์ ?

เอ็ดดี้ : ไซแมกซ์ เรนฟอเรสต์ ชาลเลนจ์ จัดการแข่งขันในวันที่ 24 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 การแข่งขันรายการนี้ เราจะเซทช่วงล่างให้กับรถเซอร์วิศและรถแข่ง รถเซอร์วิศสำคัญมากจะต้องวิ่งไปในสนามแข่งและยังบรรทุกอุปกรณ์สำหรับเซอร์วิศรถแข่งอีกด้วย ดังนั้นเรื่องของช่วงล่างต้องดูแลกันให้ดีที่สุดด้วย เพราะรายการนี้เป็นรายการใหญ่ระดับนานาชาติ ทั้งนี้คงจะต้องรอรายละเอียดอีกครั้งว่ามีการติดต่อให้เราเซทช่วงล่างให้ด้วยหรือเปล่า

 

4 WHEELS : แผนงานในอนาคตข้างหน้า จะพัฒนาด้านไหนเพิ่ม ?

เอ็ดดี้ : ที่คิดเอาไว้ เราอยากจัดการแข่งขันรูปแบบใหม่ น่าจะได้การยอมรับจากผู้เข้าแข่งขันมากแน่นอน การแข่งขันโดยรูปแบบที่วางไว้ จะมีความหลากหลายมากขึ้น คล้ายๆ ครอสส์คันทรี แต่เราจำลองมาอยู่ในสนามที่เราจำกัดเอาไว้ รถทุกยี่ห้อสามารถเข้าแข่งขันได้ มีในส่วนของบ่อโคลน และส่วนที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างวินช์ เป็นต้น ตอนนี้แผนงานเราอยู่ระหว่างพูดคุยกันกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

 



------------------------------
เรื่องโดย : ณัฐเวช ยอดแสง
ภาพโดย : อธิปัตย์ วัชรนุกูลเกียรติ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2545
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/e31dS

Follow autoinfo.co.th