รู้ลึกเรื่องรถ

เชื้อเพลิงสำหรับอนาคต


เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าใครบอกเราว่า อีก 10 กว่าปีรถแข่งใช้เครื่องดีเซล จะเข้าเส้นชัยก่อนรถที่ใช้เครื่องเบนซิน เราคงบอกว่าคนที่พูดต้อง “เพี้ยน” เข้าขั้นแน่ๆ แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นความจริงไปแล้วในวันนี้ รถแข่งใช้เครื่องดีเซลของ เอาดี กวาดรางวัลในสนามแข่ง ในระดับที่โรงงานสร้างรถและเครื่องยนต์แข่งระดับโลกอย่าง โพร์เช ไม่กล้าส่งรถเครื่องยนต์เบนซินในรุ่นเดียวกันลงสู้

นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับแข่งความเร็วของ เอาดี จะถูกออกแบบมาอย่างพิเศษสุดแล้วเชื้อเพลิงที่ใช้ก็พิเศษเหมือนกันครับ ไม่ใช่น้ำมันดีเซลที่กลั่นมาจากน้ำมันดิบแบบที่พวกเราใช้กันอยู่ และก็ไม่ใช่ไบโอดีเซลจากพืช ที่กำลังเป็นเรื่องที่มีคนสนใจกันทั่วโลกขนาดนี้ แต่เป็นน้ำมันดีเซลพิเศษ สังเคราะห์มาจากแกสธรรมชาติ หรือ CNG (ที่พวกเรากำลังถูกหลอกให้ติดตั้งอุปกรณ์ชุดละเกินครึ่งแสนโดยหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่สร้างปั๊มไว้ให้เติม) เมื่อเป็นน้ำมันที่ได้จากการสังเคราะห์ จึงมีคุณสมบัติด้านดี สูงกว่า และด้านแย่ ต่ำกว่าน้ำมันที่ได้จากการกลั่น เช่นลุกไหม้ได้เร็วกว่า ให้พลังงานสูงกว่า ซึ่งหมายถึงความประหยัดเชื้อเพลิงในสนามแข่ง และสารพิษในไอเสียก็น้อยกว่าด้วย

ผมนำมาเล่าพอให้เห็นศักยภาพของเชื้อเพลิงในอนาคตของพวกเราเท่านั้น จุดประสงค์ของเรื่องนี้คือ การแนะนำเชื้อเพลิงต่างๆ สำหรับรถของพวกเรา ที่กำลังทำให้พวกเรางุนงง ทั้งโดยชื่อที่เรียกและที่มาของบรรดาเชื้อเพลิงเหล่านี้ รวมทั้งเชื้อเพลิงที่ยังไม่เป็นข่าวในเมืองไทย แต่มีศักยภาพสำหรับอนาคตด้วย

ผมขอแนะนำแบบไม่เป็นทางการ และไม่เป็นวิชาการด้วย เพราะไม่ใช่หน้าที่ของนิตยสารนี้ เอาแบบอ่านง่าย จบแล้วรู้จัก ได้ภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น พอไปคุยกับคนอื่นได้ หรือจับโกหกพวกที่มา “มั่ว” หรือคุยโม้ให้พวกเราฟังกันก็พอนะครับ

ถ้าดูกลุ่มแรก จะพบเชื้อเพลิงที่ใช้กัน “แพร่หลาย” 3 อย่างด้วยกัน คือ เบนซิน ดีเซล และแกสหุงต้มที่แทกซีเกือบทุกคันใช้กันอยู่ ถ้ารวมของใหม่ ก็จะมีแกสธรรมชาติเพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างที่ 4 ข้อดีและข้อเสียของแกสทั้ง 2 อย่าง ผมได้นำเสนอไปแล้ว สำหรับคราวนี้ขอแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้อ่านแบบคร่าวๆ ครับ

แกสหุงต้ม หรือ แอลพีจี (LPG) ประกอบด้วยแกสโพรเพน และบิวเทนเป็นส่วนใหญ่ อัดด้วยความดันไม่มากในอุณหภูมิ “ปกติ” ก็จะกลายเป็นของเหลวได้ ทำให้ได้ปริมาณเชื้อเพลิงมากในถังบรรจุที่ไม่ใหญ่มากนัก เช่น 50 ถึง 80 ลิตรในรถเก๋งของพวกเรา ใช้แล้วประหยัดค่าเชื้อเพลิงราว 60 % เมื่อเทียบกับเบนซิน ถ้าระบบจ่ายแกสแม่นยำพอ เช่น ชุดดัดแปลงที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “แบบหัวฉีด”

เผาไหม้ได้หมดจนแทบไม่มีเขม่า น้ำมันเครื่องจึงสะอาดกว่าตอนใช้เบนซินหลายเท่า ใครที่ใช้สามารถยืดอายุใช้งานน้ำมันเครื่องเป็น 2 ถึง 3 เท่าได้เลย เช่น จากทุกๆ 8,000 กม เป็น 16,000 หรือเกิน 20,000 ไปหน่อยก็ยังสบาย

ข้อเสีย คือ ที่เก็บของท้ายรถ ถูกถังแกสกินที่ไปพอสมควร กับหาปั๊มที่ทันสมัย พนักงานบริการดีๆไม่ได้เลย เพราะรัฐบาลกลัวประชาชนนิยมใช้ แล้วจะขายแกสธรรมชาติไม่ได้ จึงไม่อนุญาตให้ตั้งปั๊มใหม่ เวลาเข้าไปเติมแกสหุงต้ม เราก็จะพบแต่ปั๊มโกโรโกโส พนักงานบริการแย่ บางทีก็เตะถีบกันต่อหน้าลูกค้า พวกนี้เป็นคนไทย ถ้าเรียบร้อยหน่อย ก็อาจพูดภาษาไทยกับเราไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นแรงงานเถื่อนจากพม่า พวกนี้ยังไม่ “ซ่า” เพราะกลัวถูกจับเนรเทศกลับ ด่ากันภาษาไทยก็ยังไม่เป็นเวลาที่เติมก็ค่อนข้างมาก เพราะช่วงที่ใกล้เต็ม ความดันในถังของเราจะต่างจากความดันของปั๊มไม่มาก แกส (ในสถานะของเหลว) จึงไหลเข้าช้า ต่างจากการเติมเบนซินหรือดีเซล เพราะอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกในการป้อนเชื้อเพลิงเข้าถัง

ผมเห็นพวกคนขับแทกซี เขย่ารถกันจนหอบ เพราะนึกว่าจะทำให้แกสไหลเข้าเร็ว หรือเข้าได้มากแล้วก็สังเวชใจครับ ใครช่วยเอาไปทำมุกโฆษณาสินค้า แบบที่ให้ความรู้แพร่หลายทางโทรทัศน์เสียทีก็ดีครับ บางคนมาสอนให้ผมเขย่ารถตอนเติมเสียด้วย ถึงจะทำใจกับปัญหาเหล่านี้ได้แล้วก็ยังต้องบอกว่าหาปั๊มเติมได้ยากกว่าปั๊มเบนซินหรือดีเซลอยู่ดี และถึงเจอแล้ว ก็อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แทกซีนิยมมาเติม รถจะล้นออกมาถึงนอกปั๊ม ใครใช้เชื้อเพลิงนี้ จะต้องจำเวลาที่ปลอดแทกซีไว้ให้แม่น

แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีผู้ทำใจรับความไม่สะดวกต่างๆ เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะความประหยัดค่าเชื้อเพลิง ระดับ 60 % นี่แหละครับ คือ เคยเติมเบนซิน 1,000 บาท ก็จะต้องจ่ายค่าแกสเพียง 400 บาทเท่านั้น ถ้าขับรถแต่ละวันเป็นระยะทางไกลหน่อยก็จะคุ้มทุน คือ ได้ค่าชุดใช้แกสจากความประหยัดคืนมาในเวลาราวๆ เกือบปี ถึง ปีครึ่ง

ถึงจะ 2 ปีกว่าจึงคุ้มก็ไม่แปลกครับ เวลาผ่านไปตลอดเวลาแต่ละปีจึงเร็วมากในความรู้สึกของพวกเรา ใครที่คำนวณแล้วว่าคุ้ม ก็รีบไปหาร้านหรือบริษัทที่ไว้วางใจได้ เพื่อติดตั้งทันทีดีกว่าผมเห็นแต่คนไทยใจโลเลเป็นส่วนใหญ่ พอราคาเบนซินลงมาหน่อย ก็เปลี่ยนใจแล้ว อีก 2 เดือนต่อมา พอราคาขยับขึ้นก็เริ่มสอบถามหาข้อมูลใหม่ กว่าจะพอใจเบนซินลดราคาอีกแล้ว แล้วยังมีระดับมาตรฐานในใจ ที่แปรเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ด้วย เช่น เมื่อ 2 ปีที่แล้ว บอกว่าเบนซินลิตรละ 20 บาท เป็นราคา “ปกติ” ที่ทนได้หรือรับได้ ถ้าถึง 25 บาทเมื่อไรถือว่า “โหด” วันนี้ขยับมาเป็นราคาปกติที่ประมาณ 25 บาท บางคนเริ่มออกปากว่าถูกเสียด้วย แล้วขยับระดับ “โหด” หรือแพงจนทนไม่ไหว รับไม่ได้ ไปอยู่ที่ 30 บาท

ไร้สาระครับ อย่าให้ตัวเลขมันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกหรือการตัดสินใจของเราครับ ลิตรละ 28 บาท 90 สตางค์ มันก็แพงเกือบเหมือน 30 บาทอยู่ดี

การเลือกใช้ชุดแกสนั้นง่ายมาก ถ้าไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณจริงๆ ผมขอแนะนำให้ใช้ระบบหัวฉีดเท่านั้น เพราะปลอดภัยกว่า ประหยัดเชื้อเพลิงกว่า และใช้งานง่ายกว่าด้วย ถ้าคิดว่าราคาระดับเกือบ 5 หมื่นบาท หรือเกินไปไม่มาก สำหรับเครื่องยนต์ 4 สูบ ยังสูงเกินไปอนุโลมให้ใช้แบบมิกเซอร์ หรือที่เรียกกันแพร่หลายว่าแบบ “หัวดูด” ได้มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นของใหม่ทั้งชุดครับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรงอุปกรณ์เหล่านี้ตรวจสอบสภาพลำบาก ว่ายังเหลืออายุใช้งานอีกเท่าใด และสภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร เอาเป็นว่า ถ้าเราซื้อรถใช้แล้วราคาหลายแสนไหว หรือแม้แต่ซื้อรถขนาดเล็กใหม่เอี่ยมไหว เราก็ต้องเพิ่มเงินซื้อชุดใช้แกสแบบหัวฉีดไหวเหมือนกัน

ข้อสำคัญอย่าไปคิดตามกระแสความนิยม ถ้าใช้รถขนาดเล็ก ระยะทางแต่ละวันก็สั้น โอกาสที่จะคุ้มทุนอาจจะน้อยมาก วิธีตัดสินใจนั้นง่ายมากครับ ไม่ต้องไปคิดเลขกันมากมายให้ปวดหัว ดูค่าเบนซินต่อเดือนแล้วคูณด้วย 0.6 เช่น เดือนละ 5,000 บาท ก็จะได้ 3,000 บาทเป็นเงินที่ประหยัดได้ แล้วเอาราคาชุดใช้แกสตั้ง เช่น 50,000 บาท หารด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน (คือ 3,000 ในตัวอย่าง) ก็จะได้จำนวนเดือนที่ใช้รถจนกว่าจะประหยัดคุ้มทุนที่ลงไปในที่นี้คือเกือบ 17 เดือน หรือ 1 ปี กับเกือบ 5 เดือน ก็ไม่ถือว่านานครับ หลังจากนั้นก็จะเหลือเงินไปใช้อย่างอื่นเดือนละ 3,000 บาท แต่ต้องแลกกับความไม่สะดวกทั้งหลายในการเติมแกสที่ปั๊ม

ส่วนแกสธรรมชาติอัด หรือ ซีเอนจี (CNG) นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องถูกอัดอยู่ภายใต้ความดันสูงจึงจะได้ “เนื้อ” หรือ “ปริมาณแกส” ในระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้งาน เพราะมันไม่ยอมเปลี่ยนสถานะไปเป็นของเหลว ที่อุณหภูมิ “ปกติ” รอบตัวเราเหมือนอย่างแกสหุงต้ม ถ้าต้องการให้เหลวก็ต้องลดอุณหภูมิให้เย็นจัดถึงขั้นติดลบเป็นร้อยๆ องศาเซลเซียส ถ้าจะอัดมันให้ได้ปริมาณมากเท่าใด ก็ต้องเพิ่มความดันมากขึ้นเท่านั้น ถังบรรจุแกสธรรมชาติที่ทำจากเหล็ก จึงต้องมีผนังหนาปึ้กแบบที่ใช้กันในรถเก๋ง ก็หนาราวๆ หนึ่งนิ้ว น้ำหนักถังเปล่าก็ 80 กก. เข้าไปแล้ว ปริมาณแกสที่ประจุได้ก็ไม่มากนัก สำหรับเนื้อที่ในรถเก๋ง จะจุแกสได้ราว 15 กก. ซึ่งก็ขับได้ระยะทางราวๆ 100 กม. เศษเท่านั้น

อย่าลืมว่าเราไม่สามารถใช้มันจนหมดเกลี้ยงทั้ง 15 กก. นะครับ รัฐบาลบอกประชาชนว่าก่อน 1 มกราคม ปีนี้ จะมีปั๊มแกสธรรมชาติให้เติมทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 200 ปั๊ม มีผู้รู้ในวงการบอกว่าวันนี้ที่เลยกำหนดมาเกือบครึ่งปีแล้ว มีปั๊มที่ให้บริการได้ไม่ถึง 50 ปั๊ม ถึงราคาเชื้อเพลิงจะถูกกว่าแกสหุงต้ม แต่ถ้าแกสหมดกลางทางแล้ว หาที่เติมไม่ได้ ต้องใช้เบนซินชั่วคราว ข้อได้เปรียบที่ว่าก็หมดไป

ใครที่จะติดตั้งชุดแกสธรรมชาติ ซึ่งราคาสูงกว่าชุดที่ใช้แกสหุงต้มอยู่ไม่มากนัก เพราะถังราคาสูงกว่า ผมขอแนะนำวิธีทดสอบความพร้อมง่ายๆ ครับ ลองใช้งานในสภาพปกติประจำวัน แล้วตั้งมาตรวัดระยะทางชั่วคราว หรือทริพมิเตอร์ไว้ที่ศูนย์ เมื่อถึงระยะ 100 ถึง 120 กม. คุณต้องสามารถหาปั๊มจำหน่ายแกสธรรมชาติได้ โดยไม่ต้องขับรถออกนอกเส้นทางเป็นพิเศษ

ถ้าผ่านเงื่อนไขนี้ คุณจึงเข้าข่ายผู้ที่สมควรใช้แกสธรรมชาติได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วคุณจะยังเป็นผู้โชคดีพิเศษ ระดับน้อยกว่า 1 ใน 100 ของผู้ใช้รถ ที่สามารถหาปั๊มแกสธรรมชาติเติมได้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ขอย้อนกลับไปหาแกสหุงต้มอีกหน่อยครับ เนื่องจากมันอยู่ในสถานะของเหลว เราจึงตวงปริมาตรขณะจำหน่ายได้ ปั๊มแกสหุงต้มจึงขายแกสนี้ในราคาบาท/ลิตร ส่วนแกสธรรมชาติที่ไม่ยอมเหลวใน “อุณหภูมิปกติ” จะถูกขายในราคาบาท/กก. เพราะในปริมาตรเท่ากัน มวลหรือปริมาณของแกสจะแปรเปลี่ยนไปตามความดัน ส่วนแกสหุงต้ม ที่จำหน่ายเพื่อการหุงต้มจริงๆ นั้น เนื่องจากถูกบรรจุมาจากโรงงาน ที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้เหมือนกับการเติมเชื้อเพลิงของรถที่ปั๊มจึงต้องจำหน่ายแกสในราคาบาท/กก.

ซึ่งเราสามารถใช้ตาชั่งตรวจสอบได้ โดยเอาน้ำหนักถังเปล่าลบออก ราคาแกสหุงต้มตามปั๊มประมาณเกือบ 10 บาท/ลิตร ในขณะที่ราคาแกสหุงต้มตามร้านจำหน่าย ประมาณเกือบ 20 บาท/1 กก. ถ้าคำนวณจากค่าความหนาแน่นของแกสนี้แล้ว

มันก็คือราคาเดียวกันนั่นเองครับ มีคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ คิดว่าแกสหุงต้มที่ปั๊มเติมยานพาหนะนั้นราคาครึ่งเดียวของที่ขายตามร้าน ถึงขั้นมีการดัดแปลงหัวเติม แล้วลักลอบไปซื้อตามปั๊มกันยามวิกาลซึ่งผิดกฎหมายด้วย นี่ก็เป็นปัญหาตัวอย่างของระดับการศึกษาของประชาชน และการให้ความรู้ที่ถูกต้องโดยหน่วยงานของรัฐ ใครที่ทำเช่นนี้นอกจากจะไม่ได้ประหยัดค่าเชื้อเพลิงหุงต้มเลยแล้วยังเหนื่อยเปล่า และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมอีกด้วย

เนื้อที่หมดพอดี ยังเหลือเชื้อเพลิงที่สำคัญสำหรับปัจจุบัน และอนาคตอยู่อีก 7-8 อย่าง ขอผลัดไปเล่าต่อในฉบับหน้าครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2550
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/sHfxT
เพิ่มเพื่อน