ร่มไม้ชายศาล

“157”


มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพ่อแม่พี่น้องเป็นแฟนติดตามอ่านในสิ่งที่ผมขีดเขียนที่นี่ หรือที่อื่นๆ คงทราบว่าผมไม่นิยมลอกกฎหมาย มาตราโน่นนี่มาให้ท่านอ่าน เกรงว่าจะทำให้หาวเรอ จากภาษากฎหมายที่อ่านแล้วต้องตีความกันอีกครั้งหนึ่ง

บางกฎหมายบางมาตรา พอหยิบมาใช้ แล้วเจอลีลาศรีธนญชัยของคนไทยยุคนี้ ผลคือ เละเป็นโจ๊กหรือ ไม่ก็เจอทางตัน สางไม่ออก เหมือนรัฐบาลชุดคิดใหม่ๆ เขาประพฤติ ตันไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องจนโดนปฏิวัติไงท่านผู้ชม

การที่ผมยกเอามาโชว์ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ เจตนาให้ท่านสัมผัสโดยตรง เป็นบทมาตราที่ไม่ยาว และเป็นเสมือน “ยาครอบจักรวาล” พอชาวบ้านทะเลาะกับเจ้าหน้าที่หรือรัฐ ที่เขาทำหรือไม่ทำอะไรให้ถูกใจโก๋ จนถึงขั้นต้องราวี ก็จะมีการประกาศก้องร้องว่า

“อั๊วต้องเชคบิลล์ ต้องฟ้องเอาผิดพวกเอ็ง ตามมาตรา 157 ให้โดนเด้งกันไปเลย”

ถ้าจะว่าถึงโทษก็แค่ท้วมๆ ไม่ถึงขั้นรุนแรงอย่างเช่นประหารชีวิต เป็นความผิดระดับกลางๆ แต่ถ้าโดนลงโทษตามมาตรานี้จริง ย่อมมีผลตามมาที่ไม่สวยทางด้านวินัย เช่น โดนไล่ออก ปลดออกเท่ากับปลดหัวโขนซึ่งหวงแหนกันมาก ยังงี้เป็นต้น เมื่อเป็นไปถึงขั้นนั้น ชาวบ้านหรือคู่กรณีก็จะตีปีกพั่บๆ ชอบใจ ถือว่าเผด็จศึกแก้เผ็ดได้สำเร็จ

เอาละ โม้เกี่ยวกับมาตรา 157 มาหลายบรรทัดแล้ว ขอเข้าสู่เนื้อหาว่าด้วยคดีที่เป็นของจริงกันซะที

“นายกรุงเทพ” ตั้งชื่อได้เท่ดี ทำมาหากินอยู่กรุงเทพ ฯ นั่นแหละ เป็นเจ้าของรถแทกซีอยู่หลายคันอยู่มาคืนหนึ่ง มี “นายสารพัด” คนรู้จัก ชื่อประหลาดพอกันมาพบ พร้อมกับตำรวจชั้นนายร้อยตามมาประกบอีกนายหนึ่ง คือ “รตต. กำกับ” ชื่อก้าวหน้าไม่เบา โดนใครเรียกแต่ชื่อ ต้องนึกว่าหน้าอ่อนๆ แต่เป็นถึงผู้กำกับเชียวนิ เข้าใจทำ

นายสารพัด นำหนังสือฉบับหนึ่ง อ้างว่าเป็นใบมอบอำนาจของ นายเฮียก ที่ไหนไม่รู้ มาขอรับรถแทกซีจาก นายกรุงเทพ ไปคันหนึ่ง นายกรุงเทพ มึนงงไม่อยากให้ แต่เห็น รตต. กำกับแกแต่งเครื่องแบบเต็มยศ มายืนแยกเขี้ยวกำกับอยู่ด้วย จึงถือคติรู้หลบเป็นปีก เอาตัวให้รอดไว้ก่อน กัดฟันมอบรถให้เขาไป

หลังจากนั้นก็ติดตามถามข่าวจาก นายเฮียก ว่านายให้คนมาเอารถจากอั๊วใช่ไหม นายเฮียกบอกว่าไม่รู้เรื่อง สงสัยนายโดนหลอก เพราะคนไทยยุคนี้โดนหลอกง่ายมาก นายกรุงเทพจึงรู้ตัวว่าเสียท่า นายสารพัด อยากเปลี่ยนชื่อให้มันว่าสารพัดพิษ รีบแจ้นไปหาทนายความเพราะไม่อยากพึ่งบริการตำรวจที่ค่อนข้างโอ้เอ้ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ไม่มีก๊วยจั๊บ ให้ทนายยื่นฟ้อง นายสารพัด กับผู้หมวดกำกับ เป็นจำเลยต่อศาล ข้อหาหลัก คือ ร่วมกันปลอมใช้เอกสารปลอม กับข้อหาลักทรัพย์ และเล็งใส่ รตต. เป็นพิเศษ ด้วยข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เอาให้ดาวหลุดกันไปเลย

ราษฎรฟ้องเองไม่พึ่งอัยการ ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องซะก่อน ศาลเห็นว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล จึงประทับรับฟ้อง สั่งให้คนที่โดนฟ้องตกเป็นจำเลย

ศาลชั้นต้นไต่สวนจนเมื่อยขบเล็กน้อย แล้วมีคำสั่งว่า ข้อหาตามมาตรา 157 เล่นงาน รตต.กำกับ ไม่มีมูล รวมทั้งข้อหาปลอมเอกสารก็ไม่มีมูล เพราะ นายกรุงเทพ ยืนยันไม่ได้เห็นคนทั้ง 2 นั่งปลอมเอกสาร คงสั่งประทับรับฟ้อง ข้อหาใช้เอกสารปลอม และข้อหาร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้น

ทนายสะกิดเอว นายกรุงเทพ บอกว่าถ้าไม่อุทธรณ์ให้เอาผิด รตต. กำกับ คงจะไม่เหมาะเดี๋ยวหลุด ลำพังข้อหาใช้เอกสารปลอม และลักทรัพย์ อาจจะมัดคอ รตต. ไว้ไม่ได้นายกรุงเทพ พยักหน้าเอาตามที่ทนายชี้แนะ เรื่องถึงศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วไม่เห็นเป็นอย่างอื่น พิพากษายืน

เรื่องลากยาวถึงศาลฎีกา ทั้งๆ ที่อยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเท่านั้น นายกรุงเทพ กัดฟันค้าความ เพื่อเล่นงาน รตต. กำกับ ตามมาตรา 157 ให้จงได้ หน่อย แต่งเครื่องแบบไปกับ นายสารพัด หลอกเราเอารถยนต์ไปทั้งคัน ใหม่เอี่ยมซะด้วย

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้อย่างแน่วแน่ แล้วชี้ขาดออกมาว่า

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต้องได้ความว่า ไอ้ที่ไปทำผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต้องอยู่ในภาระหน้าที่ของเจ้าพนักงานหรือไอ้หมอนั่นตามกฎหมาย แล้วไปทำโดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือโดยทุจริตถ้าสิ่งที่ไปทำไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ชัวร์ แม้จะสวมเครื่องแบบอะไรก็ตาม

ข้อเท็จจริงที่ นายกรุงเทพ นำสืบแสดงต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ได้ความเพียงว่าขณะที่จำเลยทั้งสองมาเอารถจาก นายกรุงเทพ จำเลยที่ 2 คือ รตต. กำกับ แต่งเครื่องแบบตำรวจเท่านั้น แถมในคำบรรยายฎีกาของ นายกรุงเทพ ที่ทนายนั่นแหละทำให้ ยังยอมรับซะอีกว่า รตต. กำกับ ทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีอำนาจหน้าที่จะต้องทำ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการไปเอารถแทกซี ไม่ใช่การกระทำที่เกี่ยวกับหน้าที่ของ รตต. กำกับ ฟ้องข้อหาตามมาตรา 157 จึงไม่มีมูล ศาลล่างยกฟ้องถูกต้องแล้วละ

ศาลฎีกาต้องพิพากษายืน โดยไม่รู้สึกเมื่อย

ค่อยๆ ละเลียดอ่านช้าๆ แล้วจะเข้าใจถ่องแท้ ถ้าจะราวีใครด้วยมาตรา 157 ต้องเล็งให้เข้าองค์ประกอบ อย่าฟ้องส่งเดช เสียเวลาหากินเปล่าๆ จริงไหมพี่น้อง



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xlk01
เพิ่มเพื่อน