รอบรู้เรื่องรถ

มิติใหม่ของงานแสดงรถคลาสสิค


เมื่อวานนี้ของวันที่ผมเขียนเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 28 เมษายน มีงานแสดงรถคลาสสิค ณ เซนทรัล เวิร์ลด์ พลาซา เฉพาะรุ่นที่เปิดหลังคาได้ ประมาณ 25 คัน หลายคันเป็นรุ่นที่หายากมาก และอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม น่าเสียดายที่มีบางคัน เท่าที่เห็นประมาณ 3 คัน ถูกดัดแปลงตามใจเจ้าของเสียจนคุณค่าของมันหดหายไปเยอะ แน่นอนครับว่าใครที่เป็นเจ้าของ ก็ย่อมมีสิทธิ์ในการดัดแปลงรถของตนเองอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าผมเป็นผู้รับผิดชอบเช่น เป็นกรรมการ หรือประธานกรรมการ ผมจะออกเสียงค้าน ไม่ให้รถที่ถูกดัดแปลงทำนองนี้ เข้าร่วมอย่างเด็ดขาด

แต่ว่าที่นี่ประเทศไทยที่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว มักจะถูกประเมินค่าสูงกว่าความเหมาะสมและความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเสมอ ยิ่งถ้าเจ้าของรถ “เส้นใหญ่”หรือ “รวยจัด” ด้วยแล้ว ก็จะไม่มีใครกล้าขัดใจ ทำนองกลัวถูกโกรธ ก็ต้องทำใจครับในฐานะผู้ชม ปลอบใจตัวเองว่า ได้ดูแค่นี้ก็ดีหนักหนาแล้ว ถ้าอยากดูแบบเข้าขั้น ก็คงต้องเสียค่าเครื่องบินไปชมแถวประเทศในทวีปยุโรปโน่น

รถคลาสสิคมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมันเอง จากการออกแบบในยุคที่ ความเพรียวลมและต้นทุนยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางคนหลงใหลที่รูปทรงและหน้าตาของมัน บางคนก็เพราะมีความทรงจำที่ดีในอดีตมาเกี่ยวพันอยู่ด้วย บางคนก็ชอบเพราะทั้ง 3 สาเหตุ เท่าที่ผมสังเกต ใครที่ชอบรถคลาสสิคก็จะชอบตั้งแต่ได้เห็นเป็นครั้งแรก ถ้าไม่ชอบตั้งแต่ต้นก็มักจะไม่ชอบไปตลอด คนใกล้ชิดเกลี่ยกล่อมให้ชอบก็ไม่สำเร็จ พวกนี้คือพวกที่ให้คุณค่าแก่ของใหม่ที่ทันสมัย แล้วก็มีส่วนน้อยมาก ที่ชอบเพียงเพราะขับแล้วเป็นที่สนใจของผู้คน

อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาก จากการได้ไปชมคราวนี้ ก็คือ เป็นการแสดงรถในแบบ “นิรนาม” คือ ไม่ต้องบอกว่าเจ้าของรถเป็นใคร อย่างนี้ถึงจะเริ่มเข้ามาตรฐานสากลครับ เพราะเราต้องการให้ผู้ชมเขาปลาบปลื้มพอใจกับรถ โดยไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นของใคร หมดยุคที่จะทำอะไรแบบไทยๆ แล้วครับ ป้ายประกอบรถจึงบอกเพียงชื่อของรถนั้น ชื่อรุ่น ปีที่ผลิตและจำนวนที่ผลิตทั้งหมด แค่นี้ก็พอแล้วครับ ผมขอให้ทำอย่างนี้ตลอดไป รวมทั้งผู้อื่นที่จะจัดงานประเภทนี้ด้วย

ช่วงเย็นวันเสาร์ ซึ่งก็คือวันที่ผมแวะไปงานนี้ มีการนัดรถเปิดหลังคาได้ทั้งคลาสสิคและที่ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการนิยามคำนี้ มาชุมนุมกันที่ลานหน้าอาคารด้วย ที่เรียกว่าชุมนุมอาจไม่ถูกต้องนักเพราะเท่าที่สังเกตดู เป็นการขอร้องโดยผู้จัดงาน ให้ผู้มีรถประเภทนี้ นำรถมาจอดเรียงกันเพื่อให้ผู้ที่มาได้มีโอกาสชมอย่างใกล้ชิด

ส่วนใหญ่เป็นรถที่อายุไม่มากนัก และเจ้าของใช้งานอยู่ แบบประจำวันก็มี หรือไม่ก็ขับเล่นเฉพาะวันหยุด การแสดงรถที่ลานหน้าอาคารนี้ ก็เป็นแบบนิรนามเช่นเดียวกัน ซึ่งผมว่าเหมาะสมแล้ว โดยให้เจ้าของรถจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ในระยะห่างพอจะให้ผู้ชมได้มองเห็นในระยะใกล้ได้ถนัด จากนั้นก็เชิญเจ้าของรถมารับประทานอาหารว่างในลานส่วนที่อยู่ติดกัน ปล่อยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความเสียหายจากตัวรถ พูดกันแบบสั้นๆ ก็คือ “ชมได้ แต่ห้ามจับ” นั่นเองครับ

ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว บรรยากาศในงานมีความเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการจนเกินไป มีดนตรีในยุคเดียวกับรถเหล่านี้ถูกผลิต ให้บรรยากาศที่กลมกลืนดีมาก อาหารถูกบริการแก่เจ้าของรถอย่างดีทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยพนักงานบริการระดับมืออาชีพ

ผมไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้จัดหรอกครับ เพราะคงมีการหวังผลบางแนวในด้านการตลาด แต่มุมมองของลูกค้าที่ชอบรถแล้ว ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีและถือว่าอยู่ในขั้นประสบความสำเร็จ หวังว่าในโอกาสหน้าอีกไม่นาน จะมีการนำรถคลาสสิคในหัวข้อ หรือแนวอื่นๆมาให้พวกเราได้ชมกันอีก

มีสิ่งที่ทำให้ผมผิดหวังอยู่เพียงอย่างเดียว คือ แทบไม่เห็นเด็ก หรือวัยรุ่นให้ความสนใจรถเหล่านี้เท่าที่ควร ถ้าจะบอกว่า เป็นเพราะความแตกต่างระหว่างอายุของรถและของเด็กก็คงจะไม่ใช่แน่ เพราะกลุ่มรถที่แสดงอยู่ที่ลานหน้าอาคารนั้น มีอายุไม่มาก มันเป็นสิ่งเดียวกับที่เราสังเกตแนวโน้มได้ แม้แต่ในงานแสดงรถยนต์ใหม่ น่าเสียดายมากครับ ที่เด็กไทยวันนี้หันไปสนใจสิ่งอื่นแทน เช่น เกมอีเลคทรอนิค

 

แกสโซฮอล ยังข่มขืนประชาชนไม่สำเร็จ

ต้องถือเป็นความโชคดีของบรรดาผู้รักรถที่มีเหตุผล ที่รัฐบาลได้เลื่อนกำหนดการยกเลิกจำหน่ายเบนซิน 95 ออกไปอีก จากเดิมที่เคยรวบรัดแบบไร้เหตุผล ให้มีการจำหน่ายได้ถึงกลางปีนี้เท่านั้น และผมเชื่อว่าเป็นความโชคดีของรัฐบาลเองด้วยที่จะยังไม่ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่างที่จะตามมา จากปฏิบัติการอันบัดซบระดับชาติในครั้งนี้

อย่าเข้าใจผิดว่ารัฐบาล ซึ่งก็คือกลุ่มผู้รับผิดชอบในหลายตำแหน่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายคนด้วยกัน จะเกิดรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีดวงตาเห็นธรรมะขึ้นมานะครับ บังเอิญมีความติดขัดเรื่องราคากับปริมาณการผลิตเท่านั้นเอง

ผมได้เคยเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว ว่าคำชี้แจงจากภาครัฐ ที่ว่ารถที่ถูกผลิตตั้งแต่คศ. 1996 ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นตราใด รุ่นใด ผลิตในประเทศไทย หรือถูกนำเข้ามาจำหน่าย สามารถใช้แกสโซฮอลได้โดยไม่มีปัญหานั้น แม้แต่เด็กสิบขวบก็จะรู้ได้ทันทีว่า มันเป็นคำกล่าวอ้างที่ลวงโลก ตอนนี้มีการให้ข่าวอย่างเป็นทางการว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับ “ยักษ์ใหญ่” ในไทย ให้ความเห็นว่า รถของเขาที่อายุมาก สามารถใช้แกสโซฮอลได้ ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างและปรับตั้งเครื่องยนต์ใหม่

มันก็เป็นคำตอบทางอ้อมอย่างชัดเจนแล้วว่า รถที่อายุมากกว่าจะเสียหายอย่างแน่นอนถ้าเจ้าของใช้แกสโซฮอล โดยไม่ได้ให้ตัวแทนจำหน่ายดัดแปลง อย่าเพิ่งโล่งใจว่า ถ้าคุณใช้รถเก่าอยู่แล้วหลงคารมคนของรัฐบาล จะสามารถนำรถไปรับการดัดแปลงเพื่อให้ใช้แกสโซฮอลได้โดยไม่เกิดความเสียหายนะครับ

ผมขอถามว่า “ชิ้นส่วนบางอย่าง” ที่เปลี่ยนแล้วใช้แกสโซฮอลได้นั้น มันมีจริงหรือเปล่าและอยู่ที่ไหน ? มีใครเสียสติคิดสร้างแม่พิมพ์ราคามหาศาล เพื่อผลิตชิ้นส่วนของรถที่เลิกขายไปนานแล้ว โดยใช้วัสดุที่ทนแกสโซฮอลได้ด้วยหรือ ?

ผู้บริหารของบริษัทบางราย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางกล้าเผยตัว และผมก็เข้าใจและเห็นใจชี้แจงว่า เราบอกลูกค้ารถใหม่ของเราว่า “คุณสามารถเติมแกสโซฮอลได้ แต่เราไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น และความเห็นที่แท้จริงของเราก็คือ รัฐบาลควรล้มเลิกความคิดนี้ไปได้แล้ว” แปลความหมายกันเองก็แล้วกันนะครับ

ผมเชื่อว่าต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้ ในการพยายามบังคับประชาชนผู้ใช้รถ ให้ใช้แต่แกสโซฮอลน่าจะมาจากความละโมบของมนุษย์เรานี่เอง โดยพยายามจำหน่ายแอลกอฮอล์ให้มากที่สุดไม่สนใจว่าผู้บริโภคจะเดือดร้อนอย่างไรบ้าง เพราะบรรดาโรงกลั่นแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ล้วนมีนักการเมืองเข้าไปมีผลประโยชน์ ไม่ว่าจะโดยตรง หรือทางอ้อมก็ตาม ผู้รู้ในวงการบอกผมว่ามีการซับน้ำลายที่ไหลยืดออกมาจากปากกันตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างโรงกลั่นแล้ว

ถ้าลดความโลภของคนเหล่านี้ลงได้ แล้วให้มีการจำหน่ายเบนซิน 95 ต่อไป ให้เป็นทางเลือกของผู้ใช้รถที่จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ และผู้ใช้รถที่ยังเชื่อมั่นต้องการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้อยู่ปัญหาต่างๆ ก็จะลดลงไปมาก ถ้า ปตท., เจท และบางจาก อยากจะจำหน่ายแกสโซฮอลอย่างเดียว ก็ทำไป ให้ผู้ค้ารายอื่นอย่าง เชลล์ เอสโซ ปิโตรนาส คาลเทกซ์ ฯลฯ มีสิทธิ์จำหน่ายเบนซินเหมือนเดิม โดยมีแกสโซฮอลไว้บริการลูกค้าด้วย ในอัตราส่วนของหัวจ่ายที่เหมาะสม ซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเป็นตัวกำหนดเอง

ถ้ายังมีความดื้อดึงดันทุรังอยู่ต่อไปเหมือนที่ผ่านมา ผมว่าถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ใช้รถจะต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อต้าน บรรดาสมาคมทั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กนี่แหละครับ ที่จะต้องเป็นผู้นำผมเห็นตั้งสมาคมกันมากมายเป็นว่าเล่น มีหลายรายที่มีความมุ่งมั่นเอาจริง ร่วมมือกันทำประโยชน์แก่ผู้ใช้รถ ที่ตกเป็นเบี้ยล่างเถอะครับ

เลิกความคิดแบบไทยที่ว่า อยู่เฉยๆ ดีกว่า คงมีคนที่ขยันกว่าเรา ทนดูดายได้น้อยกว่าเราเขาลงมือทำแล้ว โดยเฉพาะชมรม หรือสมาคมรถคลาสสิค รถโบราณ ชมรมคนใช้รถสมรรถนะสูงทั้งหลาย ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของเราเองได้แล้วครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2550
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/LeLi8

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน