ข่าวรอบโลก

เปิดเผยโฉมหน้าแล้ว


เปิดเผยโฉมหน้าแล้ว
รถเปิดประทุนแพงสุดสุด
ออกจำหน่ายปลายปีนี้

เยอรมนี-ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์เปิดเผยหน้าตา และรายละเอียดของรถสปอร์ทเปิดประทุนชื่อยาวเหยียด คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ แมคลาเรน เอสแอลอาร์ โรดสเตอร์ (MERCEDES-BENZ McLAREN SLR ROADSTER) ออกมาแล้ว พร้อมประกาศยืนยันว่า จะนำรถออกสู่ตลาดในเดือนกันยายนนี้ ด้วยค่าตัวที่คนรักรถเงินหนายังหนาว

หลังจากนำรถแนวคิด เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลอาร์ โรดสเตอร์ ออกอวดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2001 และปล่อยให้ผู้คนรอคอยอย่างยาวนานถึง 6 ปีเต็ม ในที่สุดค่าย “ดาวสามแฉก” ก็เปิดเผยโฉมหน้าของรถรุ่นนี้ผ่านเวบไซท์ พร้อมระบุรายละเอียดของตัวถัง เครื่องยนต์กลไก สมรรถนะความเร็ว แต่ยังไม่ยอมเปิดเผยสนนราคาค่าตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามคาดหมายกันว่า เมื่อออกจำหน่ายในเดือนกันยายน 2007 นี้ ค่าตัวเมื่อแปลงเป็นเงินไทย น่าจะอยู่ที่ระดับ 24 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้รถแบบนี้กลายเป็นรถเปิดประทุนค่าตัวแพงที่สุดในโลก เพราะรถเปิดประทุนสุดหรูซึ่งจะออกจำหน่ายตอนกลางปี คือ โรลล์ส-รอยศ์ แฟนทอม ดรอพเฮด คูเป (ROLLS-ROYCE PHANTOM DROPHEAD COUPE) ก็ยังตั้งค่าตัวไว้แค่ 18 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถคูเป เมร์เซเดส-เบนซ์ แมคลาเรน เอสแอลอาร์ (MERCEDES-BENZ McLAREN SLR) ซึ่งอยู่ตลาดมาตั้งแต่ปี 2003 รถเปิดประทุนค่าตัวแพงที่สุดในโลกคันนี้ เป็นรถตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นส่วนตัวถังต่างๆ นอกจากโครงสร้างรองรับเครื่องยนต์ 2 ชิ้นซึ่งทำจากอลูมิเนียม และโครงสร้างเหล็กกล้าอีก 2-3 ชิ้น ซึ่งช่วยป้องกันภัยเมื่อรถเกิดพลิกคว่ำแล้ว ล้วนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ทั้งสิ้น

ที่น่าประหลาดใจ และคนส่วนใหญ่คงไม่คาดคิดว่าจะได้พบในรถเปิดประทุนระดับนี้ คือ ประทุนหลังคา ซึ่งเป็นประทุนแบบอ่อนทำจากผ้าใบสังเคราะห์ ไม่ใช่ประทุนแข็งอย่างที่รถเปิดประทุนสมัยนี้ชอบใช้กัน แถมระบบเปิด/ปิดประทุนก็เป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ คือ ผู้ขับต้องใช้มือปลดลอคและยกขอบประทุนให้เผยอขึ้นเล็กน้อยเสียก่อน จากนั้นระบบเปิดประทุนโดยอัตโนมัติจึงจะเริ่มทำงาน เมร์เซเดส-เบนซ์ อธิบายว่า ระบบนี้เป็นการผสมผสานความสะดวกสบายและสไตล์คลาสสิคของรถเปิดประทุนเข้าด้วยกัน แถมยังมีข้อดีตรงที่ใช้เวลาในการเปิด/ปิดแต่ละครั้งสั้นกว่า 10 วินาที

เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้ายาวเหยียดและระบบเกียร์ ก็เป็นชุดที่เคยพบเคยเห็นกันมาแล้วในรถคูเป เมร์เซเดส-เบนซ์ แมคลาเรน เอสแอลอาร์ คือ เครื่องซูเพอร์ชาร์จ SOHC วี 8 สูบ 5,439 ซีซี ซึ่งพัฒนาโดยสำนัก AMG ให้กำลังสูงสุด 626 แรงม้า ที่ 6,500 รตน. และแรงบิดสูงสุด 79.6 กก.-ม.ที่ 3,250 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ

ไม่มีการระบุตัวเลขน้ำหนักตัว แต่เนื่องจากใช้เครื่องยนต์กลไกและมีสมรรถนะเหมือนรถคูเป จึงคาดหมายกันว่า น้ำหนักตัวคงไม่ผิดไปจากรถคูเปซึ่งมีน้ำหนักตัว 1,768 กก.สักกี่มากน้อย

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขตามตัวเลขของค่าย “ดาวสามแฉก” รถเปิดประทุนค่าตัวแพงที่สุดในโลกรุ่นนี้ ทำได้เหมือนรถคูเปทั้งตีนต้น และตีนปลาย นั่นคือ อัตราเร่ง 0-100 กม. ทำได้ใน 3.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ระดับ 332 กม./ชม.

โตโยตา ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกยอดขายช่วงไตรมาสแรกปี 2007 แซงหน้าค่าย จีเอม ไปแล้ว ญี่ปุ่น-โตโยตา ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มกิจการผลิตรถยนต์เมื่อ 7 ทศวรรษก่อนเปลี่ยนฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อทำยอดผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2007) ได้มากกว่า จีเอม หรือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (GENERAL MOTORS CORPORATION) ซึ่งยึดครองตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกต่อเนื่องกันมา 76 ปี

ตามตัวเลขที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2007 โตโยตา และรถทุกยี่ห้อซึ่งอยู่ในเครือข่าย คือ เลกซัส (LEXUS) ไซออน (SCION) ไดฮัทสุ (DAIHATSU) และ ฮีโน (HINO) สามารถผลิตรถได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 2.37 ล้านคัน ในขณะที่ค่าย จีเอม ซึ่งมีรถยนต์อยู่ในเครือข่ายมากมายถึง 12 ยี่ห้อ คือ บิวอิค (BUICK) แคดิลแลค (CADILLAC) เชฟโรเลต์ (CHEVROLET) แดวู (DAEWOO) จีเอมซี (GMC) โฮลเดน (HOLDEN) ฮัมเมอร์ (HUMMER) โอเพล (OPEL) พอนทิแอค (PONTIAC) ซาบ (SAAB) แซเทิร์น (SATURN) และ วอกซ์ฮอลล์ (VAUXHALL) มียอดผลิตทั่วโลกรวม 2.26 ล้านคัน วิจารณ์กันว่า ความสำเร็จครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลลัพธ์จากยอดขายในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12 เมื่อปีกลาย

นิตยสารรถยนต์ชั้นนำฉบับหนึ่งของยุโรปให้ความเห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นยืนยันตลอดมาว่า ไม่มีเจตจำนงที่จะทำยอดผลิตและยอดขายแซงหน้า จีเอม เพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก “เราไม่ได้ตั้งใจที่จะไล่ จีเอม ให้ทันในด้านปริมาณ แต่เราต้องการเป็นหมายเลขหนึ่งในด้านคุณภาพ” คัตสึอากิ วาตานาเบะ (KATSUAKI WATANABE) ประธานของค่าย โตโยตา เคยกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม โตโยตา ก็ใช่ว่าจะปลอดจากปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพ ในรอบปี 2006 ทั่วโลกยักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นต้องเรียกรถกลับคืนโรงงานเพื่อแก้ปัญหาถึง 1.76 ล้านคัน นาย วาตานาเบะ ได้กล่าวคำขอโทษในความบกพร่องนี้ผ่านสื่อมวลชน และให้คำสัญญาว่าจะแก้ไขข้อบกพร่องทั้งหมด

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ทรงความสำคัญยิ่งยวด โตโยตา พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองและวัฒนธรรม ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษหลังปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยอดขายของรถยนต์ยี่ห้อนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนเกิดการต่อต้านในลักษณะ ANTI-JAPANESE ขึ้นในเมืองมะกัน กลยุทธ์ที่ใช้มาแล้วหลายปีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี นั่นคือ การผลิตรถในพื้นที่ที่จะขายมัน ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ การสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ถึง 13 แห่งในสหรัฐอเมริกา และเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีการแต่งตั้งให้ นาย จิม พเรสส์ (JIM PRESS) นายใหญ่ของ โตโยตา ในอเมริกาเหนือ เป็นสมาชิกในคณะกรรมการบริหารของบริษัทในญี่ปุ่น

 

ย่อยข่าว

เยอรมนี-ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าของเครื่องหมายการค้า “สายฟ้า” เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถโอเพล อกีลา (OPEL AGILA) รุ่นใหม่แล้ว พร้อมประกาศยืนยันว่า จะนำรถออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท กลางเดือนกันยายน 2007 นี้ รถรุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 นี้ จะมีห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่ารถรุ่นเดิม เนื่องจากมีขนาดตัวถังยาว 3.740 ม. คือยาวกว่ารถรุ่นเดิมถึง 21 ซม. จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 3 ขนาด คือ เครื่อง 1.0 ลิตร 65 แรงม้า เครื่อง 1.2 ลิตร 86 แรงม้า และเครื่องดีเซลคอมมอนเรล 1.3 ลิตร 75 แรงม้า โดยใช้โรงงานของ จีเอมซึ่งตั้งอยู่ในเมือง เอสซ์เตร์กม (ESZTERGOM) ประเทศฮังการี เป็นที่ผลิต และมีกำหนดออกจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2008

เมื่อปีกลาย ในตลาดยุโรป โอเพล/วอกซ์ฮอลล์ จำหน่ายรถ โอเพล อกีลา ซึ่งผลิตตามแบบของรถ ซูซูกิ แวกอน อาร์ พลัส (SUZUKI WAGON R PLUS) ของญี่ปุ่น ได้เพียง 27,696 คัน คือ ลดลงถึงร้อยละ25 จากยอดขาย 37,077 คัน ในรอบปีก่อนหน้านั้น ในขณะที่ยอดขายของรถ ซูซูกิ ก็ลดลงจาก 15,887 คัน เป็น 5,167 คัน

 

เยอรมนี-นิตยสารรถยนต์ฉบับหนึ่งของเมืองมะกัน รายงานข่าวแบบ “ลึกแต่ไม่ลับ” ว่า การปรากฏตัวของรถสปอร์ท เอาดี อาร์ 8 (AUDI R8) ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อข้อตกลงระหว่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDES-BENZ) กับ บีเอมดับเบิลยู (BMW) ซึ่งมีข่าวเล่าลือว่า ได้ตกลงกันแบบสุภาพบุรุษหรือ GENTLEMAN’S AGREEMENT หลายปีแล้วว่า จะไม่ทำรถซึ่งเป็นคู่กับของรถ โพร์เช 911 (PORSCHE 911) เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตรถสปอร์ทรายนี้ยังทำธุรกิจอยู่ได้ การออกตลาดของรถ เอาดี อาร์ 8 ทำให้เหตุการณ์เปลี่ยน เพราะทั้ง 2 รายคงไม่ยอมปล่อยให้ เจ้าของเครื่องหมายการค้า “สี่ห่วง” คาบชิ้นปลามันไปเพียงรายเดียว และเมื่อเร็วๆ นี้ ทางฝ่าย บีเอมดับเบิลยู ก็เปิดเผยแล้วว่า กำลังรีบเร่งออกแบบรถรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นคู่แข่งกับรถ 911 ของค่าย โพร์เช

 

อังกฤษ-นาย นิโคไล สโมเลนสกี (NIKOLAI SMOLENSKI) นักธุรกิจหนุ่มชาวรัสเซีย ซึ่งซื้อกิจการผลิตรถสปอร์ท ทีวีอาร์ (TVR) จากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนอังกฤษ ได้ประกาศปิดโรงงานและยุติการผลิตรถยี่ห้อนี้ไปเสียแล้ว เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้

 

สาธารณรัฐจีน-ตามตัวเลขขององค์กรซึ่งมีชื่อว่า THE NATIONAL BUREAU OF STATISTICS ในปี 2006 จำนวนของรถยนต์ซึ่งอยู่ในครอบครองของเอกชนในเมืองจีนพุ่งขึ้นเป็น 29.25 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23.7 จากตัวเลขในปี 2005และตามตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์เมืองมะกัน มูลค่าของชิ้นส่วนรถยนต์ที่สาธารณรัฐจีนส่งไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 2006 เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2005 ถึงร้อยละ 28.1

 



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tAi0h
เพิ่มเพื่อน