ชีวิตคือความรื่นรมย์

เหมือนสุริยาลับฟ้า


ระหว่างปี 2493-2495 ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4-6 (แบบเก่า) ยังเป็นศิษย์วัดศรีเทพประดิษฐารามพึ่งใบบุญหลวงปู่ (พระสารภาณมุนี ) เจ้าคณะจังหวัดนครพนม ทุกครั้งที่มีงานในจังหวัด โดยเฉพาะด้านการศึกษา พี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์ แผนกศึกษาธิการ–มักจะเปิดเพลงทำนองไพเราะกินใจ สำนวนภาษากวีจนข้าพเจ้าจำติดหูมาจนบัดนี้

“ยามเมื่อเดือนคล้อยเคลื่อนเลือนร้าง ดั่งใจฉันดับเลือนลับอ้างว้าง ด้วยรักจางห่างไกล เดือนไม่เห็นเตือนเธอให้ กลับพรากจากไปปล่อยให้ฉันหมองไหม้หัวใจจมน้ำตา ร้าวฤทัยเพราะใจแสนห่วง ด้วยความรักหน่วงนักหนาดั่งใจฉันดับเดือนลับฟากฟ้า…”

ในบรรดาเพลงที่ฝังใจหลายๆ เพลง เพลงหนึ่งซึ่งจำเนื้อร้องบางตอนจากเสียงนักร้องหญิง เสียงสดใสและอยู่ในใจตลอดมาจนบัดนี้ และตอนท้ายที่กินใจอีกว่า

“คอย…ด้วยใจฝันใฝ่ไม่น้อย มองดาวเอ๋ยเคลื่อนมองเดือนก็คล้อย ยามรักลอยเช่นเงา ความรักเหมือนดังลมว่าว โบกโบยเพียงคราว ผ่านไปแล้วก็เศร้ารักเราก็เหมือนลม ลมและเดือนแม้เลือนร้างไป ก็ยังหวังให้ได้ชม แต่รักฉันเล่ากลับเฉาไม่สม ได้แต่ตรมสัมพันธ์ ฝากน้ำคำที่พร่ำนี้ไป ขอให้หัวใจคงมั่นโปรดนำรักชื่นกลับคืนให้ฉัน ร่วมทุกข์สุขสันต์คงมั่นเอย” (อาจจะจำข้อความบางตอนผิดไปบ้างโปรดอภัยด้วย เพราะร้องจากความจำอย่างเดียว ไม่ได้เปิดดูเนื้อร้องเลย)

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเสียงร้องของเธอทำไมเศร้าอย่างนี้ ยิ่งฟังในตอนที่ตนเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม พลอยรู้สึกว่าเด็กลูกชาวนาจนๆ อย่างเรา คงยากที่จะพ้นอาการผิดหวังอย่างในเพลงนั้นไม่ได้

จนกระทั่งตอนเป็นนักเรียนฝึกหัดครูที่โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (2496-2498) จึงได้รู้ว่าเพลงนั้นชื่อเพลง “แสงเดือนเตือนรัก” และนักร้องหญิงผู้ที่เสียงร้องของเธอฝังใจข้าพเจ้ามาจนทุกวันนี้ (พอๆ กับ มัณฑนา โมรากุล) เธอชื่อ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี (ต่อมาคือศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง-ขับร้องเพลงไทยสากล ปี 2534) ยิ่งเมื่อตอนกลับไปเป็นครูที่โรงเรียนเก่า มีแต่วิทยุเป็นเพื่อน ข้าพเจ้าก็จะเปิดวิทยุ และอัดเทปเพลงอื่นๆ ของเธอนับไม่ถ้วนในกาลต่อมา โดยเฉพาะชุดเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน ดวงใจกับความรัก เทวาพาคู่ฝัน มหาจุฬาลงกรณ์ ความฝันอันสูงสุด อาทิตย์อับแสง ฯลฯ และเพลงอื่นๆ เช่น ศรกามเทพ ตะวันลับฟ้า ม่านไทรย้อยวิหคเหินลม หงส์เหิน ฝากรัก ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น ฯลฯ

จนต่อมาได้รู้จักจริงๆ และเธอกรุณาให้ความสนิทสนม พอที่เรียก “พี่โจ๊ว” เต็มปากเต็มคำอย่างที่คนในวงการเรียก เมื่อข้าพเจ้าเป็นกรรมการสมาคมนักเขียน ฯ ในชุดคุณสุวัฒน์ วรดิลก ที่ข้าพเจ้า และใครในวงการเรียกด้วยความสนิทปากสนิทใจว่า “พี่อู๊ด” (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ปี 2534 คู่กับพี่อาจินต์ ปัญจพรรค์) นายกสมาคมคนที่ 10 (2530-2534 สองสมัย) ในงานวันเกิดพี่อู๊ดปีหนึ่ง (ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท) ความที่ค่อนข้างมึนๆ ไวน์ ทำให้ข้าพเจ้าอาจหาญขึ้นไปร้องเพลง “พรพรหม” (ที่มีบทร้องโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง แถมยังร้องคาบเกี่ยวกัน) คู่กับพี่โจ๊ว ข้าพเจ้าจำจนวันนี้ว่า เวลาถึงบทร้องของผู้ชาย พี่โจ๊วจะเอานิ้วมือจิ้มหลังข้าพเจ้าจนสะดุ้งทุกครั้งเพราะความมึนทำให้ตั้งสตินึกเนื้อเพลงไม่ค่อยทัน แต่พอร้องจบ พี่โจ๊วพูดว่า “คุณยอมนี่ร้องใช้ได้นี่ เสียงไม่เพี้ยนและจังหวะก็ใช้ได้” (พี่โจ๊วใช้สรรพนามนี้กับข้าพเจ้าตลอดมา) ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง เมื่อพี่โจ๊วเปิดสอนร้องเพลงที่ “ศกุณตลา” พี่โจ๊วจะย้ำถึงเรื่องจังหวะ การร้องตรงคีย์ เสียงไม่เพี้ยน และถ้าร้องคู่ชายหญิงต้องปรับให้เข้ากันให้ได้

อีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจมาก เมื่อลุงแจ๋วหรือ (ครู) สง่า อารัมภีร นัดไปดูการอัดเพลงให้บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย ฯ ที่สตูดิโอแห่งหนึ่งแถวเตาปูน เพลงนั้นลุงแจ๋วใส่ทำนองจากเนื้อที่ข้าพเจ้าแต่งเป็นกลอนให้ วันนั้นพี่โจ๊วทั้งเป็นหวัดและจับไข้อยู่ แต่วันอื่นทั้งพี่โจ๊ว-ลุงแจ๋ว และสตูดิโอไม่ว่าง เราจึงจำเป็นต้องอัดให้ได้ ปรากฏว่า พี่โจ๊วพยายามอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่ลุงแจ๋วก็รู้สึกว่ายังไม่เป็นที่พอใจ แม้จะหาน้ำอุ่นมากลั้วคอสักเท่าไรก็ตาม

ในที่สุดลุงแจ๋วเลยบอกว่า “โจ๊วลองดูนี่สักหน่อยดีไหม ?” ว่าพลางก็ควักแบนเล็กๆ ประจำตัวออกมายื่นให้ พี่โจ๊วหยิบเอาแบนเล็กยกขึ้นจิบเพียวๆ อึกหนึ่ง นิ่งอยู่อึดใจหนึ่งก็บอกว่ารู้สึกลำคอและร่างกายซาบซ่าขึ้น พลางจิบเข้าไปอีกอึกหนึ่ง ลองขยับลูกคอดู ลุงแจ๋วบอกว่า “เออ ท่าจะเข้าทีแล้วนะ”

แล้วพี่โจ๊วก็เดินเข้าห้องอัดเสียง ลองร้องเที่ยวหนึ่ง ลุงแจ๋วกับพวกเราที่นั่งอยู่นอกห้องอัดเสียง ฟังเป็นเสียงแล้ว ลุงแจ๋วยกหัวแม่โป้งให้พี่โจ๊วที่อยู่ในห้องอัด “นี่คือเสียงของเพ็ญศรี พุ่มชูศรีละ” แล้วพี่โจ๊วก็ร้องสำเร็จเรียบร้อย พวกเราทุกคนถอนหายใจโล่งอกส่วนลุงแจ๋ว ยกแก้วขึ้นจิบอีกกรึ๊บ ก่อนจะพากันเดินออกไปร้านหาข้าวต้มร้อนๆ กินและคุยกัน ก่อนเต้ย (บูรพา อารัมภีร ตอนที่ยังไม่แสดงตัวเป็นนักร้อง) จะพาพ่อกลับบ้าน และพี่โจ๊วจะถูกคนขับรถคู่ชีพ (คุณพรรณี พุ่มชูศรี หรือคุณอี๊ด-น้องสาวพี่โจ๊ว) พากันหายไปในความมืด

ที่ข้าพเจ้าเขียนถึงเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่อ้างว่าศิลปินมักต้องดื่ม แต่ต้องการเน้นว่านักร้องนักแสดงนั้น การใช้เสียงเป็นสิ่งจำเป็น ฉะนั้นต้องรู้จักถนอมรักษาเสียงให้ถูกวิธี และไม่ฝืนทำงานที่ด้อยคุณภาพ นอกจากนั้น ยังย้ำให้เห็นว่าศิลปินนั้น ต้องมั่นคงกับประโยคอมตะที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “THE SHOW MUST GO ON” และที่ยืนยันความเป็นศิลปินแท้ เพราะต่อมาไม่นาน ท่านทั้งสองก็ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ครูสง่าด้านการแต่งเพลงไทยสากล

ตัดฉากข้ามมาที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2544 ซึ่งตรงกับครบรอบวันเกิดพี่อู๊ด เราเพื่อนพ้องน้องพี่จัดการแสดงตามโครงเรื่องและสคริพท์ที่พี่อู๊ดวางแนวให้ โดยให้ชื่อการแสดงชุดนั้นว่า “ชีวิตเหมือนละคร-50 ปีเพ็ญศรี-รพีพร” เนื่องจากเป็นปีที่ พี่ทั้งสองครองชีวิตเป็นคู่ทุกข์คู่ยากมาครบ 50 ปี ปีนั้น พี่อู๊ดไม่สบายไม่สามารถอยู่ร่วมงานได้ตลอด ได้แต่มารับแขกที่สนามข้างสำนักงาน สวช. ในตอนกลางวัน แล้วกลับศรีราชา การแสดงที่คนอื่นต้องแสดงแทนพี่ทั้งสองนั้นนอกจากพี่ชาลี อินทรวิจิตร และพี่สุเทพ วงศ์กำแหง สองศิลปินแห่งชาติที่แสดงเป็นตัวของตัวเองแล้ว พี่เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และพี่สวลี ผกาพันธุ์ สองศิลปินแห่งชาติที่มาแสดงบทของตัวเอง ก็ทำให้ทุกคนจับใจในการแสดง และบทร้องของทั้ง 4 ศิลปินแห่งชาติยิ่งนัก

โดยเฉพาะเพลง “หนามชีวิต” ที่ว่า “เกิดมาขื่นขมระทมอุรา…กลืนน้ำตา กินน้ำตา กินน้ำตาโศกาทุกวัน จะสุขอย่างไร จะสุขไฉนกันนั่น สุขเพียงในฝันหรือไร เปรียบดังชีวิตนั้นมีขวากหนาม ทรมานทารกรรม ทารกรรมฉันจนช้ำใจ กว่าเราจะตายกว่าเราจะตาย ไม่รู้เมื่อไหร่ โอ้ไฉน ชีวิตมันเป็นนายเรา มีแต่น้ำตามาปลอบหัวใจให้คลายความช้ำทุกค่ำเช้า เหมือนหนามชีวิต กรีดใจเป็นเป้าให้เราอับเฉาระทม” ( พี่โจ๊วร้องเพลงนี้ (แทนสืบเนื่อง กันภัย- นางเอก) ในภาพยนตร์เรื่อง “สวรรค์มืด” ที่พี่อู๊ดเป็นผู้สร้าง พี่สุเทพเป็นพระเอก) และพี่โจ๊วร้องเหมือนนึกถึงความจริงในชีวิต ได้อารมณ์จนมีคนสะอื้น และเช็ดน้ำตาตาม

พี่อู๊ดปรารภกับพวกเราเมื่อตอนไปสวัสดีปีใหม่ว่า อยากจัดงานเพื่อหาเงินไว้ให้องค์กรที่พี่อู๊ดรักอีก ใครจะคาดคิดว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา พี่อู๊ดจะจากพวกเราไปอย่างกะทันหัน ทั้งที่ในตอนกลางวัน น้องๆ จากสมาคมนักเขียน ฯ ไปรดน้ำขอพรวันสงกรานต์ ได้คุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ในตอนค่ำ ในระหว่างนั่งชมโทรทัศน์แล้วหัวเราะ พี่อู๊ดก็จากไปทั้งๆ มีความสุข แล้วอีกเดือนต่อมา วันนี้ 14 พฤษภาคมพี่โจ๊วซึ่งป่วยสารพัดโรค และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานาน ก็จากเราตามไปอีกคน ดูเหมือนพี่สองคนจะมีสัญญากันไว้ว่าจะตามไปเป็นคู่ทุกข์คู่ยากอีก

การจากไปของศิลปินแห่งชาติทั้งสอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเนื้อร้องบางตอนในเพลง “สุริยาลับฟ้า” ที่พี่โจ๊วร้อง ฟังแล้วแสนจะว้าเหว่

ขอให้บุญกุศลที่พี่ทั้งสองได้บำรุงบำเรอความสุขให้แก่ชาวโลกมานานหลายสิบปี (พี่อู๊ดอายุจะครบ 84 ปีใน 14 กรกฎาคมนี้ และพี่โจ๊ว จะครบ 78 ปี ในวันที่ 17 มิถุนายน ปีนี้ (เกิด 17 มิถุนายน 2472) จงดลบันดาลให้พี่ทั้งสองครองรักอย่างมีความสุขในสัมปรายภพเถิด



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/uKW08
เพิ่มเพื่อน