ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์

อีโคคาร์


ให้มันได้อย่างนี้สิน่า…อุตส่าห์เขียนชมรัฐบาลท่านฤษี ที่ควักโครงการ อีโคคาร์ ออกจากโหลดองเค็มมาปรับปรุงใหม่อย่างรวดเร็ว จนทำท่าจะเป็น อีโคคาร์ “แดดเดียว” เคี้ยวเพลิน

แต่รอแล้วคอยเล่า โครงการในฝันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็ไม่คลอดเสียที ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยทุกอย่างค่อนข้างพร้อม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม และบีโอไอที่เปิดเกม และดำเนินเรื่องมาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย หรือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่เห็นดีเห็นงามด้วย โดยยื่นแสดงความจำนงจะร่วมโครงการนี้ถึง 6 ราย

แม้จะมีเงื่อนไขที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เช่น เรื่องจำนวนการผลิต ที่รัฐพยายามจะกำหนดว่า แต่ละบริษัท ฯ ที่เข้าร่วมโครงการนี้ต้องทำยอดให้ได้ถึง หนึ่งแสนคัน ตั้งแต่ปีที่ 5 ก็เชื่อว่าน่าจะหาทางประนีประนอมกันได้ ซึ่งผมเคยแสดงความเห็นไปแล้วว่า เป็นเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นต้องมี เพราะเรื่องจำนวนการผลิตเป็น “ภาระ” ที่บริษัทรถยนต์ต้องคำนวณ และบริหารจัดการให้คุ้มทุนเขาอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องสเปคก็ไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน ดังนั้น อุปสรรคหรือก้างขวางคอชิ้นใหญ่ของโครงการนี้ จึงอยู่ที่การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง

ตอนนี้ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ และบริษัทรถยนต์ รวมทั้งประชาชนคนซื้อรถ ต่างก็รอว่าเมื่อไหร่ ท่านรมว. หรือ รมช. คลัง จะเลิกยึกยักแล้ว “เคาะ” ออกมาเสียทีว่า จะให้ อีโคคาร์ เสียภาษีคันละเท่าไร ?

นี่คือปัจจัยสำคัญ ที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของ อีโคคาร์ ในเมืองไทยเลยทีเดียว โดยบริษัทผู้ผลิตเขาก็หวังกันว่า รัฐน่าจะกำหนดไว้ที่ 20 % ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับอัตราภาษีของรถพิคอัพ (12 %)

ถ้าได้ภาษีอัตรานี้ คาดว่า อีโคคาร์ จะคลอดง่ายและโตไวในตลาดอย่างแน่นอน เพราะราคาขายจะอยู่แถวๆ คันละ 350,000 บาท เป็นอย่างสูง

แต่หากเป็นไปตามข่าววงในที่รั่วออกมาว่า ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างตอนนี้ คลังคงยอมปล่อยผีได้แค่ที่ราว 25 % หรือกึ่งกลางระหว่างอัตราภาษีรถพิคอัพกับรถยนต์นั่ง (38 %) เท่านั้น ก็จะส่งผลให้ราคาขาย อีโคคาร์ บ้านเราพุ่งพรวดขึ้นไปถึง 380,000-400,000 บาท ซึ่งผู้ผลิตมีสิทธิ์ “น้ำลายเหนียว” เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าภาษีจะเป็น 20 หรือ 25 % ผมยังยืนยันว่าโครงการนี้จำเป็นต้องเกิดครับ เพื่อเป็น “ขาที่สอง” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่จะปักหลักสร้างความมั่นคงให้เราในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์แห่งเอเชีย

ขณะเดียวกัน ผมยังเชื่อด้วยว่า อีโคคาร์ จะช่วยปรับสมดุลให้ตลาดรถบ้านเรามีการซื้อและใช้งานรถตรงตามความต้องการแท้จริง นั่นคือพวกที่จำใจซื้อพิคอัพ หรือเก๋งขนาดเล็ก ทั้งที่จำเป็นใช้งานแค่เก๋งคันจิ๋วจะหมดไป ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเกินจริงลดลงด้วย

การจัดเก็บภาษีที่เกรงจะพลาดเป้า ก็จะได้ส่วนต่างของ อีโคคาร์ ที่สูงกว่าพิคอัพมาชดเชย

ขออนุญาตเตือนท่านฤษีว่า เวลา “เลี้ยงเต่า” เหลือน้อยเต็มที…รีบตัดสินใจเพื่อประเทศชาติสักเรื่องได้ไหมครับ !?!



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2550
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/fKqss

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน