มาตรวัดตลาดรถ

อาการยังทรง


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือนมีนาคม ปี ’50 กับ ’49

ตลาดรวม ลด 15.2 %
รถยนต์นั่ง ลด 16.8 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ลด 14.3 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) ลด 26.4 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ลด 2.0 %

 

ไตรมาสแรกของปีนี้ ดูท่าทางว่าสภาพตลาดรถยนต์โดยรวม จะยังทรงตัวไปในทางถดถอยเล็กน้อยแม้ว่าเดือน 3 ของปี ตัวเลขจะพอกระเตื้องขึ้นมา พอให้ได้เห็นรอยยิ้มของคนแถวตึกนันทวัน กับแถวเลครัชดาบ้าง แต่คนแถวอื่นหน้าตายังไม่ค่อยรับแขกเท่าไรนัก เพราะรวม 3 เดือนแล้ว ยอดยังลดไปเยอะ

 

ที่ว่าเป็นอย่างนั้น เพราะมีที่ดูท่าทางว่ายิ้มออก เพราะตัวเลขได้เพิ่มขึ้นอยู่เพียงเจ้า 2 เจ้า นอกนั้นยังคงออกอาการเซกันอยู่

 

ดูจากสภาวะเศรษฐกิจ ที่แม้ว่าท่านนายกจะไปเซ็นสัญญาเป็นมิตรภาพทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ตามที สภาพโดยรวมก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นทันทีทันใด เพราะการจะเคลื่อนย้าย หรือไปสร้างโรงงานใหม่ที่ไหนก็ตาม เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนระยะยาว อย่างน้อยที่สุดก็มี 3 ปีเป็นอย่างเร็วไหนจะซื้อที่ดินตั้งโรงงาน ไหนจะหาแนวร่วมทางการค้า ไม่ใช่ว่าโรงงานผลิตชิ้นส่วนจะไปตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งนา ไกลผู้ไกลคน ถ้าเป็นไปได้ โรงงานก็ควรอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ที่มีส่วนลดหย่อนทางภาษีมั่ง อยู่ใกล้โรงงานประกอบที่จะต้องส่งชิ้นส่วนไปให้มั่ง ผลิตชิ้นส่วนเสร็จแล้วจะไปขายใคร สารพัดที่จะต้องวางแผน

 

แถมฟากทางผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของเรา ก็เอาแต่ร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ ทั้งที่ตามข้อตกลงทางการค้า ยังมีระยะเวลาปรับตัวอีกอย่างน้อยก็มี 5 ปี แต่จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่ประเทศของเรามีการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าขณะเดียวกันทั้งสิ้น 7 ประเทศไม่รวมถึงการที่ทุกชาติในนามของกลุ่มอาเซียน ต้องทำข้อตกลงกับอีกหลายประเทศเช่นเดียวกัน

 

ผลการศึกษา ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยกับออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น อินเดีย นิวซีแลนด์ และเปรู พบว่าหากมีการลดอัตราภาษีศุลกากรทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมกับคู่สัญญาแล้ว ประเทศไทยจะมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการนำเข้าและส่งออก

 

สำหรับในกรณีที่ประเทศไทยเปิดเสรีการค้ากับทั้ง 7 ประเทศในเวลาเดียวกันนั้น ภาคการผลิตจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 4.01 โดยภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบเมื่อพิจารณาจากดุลการค้า ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก ยานยนต์ และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศมีการปกป้องค่อนข้างสูง ประเทศคู่แข่งมีความสามารถสูง ขณะที่ในประเทศจะได้เปรียบสาขาเครื่องนุ่งห่ม และสิ่งทอ รวมทั้งเครื่องหนัง พร้อมกันนี้ การลงทุนและการบริโภคจะขยายเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง

 

แต่ถ้ามองไปในตลาดโลก อย่าลืมว่าการที่สหรัฐอเมริกา เซ็นข้อตกลงเสรีทางการค้ากับเกาหลีใต้เมื่อวัน เอพริลฟูล หรือวันที่ 1 เมษายน น่ะ ประเทศไทยกระทบกระเทือนอะไรบ้างหรือเปล่า ?

 

ที่จริงแล้ว เกาหลีใต้ไม่ได้มุ่งหวังที่จะมาลงทุนในประเทศไทยมากนัก เราเองก็รับกระแสภาพยนตร์ทีวีย้อนอดีตมาจากแดนกิมจิ ตามมาด้วยนวนิยายรักประมาณว่า 500 ตอนจบกว่าพระเอกนางเอกจะอยู่เป็นสุข สุขีสโมสร ทำเอาลูกเล็กเด็กแดงติดกันงอมแงม ผลกระทบทางด้านชิ้นส่วนยานยนต์แทบจะมองไม่เห็น แต่ผลกระทบทางด้านอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิคส์ที่เราผลิตชิ้นส่วนส่งไปสหรัฐอเมริกา นั่นมีแน่นอน เพียงแต่จะช้า เร็ว นานขนาดไหน เมื่อผู้สั่งชิ้นส่วนสามารถเปรียบเทียบราคา และคุณภาพ ที่เราไม่มีส่วนลดทางภาษีเหมือนเขาเพราะไม่ได้เป็นมิตรภาพทางการค้า นั่นแหละโดนแน่ อีก 3 ปี 5 ปีคงได้ยินกัน

 

แต่ลองมองเข้าไปในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐอเมริกาดูบ้าง บิกธรี หรือ 3 ยักษ์ใหญ่ร้องกันขรมไปหมด วิ่งลอบบีกันโอดโอย เพราะเกรงว่าถ้าลดอัตราภาษี ที่ภาครัฐเคยตั้งไว้ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศแล้ว รถเกาหลีจะเข้าไปวิ่งเกลื่อนประเทศ เพราะราคาต้นทุนที่ถูกกว่า แต่บางเจ้าก็ทำเป็นร้องไปอย่างนั้น ตามกระแส เพราะตัวเองมาซื้อหุ้นอยู่ในค่ายรถยนต์เกาหลีแล้ว คงไม่ต้องบอกว่าเจ้าไหน

 

หันกลับมามองตัวเอง ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของเรา แม้ว่าจะอยู่ในกระแสของภาคการเมืองชั่วคราว ก็ยังมุ่งหวังรอคอยภาคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรก็ตาม รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เป็นสิ่งที่จะชี้อนาคตของประเทศ ว่าจะไปในทิศทางไหน

 

เอ ทำไปทำมาทำไมเลี้ยวมาทางนี้ได้ก็ไม่รู้ กลับไปคุยกันเรื่องตัวเลขดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวเลยไปเรื่องขิงแก่ ขิงอ่อนอีก ยอดการขายรถยนต์โดยรวมไตรมาสแรกของปี 2550 ยังมีแนวโน้มสลดหดหู่อยู่ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผลพวงจากเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกระชังปลาเสียหายหลายแสน แถมค่าเงินบาทยังแข็งตัวโดยตลอด เลยทำให้สภาวะเศรษฐกิจดูงงๆ อยู่ ขนาดที่ว่าสภาพัฒน์ ฯ ออกมายอมรับการขยายตัวโดยรวมของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน มีไม่ถึง 4 %อีก ตัวเลขก็เลยยังหงอยอยู่

 

ยอดขายเดือนมีนาคมเดือนเดียว ลดลง 15.2 % ขายได้เพียง 56,021 คัน ขณะที่ทั้งไตรมาส 3เดือน ลดลงถึง 18.7 % ขายรวม 138,270 คัน

 

แชมพ์ประจำเดือน โตโยตา ขาย 22,785 คัน ลดลง 13.5 % ส่วนแบ่ง 40.7 % ขณะที่คู่แข่ง อีซูซุ ลดลงมากกว่า 21.0 % ขายเพียง 13,922 คัน ส่วนแบ่งตลาด 24.9 % อันดับสาม ฮอนดา ขาย 5,872 คัน ลดเพียง 2.5 % ส่วนแบ่ง 10.5 % อันดับสี่ นิสสัน เดินยิ้มหวานกันทั้งตึก ขายได้ 4,258 คัน เพิ่มขึ้น 11.3 % ส่วนแบ่ง 7.6 % และอันดับห้า มิตซูบิชิ ขายลดลงมากกว่าเพื่อน 33.7 % ขายได้ 3,219 คัน ส่วนแบ่ง 5.7 %

 

ยอดรวมทั้งไตรมาส โตโยตา ขาย 57,139 คัน ลดลง 13.0 % ส่วนแบ่ง 41.3 %, อีซูซุ ขาย 33,494 คัน ลดลง 29.5 % ส่วนแบ่ง 24.2 % ฮอนดา ขาย 15,337 คัน ลดลง 4.0 % ส่วนแบ่ง 11.1 % นิสสัน ขาย 9,190 คัน ลดลง 7.5 % ส่วนแบ่ง 6.6 % และ มิตซูบิชิ ขาย 7,189 คัน ลดลงมากกว่าเพื่อน 33.8 % ส่วนแบ่ง 5.2 %

 

หันมองทางด้านรถยนต์นั่ง ที่ยอดขายลดลงน้อยกว่าสภาพรวมของตลาด ขายเดือนเดียว 14,215 คัน ลดลง 16.8 % ขณะที่ยอดไตรมาสแรกขาย 35,529 คัน ลดลง 15.6 %

 

ตำแหน่งแชมพ์ โตโยตา ขาย 7,211 คัน ลดลง 14.7 % ส่วนแบ่ง 50.7 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 4,985คัน ก็ยังลดลง 16.1 % ส่วนแบ่ง 35.1 % ที่สาม เชฟโรเลต์ แคมเปญเด็ด ขาย 595 คัน เพิ่ม 59.9 % ส่วนแบ่ง 4.2 % ที่สี่ ฟอร์ด ขาย 289 คัน ลดลง 5.2 % ส่วนแบ่ง 2.0 % ที่ห้า มาซดา มากกว่าที่หก นิสสัน แค่คันเดียว ขาย 266 คัน ลดลง 18.4 % ส่วนแบ่ง 1.9 %

 

นักการตลาดค่ายรถยนต์ก็ยังได้แต่หวัง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ยังเชื่อกันอยู่ว่า ร้อนนี้ถึงแม้จะมีวันหยุดเล่นน้ำสงกรานต์กันหลายวัน แต่จากบรรดาแคมเปญประดามี ที่สรรหาวิธีการลดแหลกแจกแถมเพื่อผู้บริโภค จะยังพอทำให้ยอดการขายกระเตื้องขึ้นมาบ้างคงไม่ลดลงมากไปกว่านี้อีกแล้ว

 

เจ้าประคู้น



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2550
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/WuXDP

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน