พิเศษ

SIMEX MISSION TO INDIA 2002 (1)


พวกเขาเป็นชาวมาเลเซีย กลุ่มแรกที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางด้วยรถ 4×4 เป็นระยะทางถึง 12,000 กม. ผ่านเทือกเขาหิมาลัย เริ่มต้นจากมาเลเซีย ผ่านไทย ลาว ไปยังจีน (ยูนาน, เสฉวน และธิเบต) เนปาล จนถึงอินเดียจุดหมายปลายทางของการผจญภัยสุดปลายฟ้าที่กินเวลานานถึง 36 วัน

 

ผจญภัย 5 วัน
ผ่านมาเลเซีย ไทย และลาว

ตีธงโบกปล่อยรถที่ ดาตาราน เมร์เดกา (DATARAN MERDEKA) ในตอนบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม นับเป็นภาพแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันลืมของทีมผจญภัยชาวมาเลเซีย ในขบวนคาราวาน ประกอบด้วยรถทั้งหมด 15 คัน เดินทางมาถึงโรงแรมพลาซา แอทธินี ใจกลางกรุงเทพ ฯ พบการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเองพร้อมทานอาหารเย็นร่วมกับบรรดาเจ้าของร้านขายอุปกรณ์ตกแต่ง ร้านค้ายางและสื่อต่างๆ รวมทั้ง นิตยสาร 4 WHEELS

วันรุ่งขึ้นเดินทางออกจากไทย ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นสะพานเหล็กทอดข้ามแม่น้ำโขง เราแวะเยี่ยมโรงเรียนประถมของชาวเขาในหมู่บ้านนาโม (NAMO) ประเทศลาว พร้อมมอบอุปกรณ์เครื่องเขียน วิตามิน และยา

สภาพของถนนในไทยนับว่าดีกว่าที่ไหนๆ เป็นถนนราดยาง 4 เลนทั่วทุกแห่ง แต่พอมาถึงลาว ช่วงทางคดเคี้ยวสุดท้าย 80 กม. จากหลวงพระบางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองโบเทน (BOTEN) ยังคงไม่แตกต่างไปจากเมื่อการเดินทางครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถนนหนทางยังเต็มไปด้วยหลุมบ่อ

 

ผ่านมณฑลยูนาน
ดินแดนมหัศจรรย์

ใช้เวลา 6 ชั่วโมงจากด่านตรวจคนเข้าเมืองโมฮัง (MO HANG) ในจีนไปยังจิงฮง (JING HONG ) หยุดพักคืนแรกในจีน ที่พักที่นี่เพราะเป็นเมืองที่ค่อนข้างทันสมัยของจังหวัดซีชวนบันนา (XIXUANGBANNA) ทัศนียภาพในยูนานโดยทั่วไป ผู้คนแตกต่างจากลาว มีต้นไม้ขนาบสองข้างถนนบ้านเมืองเต็มไปด้วยที่นาและสวนผลไม้ แทบจะไม่มีที่ใดที่จะไม่ทำการเกษตร แม้แต่ที่ราบเชิงเขายังไม่เหลือที่ให้เว้นว่างเปล่า

อากาศที่โมเจียง (MOJIANG) ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิในตอนกลางคืนลดลงเหลือ 25 องศาเซลเซียส การหยุดพักในช่วงกลางคืนที่นี่ยากจะลืมเลือนเพราะมีฝนลูกเห็บตกประมาณ 15 นาที ตามด้วยฝนที่หนาวเหน็บ ตามคำบอกเล่าของคนในพื้นที่นั้นบอกว่า โดยปกติจะไม่ค่อยมีฝนลูกเห็บตกใน
ยูนาน มีพายุลูกเห็บตกครั้งสุดท้ายเมื่อ 5 หรือ 6 ปีที่แล้ว

ตามทางที่รถเราวิ่งไปได้สังเกตเห็นสาธารณูปโภคที่ไม่น่าเชื่อว่าได้รับการพัฒนาไปเป็นอย่างมากในยูนาน มีการสร้างทางหลวงเอเชียหมายเลข 2 ถนนหนทางเป็นทางราดยางอย่างดีทั้งหมด เราสนุกกับการเดินทางจากโมเจียง ผ่านดาลี (DALI) และลิเจียง (LIJIANG) โดยการใช้เส้นทางหลวงเอเชียใหม่นี้
แม้ว่าจะมีบางส่วนยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

เมืองเก่า
เสน่ห์ยวนใจ

ระยะทางจากโมเจียงไปยังดาลีไกลถึง 660 กม. ขบวนคาราวานมาถึงดาลีเมืองเก่า ประมาณ 23.30 น. แต่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั้งนายกเทศมนตรี ทั้งสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น และสื่อต่างๆ มีการจัดร้องเพลงเต้นรำตามแบบอย่างของชาวเมืองที่หน้าทางเข้าเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิในช่วง 15-20
องศาเซลเซียส

สถาปัตยกรรมในเมืองเก่าดาลี ได้รับอิทธิพลมาจากบาหลี ซึ่งเป็นบรรพบุรุษเจ้าผู้ครองนครดาลี และบริเวณใกล้เคียงมามากกว่า 4,000 ปี สิ่งที่ยังพบเห็นได้ก็คือแผ่นหินอ่อนที่แกะเป็นศิลาจารึกตกแต่งสีสันประดับไว้ที่บานประตูหน้าทางเข้าบ้าน

ด้วยระดับความสูง 2,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลิเจียงตั้งอยู่ทางตอนใต้ของที่ราบสูงกิง ซัง (QING ZANG) ถนนหนทางส่วนใหญ่เป็นทางหลวงซีเมนท์
ช่วงทางขึ้นเขาขนาบปิดทั้งสองด้านของภูเขาด้วยที่ราบสูงที่ชวนให้สูดอากาศบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งอากาศที่นี่กำลังเย็นสบายในช่วง 7-17 องศาเซลเซียส

ลิเจียงเป็นเมืองเก่ากว่า 800 ปี มีชื่อเสียงในเรื่องของแม่น้ำที่ไหลทอดผ่านเมืองยูนาน หนานซี เสมือนกับเวนิศตะวันออก กับการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์หมิง เฉกเช่นเดียวกับหลวงพระบางในลาว ลิเจียงก็ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นอีกแห่งหนึ่งของมรดกโลก

ภูเขามังกรหยก ก็เป็นอีกแห่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากเมืองลิเจียงนี้ เป็นภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ตั้งอยู่ห่างจากลิเจียงถึง 30 กม. รัฐบาลท้องถิ่นกำลังโพรโมทให้เป็นแหล่งเล่นสกีของชาวยูนาน

แม้ว่าลิเจียงจะอยู่สูงเพียง 2,400 ม. แต่ผู้ร่วมเดินทางบางคนก็เริ่มจะมีอาการของโรคกลัวความสูงบ้างคือ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะและหายใจไม่สะดวก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทหารจีน แนะให้ดื่มฮง จิง เดียน (HONG JING DIAN) ซึ่งเป็นชาสมุนไพรภูเขา ดื่มได้บ่อย และ บัทเทอร์ ที (BUTTER TEA) เป็นชาผสมเนยแยค เป็นเครื่องดื่มสำหรับคนที่ราบต่ำที่ต้องการขึ้นไปปีนเทือกเขาหิมาลัย

 

ตื่นตาตื่นใจ
สัมผัสวิถีชีวิตชาวทิเบต

ซง เดียน (ZHONG DIAN) เป็นจุดพักที่สองของขบวนคาราวานก่อนที่จะข้ามชายแดนไปยังเสฉวน ที่นี่เราเริ่มรู้สึกถึงวิถีชิวิตของชาวทิเบต ทั้งสถาปัตยกรรมบ้านเรือน การแต่งกาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเลี้ยงจามรี แกะภูเขา ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว ที่นี่เป็นที่อยู่รวมกันของทั้งชาวเสฉวน และชาวทิเบต

ซง เดียน ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,500 ม. อุณหภูมิลดลงเหลือ 10 องศาในเวลากลางวันอากาศแห้ง มีปริมาณออกซิเจนเบาบาง ก่อนที่จะเข้าเมืองเป็นธรรมเนียมของชาวทิเบตที่ต้องขับรถวนรอบสถูปยักษ์ 3 รอบ เพื่อความโชคดีและเดินทางปลอดภัย แน่นอนพวกเราทั้งหมดได้ทำตามคำบอกเล่าทุกอย่าง

ซง เดียน รู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นแชงกรี-ลาของจีน มีความสวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เขียวชอุ่มไปทั่วท้องทุ่ง ภูเขาถูกปกคลุมด้วยหิมะ ภาษาที่พูดกันเป็นภาษาทิเบตเรียกว่าเจียงตัง (JIANTANG) หมายถึง ที่ราบกว้างใหญ่ ขนาดพื้นที่กว่า 11,600 ตร. กม. และตั้งอยู่ห่างจากคุนหมิง เพียง 700 กม.

ทางบนเขาที่ใช้วิ่งบนเทือกเขาหิมาลัยสูงจากพื้นราบนับพันเมตร ทุกคนขับอย่างระมัดระวังมากเท่าที่จะขับได้ เพราะไม่มีใครที่กล้าจะทำอะไรผิดพลาดแม้แต่เพียงเล็กน้อย ทางวิ่งนั้นแคบและคดเคี้ยวขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทางลูกรังและไม่มีทางช่วงไหนเลยจะมีรั้วกั้นเพื่อกันรถตกลงไป

เดาเชน (DAO CHEN) เมืองชายแดนหน้าด่านระหว่างยูนานกับเสฉวน อยู่ห่างจากซง เดียน ประมาณ 316 กม. ขบวนต้องไปอย่างช้าๆ เมื่อเดินทางไปเดาเชน ทั้งนี้เพราะเป็นถนนลูกรังที่คดเคี้ยว มีภูเขาที่หิมะปกคลุมเป็นจุดๆตลอดทาง และมีหิมะตกในขณะที่ขบวนมาถึงที่ระดับความสูง 3,800 ม.

เราต้องขับข้ามภูเขา 4 ลูก ผ่านทางลูกรังที่คดเคี้ยวเพื่อไปยังเดาเชน ยอดเขาที่สูงที่สุดที่ขบวนต้องเผชิญตามทาง อยู่ที่ระดับ 4,815 ม. เหนือระดับน้ำทะเล เป็นไปตามคาด ไม่ได้เพียงแต่ผู้เดินทางที่ทรมานกับโรคกลัวความสูง แม้แต่รถก็ยังกลัว ขนาด แลนด์ ครูเซอร์ ที่มีพละกำลังเหลือเฟือยังดูเหมือนจะหอบ สูดอากาศไม่ทันปล่อยควันไอเสียซะดำปี๋ เมื่อต้องเร่งเครื่องขึ้นเขา ทั้งนี้เพราะขาดออกซิเจนที่ระดับความสูงมากๆ ส่งผลให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้รถแต่ละคันยังหอบสิ่งของสัมภาระไปไม่ต่ำกว่า 2 ตันครึ่ง/คัน ยังไม่รวมน้ำหนักของอะไหล่ สัมภาระ และผู้โดยสารที่ร่วมเดินทาง

 

เดาเชน
เทือกเขาแอลพ์แห่งภาคตะวันออก

เดาเชนเป็นอีกคืนแห่งความทรงจำ เมื่อสมาชิกทั้งหมดได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำตามแบบฉบับของชาวทิเบตเป็นครั้งแรก ที่ภัตตาคารและพักผ่อนในบ้านแบบทิเบตจริงๆ ขบวนแวะเยี่ยมโรงเรียนทิเบต เดาเชน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเสฉวนพร้อมกับมอบยาแอสไพริน วิตามิน กับบรรดานักเรียนมากกว่า 500 คน พร้อมทั้งมอบเงินบริจาค 3,000 ริงกิทมาเลซีย

เราตั้งแคมพ์เป็นที่แรกในลิตัง (LITANG) บนที่ราบกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาเขียว ลิตังเป็นเมืองบนที่ราบสูงที่สุดของจีนที่ระดับความสูง 4,014 ม. และอยู่สูงกว่าลฮาซา (LHASA) 250 ม. ในปี 2542 ลิตัง เปิดเป็นเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยว มีอินเตอร์เนท คาเฟ และโรงแรมระดับ 3 ดาวกระจายเต็มเมืองไปหมด มันเป็นช่วงปลายของฤดูหนาวเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิในลิตัง ดังนั้นทุ่งหญ้าในเมืองเริ่มที่จะเป็นเขียวออกสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีเขียวสดตามปฏิทินของเสฉวนจะมีเทศกาลม้าประจำปีจัดขึ้นที่ลิตัง ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้

นับเป็นประสบการณ์ตั้งแคมพ์ที่หนาวเย็นบนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ อากาศในตอนกลางวันอยู่ที่ประมาณ 10 องศา แต่พอตกกลางคืนอุณหภูมิลดลงเหลือระหว่าง 3-5 องศาเซลเซียส เราต้องล้อมรอบแคมพ์ไฟในตอนกลางคืน และร้องเพลงร่วมกันชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นในชุดแต่งกายท้องถิ่นที่สวยงาม

 

ทิเบต
เมืองแห่งนิยาย

ภาพของเทือกเขาหิมาลัยยังต่อเนื่องไปอีกวันเมื่อขบวนขับต่อไปยังเสฉวน และชายแดนทิเบต จุดหมายปลายทางของเราต่อไปคือ มังกัง (MANG KANG)
ที่ซึ่งโพรแกรมสร้างความคุ้นเคยเริ่มเพื่อที่จะให้ผู้ร่วมขบวนได้เคยชินกับการขับขึ้นที่สูงขึ้นไปอีก

บ้านเรือนชาวทิเบต ที่พบเห็นตลอดทางดูใหญ่ในสายตาของชาวมาเลเซีย โดยพื้นฐานแล้วรูปทรงของบ้านจะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากไม่มีหลังคา ภายในมีทั้งหมด 3 ชั้น พื้นชั้นล่างเปิดโล่ง และมุมบนด้านหนึ่งก็เปิดโล่งด้วย หน้าต่างและประตูมีการแกะสลักทาสีสวยงาม ตัวบ้านโดดเด่นด้วยสีขาวล้วน
ด้านบนที่เปิดโล่งเอาไว้สำหรับตากหญ้าแห้งและผลิตผลทางการเกษตร ส่วนใต้ถุนที่โล่งกว้างเอาไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์กสิกรรมในช่วงฤดูหนาว บ้านของชาวทิเบตจะออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อที่จะรองรับวิถีชีวิตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเก็บอาหารและเชื้อเพลิงไว้ใช้ในหน้าหนาวที่อากาศเย็นจัด

จามรีพบเห็นได้ทั่วไปในทิเบต นอกนั้นก็เป็น ลา ม้า วัวขนยาว แกะ แพะภูเขา และหมู ที่แปลกเห็นจะเป็นสุนัขทุ่งหญ้าแพร์รีในทางที่ราบสูงตลอดทาง

ขบวนคาราวานขับผ่าน “ลานฝังศพศักดิ์สิทธิ์” ที่ซึ่งจะเห็นเหล่านกแร้งบินว่อนเต็มท้องฟ้าไปหมด ในทิเบตมีความเชื่อว่าคนที่ตายจะไม่ถูกฝัง แต่จะให้นกแร้งแทะกินเนื้อหนังศพเป็นอาหาร ดังนั้นในบริเวณลานฝังศพศักดิ์สิทธิ์นี้ถือว่าเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีที่ตั้งของกองทหารมากมายตลอดเส้นทาง สมาชิกได้รับการเตือนจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ให้ลงจากรถมาเดินเล่น หรือถ่ายรูปเมื่อขับผ่านในบริเวณนั้น

ที่ๆ เราจะหยุดพักอีก 2 คืนต่อไปคือ ที่ริรง ฮอท สปริง ในมังกัง มันอยู่ห่างจากเมืองมังกัง ประมาณ 40 กม. แต่ที่นั่นเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในบรรดาโรงแรมที่มีอยู่ในมังกัง เพื่อเลี่ยงจากสภาพที่ต้องอยู่ในที่สูงนานๆ รถทุกคันได้รับการตรวจเชคอย่างดี

หลังจากที่เราพักผ่อนเป็นเวลา 2 วัน ที่ริรง ฮอท สปริง ทุกคนรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นพร้อมที่จะออกเดินทางลุยต่อกับการตั้งแคมพ์ 3 วัน

ในวันที่ 1 พฤษภาคม ขบวนเดินทางออกจากโซร์กุง (ZORGUNG) ในเวลา 08.00 น. ตอนเช้าใช้เส้นทางจากหม่างกางที่เป็นทางแห้งเต็มไปด้วยฝุ่น ทั้งนี้เพราะเป็นทางลูกรัง อย่างไรก็ตามบางช่วงของทางก็มีทางคอนกรีทบ้าง ช่วยให้การเดินทางในช่วงนั้นเร็วขึ้นบ้าง

วันแรงงาน 1 พฤษภาคม เป็นวันฉลองที่ยิ่งใหญ่ของจีน ความจริงทั้งประเทศหยุดฉลองวันหยุดกันตลอดทั้ง 7 วัน เพื่อฉลองวันที่ระลึกโอกาสพิเศษนี้ คำว่า RED BANNERS กับคำว่า LABOUR DAY พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองเล็กและเมืองใหญ่

 

หนาวสุดขั้วนรก
ประสบการณ์ใหม่ของชีวิต

บรรยากาศเงียบมากเมื่อเรามาถึงที่พักในเวลา 20.00 น. อุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส มีหิมะตกสลับกับฝนปรอยๆ ทุกคนกำลังกางเทนท์ด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พร้อมกับการติดตั้งสปอทไลท์ สำหรับส่องตอนกลางคืน นับเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับพวกเราในการกางเทนท์ในช่วงตกค่ำที่หิมะกำลังตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มือของเราเริ่มหนาวเหน็บ

หลังจากประสบการณ์แคมพิงครั้งแรกที่ลิตัง เราได้แวะซื้อผ้าห่มฝ้ายหนาพิเศษเพื่อเตรียมคลุมหัวในตอนกลางคืนที่หนาวเย็น ที่เทนท์ก็รองด้วยแผ่นรองที่หนาพิเศษหลายๆ ชั้น และบนสุดปูทับด้วยผ้าห่มฝ้ายที่หนามากที่สุด รองอีกชั้นด้วยแผ่นรองนอนและถุงนอนสองชั้น สวมถุงเท้าสามชั้น สวมกางเกงสองชั้น เสื้อที-เชิร์ทสามตัว และแจคเกทกันหนาว คลุมหัวด้วยหมวกขนสัตว์ อากาศมันหนาวสุดขั้วนรก พอถึงตอนเที่ยงคืนอุณหภูมิติดลบถึง 3 องศาเซลเซียส

โซร์กุง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,750 ม. รายล้อมด้วยภูเขาที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะ ที่พักของเราตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ซึ่งมีภูเขาสูงประมาณ 4,000 ม. ขนาบทั้งทางเหนือและใต้

 

การอาบน้ำ
ของชาวทิเบต

ระยะทางจากโซร์กุง ไปโบมี (BOMI) นั้นห่างไกลกันถึง 335 กม. ขบวนต้องแวะกินข้าวกันก่อนที่เมืองเล็กๆ ตอน 18.00 น. ก๋วยเตี๋ยวทิเบต มีบริการในภัตตาคารเล็กๆ ที่มีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ไม่กี่ตัว แต่ก็เพียงพอกับพวกเรา

ขณะที่พวกเรากำลังกินข้าว เราได้มองชาวทิเบต แต่มีคนหนึ่งแนะนำว่า อย่าเข้าไปใกล้ชาวทิเบต ก่อนหรือหลังกินข้าว เขาบอกว่าชาวทิเบต จะอาบน้ำสามครั้งตลอดชั่วชีวิต ครั้งแรกคือตอนเกิด ครั้งที่สองตอนแต่งงาน และครั้งสุดท้ายคือตอนตาย ทุกปีในวัน 15 ค่ำ เดือน 8 ของปฎิทินจีน ชาวทิเบตจะมีโอกาสอาบน้ำเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดฉลองโอกาสพิเศษ

เริ่มออกเดินทางกันตอน 07.00 น. ไปญิงชิ (NYINGCHI) ช่วงเช้าของวันที่ 4 พฤษภาคม การเดินทางไปจุดหมายปลายทางดูจะเกิดปัญหาขึ้นแล้วเมื่อพวกเราต้องเผชิญกับทางผ่านลูลังพาสส์ที่เรียกกันว่า ประตูสวรรค์ เรามาถึงกันตอน 00.30 น. เรารอคอยกันเป็นแถวยาวเพื่อข้ามลูลังพาสส์ ที่ป้ายหน้าประตูสวรรค์บอกว่าจะเปิดให้ผ่านได้ในวันที่ 7, 15, และ 23 พฤษภาคม ทั้งนี้เพราะต้องปิดเพื่อซ่อมแซม

ลูลังพาสส์มีระยะทาง 15 กม. ที่มีรถวิ่งผ่านตลอดทั้งปีมากมาย เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปอินเดีย กับจีน เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นจุดที่ต้องผ่านเพื่อมุ่งสู่เทือกเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ทำให้ลูลังพาสส์ไม่เคยเงียบตราบเท่าที่มีคนมาเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้นทุกปี

ดูเหมือนจะเป็นปัญหากับขบวนที่จะผ่านประตูสวรรค์ไปยังเลียว ดง ฮง (LIAO DONG HONG) เจ้าหน้าที่ประสานงานได้พยายามติดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดญิงชิ เพื่อขอผ่านทาง ถ้าวิ่งอ้อมไปทางอื่นต้องใช้เวลามากกว่าสองวัน

อากาศในตอนกลางวันอุ่นสบาย และตอนค่ำหนาวมาก ขบวนรอจนกระทั่งถึงเวลา 19.30 น. พวกเราได้รับการบอกให้นอนพักกันในรถและรอฟังคำสั่งผ่านทางวิทยุซีบีในตอนสายของเย็นวันนั้น พวกเราถูกสั่งไม่ให้พูดกับพวกคนขับรถบรรทุกในขณะที่รอ เพราะพวกเขาเป็นสายลับสืบหาการเคลื่อนไหวของพวกเรา

อุณหภูมิตอนกลางคืนตกลงไปถึงประมาณ 3 องศาเซลเซียส และพวกเรากว่าครึ่งนอนหลับเพื่อเตรียมตัวเดินทางตอนกลางคืน ตอน 01.30 น. พวกเราได้รับแจ้งจากโธมัส ฟู หัวหน้าทีมผ่านวิทยุซีบีให้สตาร์ทรถโดยปิดไฟหน้ารถ มันมืดไปทุกหนแห่งยกเว้นไฟจากรถตักและรถขุดที่ซ่อมทางอยู่

ด้วยสัญญาณจากโธมัส ฟู (THOMAS FOO) ให้รถทุกคันเปิดไฟหน้าและออกเดินทางผ่านประตูที่เปิดออกโดยไม่รีรอ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้รถคันอื่นติดตามมาด้วย ที่เราผ่านได้เพราะเราขออนุญาตแล้ว จากการมองผ่านไฟส่องสว่างของสปอทไลท์ ทำให้พวกเรามองเห็นกองหินจากการทำงานของเครื่องจักรเพื่อเคลียร์ทางให้พวกเราผ่านไปได้

มีทางขึ้นและทางลงที่ชันอีกทั้งดินและกรวดร่วนซุยตลอดทาง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการเดินทางของพวกเรา รถทุกคันโมดิฟายมาเต็มที่เพื่อรับกับทางในสภาพต่างๆ ยางไซเมกซ์ จังเกิล เทรคเกอร์ ทู และไซเมกซ์ เอกซ์ทรีม เทรคเกอร์ ช่วยได้มาก ยางช่วยไม่ให้รถท้ายปัดยึดเกาะพื้นผิวทางได้ดีในขณะที่ตะกุย

ขบวนขับต่อไปจนกระทั่งมาถึงเมืองลูลัง ตอน 04.45 น. ในเมืองตอนนั้นดูเหมือนจะยังคงหลับไหลกันอยู่ พวกเราจึงถือโอกาสนอนหลับกันท่ามกลางอากาศสบายที่ 0 องศาเซลเซียส

ฉบับหน้าเราจะกลับมารายงานความตื่นเต้นของการผจญภัยสุดปลายฟ้า กับภารกิจที่ท้าทายอีกครั้ง



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2545
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/OIUTx

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน