เกาะกระแส

โคมไฟ


นอกจากสปอยเลอร์ สเกิร์ทรอบคัน ล้อแมก ท่อไอเสีย และเกจวัดต่างๆ นานาแล้ว ผู้ที่ชอบการตกแต่งรถ คงจะไม่ลืมให้ความสนใจการเปลี่ยนโคมไฟให้เป็นแนว “ซิ่ง” หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าปัจจุบัน ทเรนด์ล่าสุดของโคมไฟแต่งเป็นอย่างไร และข้อที่ควรคำนึง คือ คุณภาพของที่ขายในบ้านเราเชื่อถือได้แค่ไหน

การเปลี่ยนโคมไฟของรถยนต์แต่ละรุ่น ปัจจุบันผู้ผลิตโคมไฟจะออกแบบมาตรงกับรุ่นของรถยนต์ และเปลี่ยนแทนกันได้ทันทีทั้งไฟหน้า และไฟท้าย ซึ่งไม่ต้องดิ้นรนดัดแปลงกันเองให้ยุ่งยาก และเสียเวลาเหมือนยุคก่อน ส่วนหลอดไฟก็มักจะเป็นจำพวก ซีนอน เอชไอดี และ โพรเจคเตอร์ ส่วนไฟท้ายจะต้องเป็น แอลอีดี เท่านั้นถึงจะทันยุค

ผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับ ปราโมทย์ พงษ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด ผู้นำเข้า และผลิตโคมไฟตกแต่งรถยนต์รายใหญ่ในบ้านเรายี่ห้อ ฟิทท์ (FITT) ได้ข้อสรุปมาอย่างนี้ครับ

 

ทเรนด์สุดฮิท

ทเรนด์ที่ฮิทสำหรับไฟหน้า ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าต้องเลนส์ใส และใช้จานฉายแบบมัลทิรีเฟลคเตอร์ หรือที่เรียกว่าตาเพชร เพื่อเปลี่ยนให้ดูสดใสขึ้น ต่างจากของเดิมที่ใช้เลนส์แบบลอนบังคับทิศทางแสง ซึ่งดูขมุกขมัวกว่า แต่ถ้าเป็นรถตระกูล บีเอมดับเบิลยู จะต้องมีไฟหรี่รูปวงแหวนล้อมรอบหลอดไฟแบบกลมข้างละ 2 ดวงให้เหมือนรุ่นใหม่ๆ ที่ออกแบบมาอย่างนี้ตั้งแต่โรงงาน

รถรุ่นใหม่ มีให้เลือกกันหลากหลายกว่ามากเลยละครับ แต่ที่มาแรงต้องเป็นโคมดำ และใช้ไฟแบบโพรเจคเตอร์ หรือ ซีนอน ถึงจะอินทเรนด์สุดๆ

ส่วนไฟท้าย ทั้งรถรุ่นเก่า และรุ่นใหม่มีโคม 2 แบบที่กำลังฮิท ก็คือ โคมดำ และโคมขาว แต่ที่เหมือนกันแน่นอนก็คือทั้งไฟเลี้ยว และไฟเบรคต้องเป็นสีขาวทั้งจานสะท้อน และตัวหลอด แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อเบรคหรือเปิดไฟเลี้ยว แสงจะออกมาขาวไปด้วยนะครับ สีของไฟที่ออกมาจะเป็นสีแดง และสีเหลืองตามกฎหมาย และที่ฮิทอีกอย่างก็คือ ไฟเลี้ยวจะต้องเป็นสีเหลืองเข้ม เหมือนรถในต่างประเทศ ที่นิยมใช้ไฟเลี้ยวสีจัดๆ และถ้าไม่อยากหลงกระแสต้องใช้หลอด แอลอีดี เท่านั้น ข้อดีของมันนอกจากติด/ดับไวกว่า ยังกินกระแสไฟน้อยอีกด้วย

 

ซื้ออย่างไร ให้ได้คุณภาพ

ถ้าคุณสนใจที่จะเปลี่ยนขึ้นมาจริงๆ เมื่อเดินเข้าไปที่ร้านประดับรถยนต์ คุณจะเห็นแคทาลอกที่พราวไปด้วยโคมไฟนานาชนิด พร้อมคำแนะนำสารพัด ทั้งยี่ห้อ และรูปแบบต่างๆ แต่สุดท้ายหลายคนจะลืมเหตุผล แล้วเลือกซื้อโคมไฟที่ความสวยถูกใจเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี

นอกจากเลือกที่ความสวย ถ้าคุณอยากใช้งานอย่างทนทาน มีมาตรฐาน มีวิธีการเลือกอย่างนี้ครับ

1. เลือกโดยดูจากเนื้องาน เช่น เลนส์ใสแจ๋วหรือไม่ ซีลกันน้ำตรงรอยต่อระหว่างเลนส์กับเบ้าของโคมซีลกันน้ำดีแค่ไหน สายไฟที่ใช้ และมาตรฐานของหลอดไฟเป็นอย่างไร ไม่ยากหรอกครับ ให้นำโคมไฟที่คุณจะซื้อ ไปเปรียบเทียบกับโคมไฟติดรถดู ถ้าแย่กว่ากันมากก็อย่าซื้อ

2. ถ้าดูไม่เป็น หรือไม่อยากยุ่งยาก ให้เลือกจากยี่ห้อ และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานรับรอง ยิ่งเจ้าที่เป็นผู้ผลิตป้อนบริษัทรถยนต์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ (OEM) ด้วยแล้ว ซื้อได้เลย เพราะกว่าจะผ่านมาตรฐานขนาดนี้ โรงงานผลิตจะต้องมีการทดสอบหลายรูปแบบ เช่น การทดสอบความคงทนต่อน้ำ/ฝุ่นละออง/กรดเกลือ/อุณหภูมิ และการสั่นสะเทือน เป็นต้น

3. การรับประกันคุณภาพ มีระยะเวลานานแค่ไหน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานมักจะมีการรับประกันสินค้าอย่างน้อย 1 ปี ส่วนศูนย์บริการก็ต้องได้มาตรฐาน มีอะไหล่พร้อมอยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นถึงร้านค้าทั่วไป หรือร้านที่เป็นของบริษัทผู้ผลิตก็ได้

 

หลอดไฟยุคใหม่ ไม่รู้ไม่ได้แล้ว !

เอชไอดี และ ซีนอน
HID (HIGHT INTENSITY DISCHARGE) แท้จริงแล้วไม่ต่างจากซีนอนสักนิด เป็นแค่ชื่อเรียกที่ต่างกันเอชไอดี เรียกจากระบบการทำงาน แบ่งตามประเภทเป็น หลอดเมทัลฮาไลด์ (METAL HALIDE LAMPS) หลอดโซเดียม (SODIUM DISCHARG LAMPS) และหลอดแสงจันทร์ (MERCURY LAMPS)

คำว่า ซีนอน เรียกตามชื่อแกส (XENON) ซึ่งเป็นธาตุที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น น้ำหนักมาก พบเพียงเล็กน้อยในบรรยากาศโลก ต้องมีตัวแปลงและควบคุมกระแสไฟ ที่เรียกว่า บัลลาสต์ เป็นตัวคั่นระหว่างสายไฟปกติก่อนต่อเข้าตัวหลอด แสงจะออกมาเป็นสีขาวนวล ข้อดีคือ สว่างกว่า เปิดติด และดับไวกว่า แต่ไม่สามารถใช้กับไฟสูงได้ เนื่องจากจะเปิดแต่ละทีต้องใช้เวลานาน การใช้ไฟสูงจึงต้องใช้ฮาโลเจนแบบเดิมเป็นตัวช่วย ยกเว้น ซีนอนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า (SOLENOID) ทำให้จุดโฟคัสหลอดไฟเปลี่ยนเป็นไฟสูงได้

ส่วนหลอดฮาโลเจนที่ให้แสงสีขาว (DAY LIGHT) เป็นแค่สไตล์ที่เหมือนกับซีนอน แต่แท้จริงก็คือฮาโลเจนที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีขาวเท่านั้น

 

แอลอีดี

LED (LIGHT-EMITTING DIODE) หลอดไฟชนิดนี้ผู้ผลิตรถยนต์ได้นำมาใช้เป็นไฟเบรค และไฟท้ายกับรถรุ่นใหม่ๆ ของตน เพราะสว่างกว่า ติดและดับไวกว่า ต่างกับหลอดไฟท้ายของรถรุ่นเก่าๆ อย่างชัดเจน ในอนาคตยังสามารถใช้เป็นตัวส่งสัญญานการหยุดรถ ให้กับเซนเซอร์ของรถคันหลังที่ติดตั้งระบบครูสคอนทโรล ในรถรุ่นใหม่ๆ ได้

 

อย่าลืมดู ! “ค่าความสว่าง” และ “ค่าความร้อน”

หลอดไฟที่คุณจะซื้อ เจ๋งแค่ไหน ดูได้จากค่าประสิทธิผล (ลูเมน/วัตต์) ค่านี้จะพิจารณาประสิทธิภาพของแสง ถ้าค่าลูเมนยิ่งมากยิ่งดี จะมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากลูเมน คือ ปริมาณแสงที่ปล่อยออกมาจากหลอด ส่วนวัตต์ คือ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการกำเนิดแสง ถ้าใช้กำลังไฟฟ้าน้อย แต่มีค่าลูเมนมากหลอดนั้นก็ยิ่งน่าซื้อ โดยสามารถดูตัวเลขนี้ได้ที่ตัวกล่อง หรือสอบถามจากผู้ขายได้เลย

ส่วนค่าความร้อน (ที่พูดกันง่าย ๆ ว่าค่า เค) เป็น ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนของวัสดุแต่ละชนิดซึ่งรวมถึงหลอดไฟด้วย ถ้าค่า เค มาก ยิ่งร้อนมาก ถ้าน้อย ก็จะร้อนน้อยกว่า โดยปกติแล้ว หลอดไฟแบบฮาโลเจนควรมีค่าความร้อนไม่เกิน…ส่วนหลอดไฟแบบซีนอนควรมีค่าความร้อนไม่เกิน…



------------------------------
เรื่องโดย : ศิธา เธียรถาวร
ภาพโดย : จินดา ลัยนันท์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : เกาะกระแส
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/B0lhd
เพิ่มเพื่อน