เล่นท้ายเล่ม

วิถีแห่งชีวิต


คนไทยในอดีตวันวาน มีวิถีชีวิตแตกต่างกว่าคนไทยวันนี้ ราวกับสีขาวและสีดำ ชีวิตของผู้คนแต่โบราณผูกพันกับพระสงฆ์อย่างมาก ไม่เหมือนทุกวันนี้ หาคนเข้าวัดน้อยลงทุกสถานที่

คนไทยเมื่อเกิดมาแล้วมักไว้จุก การไว้จุกให้แก่ลูกที่เกิดมานั้น เป็นการถือในเรื่องของดวงชะตาการโกนจุกแต่ละครั้ง จึงจำเป็นต้องหาฤกษ์ยาม หาเวลาที่เหมาะสม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เด็กที่จะได้รับการโกนจุก

งานโกนจุก เป็นพิธีทางสงฆ์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าภาพมักบอกบุญนี้ไปยังเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องเพื่อมาร่วมทำบุญด้วยกัน เช่นเดียวกับการบอกกล่าวงานบวช

งานนี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยเราหลังเกิดแล้วมักมีการทำดวงชะตา ราศี มีการจดจำจักรราศีที่สถิตของดวงอาทิตย์ และดาวพระเคราะห์ต่างๆ ในขณะเวลาเกิด วิธีนี้เป็นวิธีเก่าแก่มีมาแต่โบราณ

ดวงชะตา มีหน้าที่โดยตรงกับเจ้าของดวงชะตานั้น มีกิจกรรมต้องทำหลายอย่างเกี่ยวกับดวงชะตาของตน

เนื่องจากเวลากำหนดฤกษ์ยามเพื่อทำการให้เป็นสิริมงคล โหรก็ต้องเอาดวงชะตาของผู้นั้นมาตรวจสอบ เลือกเวลาที่พระเคราะห์โคจรสู่จักรราศี ต้องตามตำราว่าเป็นสิริมงคลแก่ชะตาของผู้นั้นไม่เพียงแต่เท่านี้ ยังพ่วงกิจกรรมอันเป็นหน้าที่เกี่ยวพันถึงประเทศชาติอีกต่างหาก เช่น แม่ทัพนายกองจะต้องยกทัพออกไปรบกับข้าศึก ก็ต้องดูฤกษ์ยามเพื่อให้กองทัพเกิดความเป็นสิริมงคล

แม้ในการปลูกบ้านเรือนของคนไทยในอดีตก็เช่นกัน ยังต้องกำหนดเวลาที่เป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของเรือน

นอกจากดวงชะตาราศี มีหน้าที่ร่วมในพิธีกรรมต่างๆ แล้ว ยังมีหน้าที่ใช้สำหรับการพยากรณ์ดีร้ายอันจะพึงเกิดขึ้นกับเจ้าของดวงชะตา ด้วยความเชื่อว่า เมื่อเวลาพระเคราะห์โคจรเข้าสู่จักรราศี เป็นต้นว่า พระเคราะห์ราหูโคจรเข้าสู่ราศีอันเป็นลัคนาของผู้ใด ผู้นั้นมักไม่มีความสุขจนกว่าพระราหูจะเคลื่อนพ้นจักรราศีนั้นไป

ความเชื่อตามวิถีชีวิตคนไทย ยังเชื่อไปถึงอายุขัยของเจ้าของดวงชะตา สั้นหรือยาว ดีหรือชั่ว

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่เติบโตขึ้น ก็มักจะพุ่งตรงไปสู่วัด หากอายุพอสมควรแก่การบวชเณรก็จะต้องได้รับการบวชเณร หรือมิฉะนั้นครบอายุบวชพระ ก็ต้องออกบวชเป็นประเพณี

พระสงฆ์ ของเรามี 2 สาย เป็นหลัก สายเมือง กับ สายป่า ทั้ง คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ

เป็นต้นว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมื่อเยาว์วัยได้อยู่ และศึกษาอักขรสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิปัสสนาธุระชาวเมืองเวียงจันทน์ วัดอินทรวิหารและเมื่ออายุได้ 12 ปี จึงบวชเป็นสามเณร และได้ย้ายไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดระฆังสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค เปรียญเอก วัดระฆัง) จนถึงระดับมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ได้รับการยกย่องว่า “หนังสือดี”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายคำว่า “หนังสือดี” ดังนี้

“ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าหนังสือดีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องได้เป็นเปรียญประโยคสูง หรือเป็นเปรียญประโยคสูงจะได้รับยกย่องว่าหนังสือดีไปทุกองค์ เพราะแปลหนังสือได้เป็นเปรียญประโยคสูงเป็นสำคัญเพียงว่า รู้ภาษาบาลีดี ความรู้หลักพระศาสนาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก จะรู้ได้แต่อ่านพระไตรปิฎก คุณธรรมที่ยกย่องว่ารู้หนังสือดีนั้น ท่านกำหนดว่าต้องบริบูรณ์ด้วยองค์ 2 คือ รู้ภาษาบาลีดี จนสามารถอ่านพระไตรปิฎกได้ถ่องแท้เป็นองค์ 1 กับต้องได้อ่านพระไตรปิฎกหมดทุกคัมภีร์ หรือโดยมาก เป็นองค์อีกอย่าง 1 จึงนับว่า “หนังสือดี”

คนไทยสมัยนั้น ใช้เงินตราดังนี้ คือ 2 อัฐเท่ากับ 1 ไพ 4 ไพ เท่ากับ 1 เฟื้อง 2 เฟื้อง เท่ากับ 1 สลึงและ 4 สลึง เป็น 1 บาท จึงมีสุภาษิตไทยโบราณว่า

“มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์”

ยุคสมัยของเจ้าประคุณสมเด็จโต มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ แฟง ชาวบ้านเรียกกันว่า “ยายแฟง” มีอาชีพเป็นหัวหน้าคุมซ่องโสเภณี ร่ำรวยมีเงินทองมากมาย ได้สร้างวัดขึ้นที่ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า “วัดใหม่ยายแฟง” ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น วัดคณิกาผล

เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว ยายแฟงก็จัดงานฉลอง นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโต มาเทศน์บอกอานิสงส์

เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็มาเทศน์ให้ ตอนหนึ่ง ท่านว่า

“ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ได้ผลานิสงส์บกพร่อง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่น ที่ไม่ชอบด้วยธรรมนิยม”

ถ้าเปรียบอานิสงส์ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น

เจ้าประคุณสมเด็จโต ยังว่าอีกด้วยว่า

“นี่ว่าอย่างเกรงใจกันนะ”

เล่ากันว่าคนฟังรู้สึกขบขันหัวเราะกันยกใหญ่ และว่ายายแฟงเคือง แต่ต่อมาภายหลังได้ตรองเห็นจริงตามที่เจ้าประคุณสมเด็จโตเทศน์ ยายแฟงก็หายเคือง

ส่วนทางสายป่า หรือ วิปัสสนาธุระ เป็นการเรียนรู้วิธีชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาจเล่าเรียนได้โดยไม่ต้องรู้ภาษามคธ มีความเชื่อกันว่าถ้าเรียนวิปัสสนาธุระชำนาญแล้ว ก็อาจจะทรงคุณวิเศษในทางวิทยาคมพระเถระชั้นผู้ใหญ่สายป่าที่สำคัญของคนไทยก็มี เจ้าประคุณพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

ท่านเกิดที่โขงเจียมเมืองอุบล เมื่ออายุ 15 ปี ก็บวชสามเณร บวชได้ 2 ปี จำเป็นต้องสึกออกมา แต่ได้กลับเข้ารับการบรรพชาเป็นพระอีกครั้ง เมื่ออายุ 22 ปี อยู่สำนักวิปัสสนากับท่านพระอาจารย์เสาร์กันตสีโล วัดเลียบ เมืองอุบล

พระอาจารย์มั่น มีความเพียรสูง ธุดงค์วัตรเป็นวัตรเดียวในชีวิตของพระอาจารย์ที่ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัตรตั้งแต่การถือผ้าบังสุกุล บิณฑบาตเป็นวัตร รับเฉพาะที่ได้มาในบาตร ฉันมื้อเดียว จนถึงการอยู่แต่ในป่าในเขา ในถ้ำ

กับวิถีชีวิตคนไทยสมัยนั้น พระสงฆ์สายวิปัสสนาธุระ เป็นของแปลกสำหรับราษฎรซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องการบำเพ็ญกรรมฐาน เวลาที่ชาวบ้านเห็นพระกรรมฐานธุดงค์มา ก็มักแตกตื่นและกลัวถึงขนาดเข้าไปหลบซ่อนตัวตามป่า ไม่กล้ามายืนซึ่งหน้า

ความรู้สึกอันนี้ บางครั้งก็ทำให้พระกรรมฐานลำบาก พอจะถามเส้นทางไปหมู่บ้านอื่นๆ หรือตำบลอื่นๆก็ไม่รู้จะถามชาวบ้านคนใดได้ เพราะเกรงกลัวพระกันหมด

ความกลัวของชาวบ้านนั้น เล่ากันว่า ถึงขนาดไม่เสียดายข้าวของของตนเอง ทิ้งหาบหรือสิ่งของบนบ่าลงกับพื้น หาที่หลบๆ ซ่อนๆ แม้เด็กเล็กก็ไม่ห่วงใย ปล่อยให้ยืนร้องไห้ ส่วนพระกรรมฐานรู้สึกไม่ดี ก็จะเร่งเดินเพื่อให้พ้นจากที่นั้นไปโดยเร็ว

เมื่อพระกรรมฐานผ่านไปแล้วนั่นแหละ จึงจะออกมาตามหาลูกหลานกันใหม่อีกครั้ง สภาพในตอนนั้นเหมือนกับเกิดสงครามบ้านแตกสาแหรกพัง

เชื่อกันว่า สิ่งที่ทำให้พวกชาวบ้านกลัวก็เพราะ กิริยาท่าทางของพระกรรมฐานส่วนใหญ่แล้ว สงบเยือกเย็นและขรึมด้วยอาการสำรวม ไม่แสดงความคุ้นเคยกับใครๆ สีผ้าสังฆาฏิ จีวร สบง อังสะ และบริขารอื่นก็ย้อมด้วยสีกรัก คือ สีแก่นขนุน ดูแล้วก็สมควรกลัวเกรง

นี้เป็นความแตกต่างระหว่างพระสายป่า กับพระสายเมือง ซึ่งวันนี้คนไทยก็ให้การเคารพนับถือแก่พระสงฆ์ไทยทั้ง 2 สาย หมดความเกรงกลัวกันต่อไป

หนำซ้ำเห็นพระกรรมฐานธุดงค์ที่ไหน ก็แทบจะรี่เข้าหาเพื่อขอเลขเด็ดประจำงวด

เข้าลอควิถีชีวิตคนไทยวันนี้ หวยบนดินเมื่อไรจะคลอด ?



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/M68IC
เพิ่มเพื่อน