ประกันภัย

ประกันภัยรถยนต์กับคนรุ่นใหม่ (18)


ฉบับนี้จะขอคุยต่อจากฉบับที่แล้ว เรื่องการประกันภัยตาม พรบ. ที่มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) ปี 2550 โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกเครื่องหมายแสดงว่ามีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ และกรมการประกันภัยได้กำหนด แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่4) ปี 2550 ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนักสำหรับการปฏิบัติตามกฎหมาย และประชาชนก็ยังสับสนเพราะยังมีการประชาสัมพันธ์อย่างจริงๆ จังเลย

เรามาย้อนดูเจตนารมณ์ และหลักการเบื้องต้นของการประกันภัยตาม พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ปี 2535 อีกครั้ง นะครับ เพื่อจะได้เข้าใจ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ใครได้อะไร ใครเสียอะไร โดยเฉพาะประชาชนผู้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายจะได้รับการดูแลเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไรบ้าง

การประกันภัยตาม พรบ. เป็นการประกันภัยรถภาคบังคับ (COMPULSORY MOTOR INSURANCE) หมายถึง การประกันภัยรถประเภทที่กฎหมายให้เจ้าของรถซึ่งใช้ หรือมีรถไว้เพื่อใช้ ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย โดยประกันภัยกับบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทการประกันภัยรถ โดยรัฐบาลมีเจตจำนงเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชนที่ประสบภัยเป็นสำคัญ

เจตนารมณ์ และเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย ปี 2535 เนื่องจาก ปรากฏว่าอุบัติเหตุอันเกิดจากรถ ได้ทวีจำนวนมากขั้นในแต่ละปีเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยผู้ประสบภัยดังกล่าวไม่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย หรือได้รับชดใช้ค่าเสียหายไม่คุ้มกับความเสียหายที่ได้รับจริง และหากผู้ประสบภัยจะใช้สิทธิทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายก็จะต้องใช้เวลาดำเนินคดียาวนาย ดั้งนั้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอน และทันท่วงทีสมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จากเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติ ฯ ดังกล่าว และนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้อาจสรุปเหตุผลและนโยบายในการตราพระราชบัญญัติฯ ของรัฐบาลในขณะนั้นได้ดังนี้ คือ (1) เพื่อคุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งได้รับอันตรายความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย ให้ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย และค่าเสียหายเบื้องต้นอย่างทันท่วงที และแน่นอนจึงต้องตราพระราชบัญญัติ นี้ขึ้นมาบังคับ (2) เพื่อให้พระราชบัญญัตินี้เป็นหลักประกันว่าผู้ประสบภัยจากรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย และค่าเสียหายเบื้องต้นอย่างแน่นอน และทันท่วงที และเป็นหลักประกันได้ว่าสถานพยาบาลทุกแห่งจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน และรวดเร็วในการรับรักษาพยาบาลแต่ผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าว (3) เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจประกันภัย ให้มีส่วนร่วมในการแบ่งเบาค่าเสียหายของผู้ประกันภัยอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุจากรถ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยบรรเทาภาระความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย และครอบครัว แล้ว ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในด้านสวัสดิการสงเคราะห์อีกด้วย

ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พรบ.)
1. เจ้าของรถ (ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ)
2. ผู้เช่าซื้อรถ (ผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ)
3. เจ้าของรถซึ่งนำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวการฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถปี 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พรบ. ได้แก่ รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหารที่เจ้าของมีไว้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ (ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใน พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัย (ฉบับที่ 4))

ดังนั้น รถบางประเภทที่กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ให้จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พรบ.

ผู้มีสิทธิรับประโยชน์ประกันตาม พรบ.
1. ผู้ประสบภัยจากรถอันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พรบ. นี้ 2. ทายาทของผู้ประสบภัยข้างต้น กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิตสำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยนั้น (ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาหลายครั้ง) เนื่องจากเป็นการประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องทำประกันภัยความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย รัฐจึงกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยภาคบังคับนี้ให้ต่ำที่สุด เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการประกันภัยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงภาคธุรกิจ โดยให้สอดคล้องกับสภาพความเสี่ยงภัยของรถเพื่อให้ธุรกิจที่รับประกันภัยประเภทนี้สามารถดำเนินการรับประกันภัยได้ด้วย จึงเป็นที่มาของหลัก NO LOSS NO PROFIT คือ หลักของไม่ขาดทุนแต่ไม่ได้กำไร ซึ่งในการประกาศอัตราเบี้ยประกันภัยรถตาม พรบ. กรมการประกันภัยได้มีการพิจารณาทบทวน และปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงในปัจจุบันเป็นระยะๆ เช่น การเพิ่ม และลดอัตราเบี้ยประ
กันภัยของรถบางประเภท หรือการเพิ่มค่าเสียหายเบื้องต้น (15,000 เป็น 35,000 บาท) และค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน (จาก 80,000 เป็น 100,000 บาท กรณีเสียชีวิต) และ ปัจจุบันกรมการประกันภัยมีสั่งนายทะเบียนกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย พรบ. เป็นอัตราเบี้ยคงที่อัตราเดียว แยกตามประเภทรถ และลักษณะการใช้รถ บริษัทไม่สามารถคิดเบี้ยประกันภัยต่างจากที่นายทะเบียนกำหนดได้

วิธีการจัดทำประกันภัย
1. ถ่ายเอกสารคู่มือการจดทะเบียนรถ และบัตรประจำตัวประชาชน
2. นำเอกสารไปติดต่อบริษัทประกันภัยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ประกันภัยรถ รวมถึงสาขาของบริษัททั่วประเทศ แจ้งความประสงค์ของทำประกันภัยรถตามกฎหมาย
3. รับกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งจะเป็นใบเสร็จรับเงินด้วย
4. รับเครื่องหมายแสดงว่ามีการประกันภัย พร้อมตรวจสอบข้อมูลบนเครื่องหมายให้ถูกต้อง เช่น ชื่อบริษัทประกันภัย ชื่อรถ หมายเลขทะเบียนรถ หมายเลขตัวถัง ระยะเวลาสิ้นสุด และนำไปติดไว้ที่กระจกรถด้านใน หรือหากเป็นรถประเภทอื่นที่ไม่ใช่รถยนต์ต้องติดไว้ในที่ๆ สามารถเห็นไปได้ชัดเจนที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเป็นหลักการ เจตนารมณ์และแนวทางปฏิบัติตาม พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยปี 2535 ซึ่งได้ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนมาถึง 3 ฉบับแล้ว แต่ละครั้งที่มีการแก้ไขปรับปรุงก็สามารถแก้ไขปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด ในขณะที่ปัญหาใหญ่ๆ โดยเฉพาะผลประโยชน์ก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไขไป ปํญหาการหาผลประโยชน์จากการประกันภัยตามพรบ. มิได้ลดละไป แต่ในฉบับที่ 4 ที่มีการแก้ไขสุดท้ายครั้งนี้ ดูเหมือนว่าผลประโยชน์อาจจะเปลี่ยนมือจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง หรือมิฉะนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มผู้เข้ามาหาประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้ แต่ในแง่ประชาชานั้นจะเป็นอย่างไร เราจะมาคุยกันต่อในฉบับหน้านะครับ คอยติดตามต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xc1hS
เพิ่มเพื่อน