เล่นท้ายเล่ม

ในหลวงของเรา


เดือนมิถุนายน 2549 ห้วงเวลามหามงคลแก่ชนชาวสยาม เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พสกนิกรชาวไทยล้วนมีความปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น

มีเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์โลกหลายเหตุการณ์ นับเนื่องแต่การที่คนไทยมีพระมหากษัตริย์ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลกนั้นเป็นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็คือ ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่ราษฎรแสดงออกด้วยความพร้อมเพรียงทั่วประเทศ

โดยเฉพาะวันประวัติศาสตร์โลก 9 มิถุนายน 2549 วันซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พสกนิกรชาวไทยทั่วหล้า หลอมดวงใจสวมเสื้อสีเหลืองถวายพระพรกึกก้องกัมปนาทด้วยเสียงเปล่ง ระคนน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ

“ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ”

ราษฎรที่มีโอกาสรอเฝ้าเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า ไหลทะลักออกไปเต็มถนนราชดำเนินนอก แลเป็นคลื่นสีเหลืองอร่ามยาวสุดสายตา

ทรงมีพระพักตรแช่มชื่น ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงโบกพระหัตถ์รับคำถวายพระพรชัยมงคลโดยพสกนิกรชาวไทยทุกคนอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม พร้อมกับก้มลงกราบแผ่นดินเบื้องหน้า

หลังการถวายพระพรจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร และจากนายกรัฐมนตรีประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกาแล้ว ทรงมีพระราชดำรัสตอบผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท มีความบางตอนว่าดังนี้

“ขอขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น”

“นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเรา สามารถร่วมมือร่วมใจกันและรักษา และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง”

“ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญ ต่อกายต่อใจต่อกัน”

“ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ”

“ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน”

“ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรงและมั่นคงอยู่ในเหตุในผล”

“หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกัน ในทางที่ดีที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลในกายในใจคนไทย ก็มั่นใจว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ไปได้”

และครั้งนั้น ประชาชนผู้มาเฝ้าถวายพระพรต่างก็เปล่งเสียงถวายพระพรกันอย่างกึกก้อง ขอให้ทรงพระเจริญ และทรงพระเจริญ

เหนือกว่านั้น ในวโรกาสเดียวกันนี้ พระราชอาคันตุกะจากต่างดินแดนถึง 25 ประเทศ ได้สละเวลาเสด็จมาร่วมงานพระราชพิธีตามคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จของรัฐบาลไทย

โดยระดับพระประมุขมีด้วยกัน 13 พระองค์ จากประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา บรูไน สวีเดน โมนาโค คูเวต กาตาร์ จอร์แดน ลักเซมเบิร์ก เลโซโธ สวาซิแลนด์ และ ลิกเตนสไตน์

พระสวามีและพระราชินีจาก 3 ประเทศ คือ เดนมาร์ค สเปน และโมรอคโค

มกุฎราชกุมารจาก 6 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เบลเยียม ตองกา ภูทาน และสหรัฐอารับเอมิเรตส์

พระราชวงศ์จาก 3 พระองค์ คือ บาห์เรน โอมาน และสหราชอาณาจักร

โดยเฉพาะเจ้าหญิงลัลลา ซัลลา เบนนานี พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 แห่งราชอาณาจักรโมรอคโค นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โมรอคโค ที่พระชายาของกษัตริย์ซึ่งมีตำแหน่งเจ้าหญิงได้ออกมหาสมาคมเคียงคู่พระมหากษัตริย์

และทางด้านราชอาณาจักรภูทาน มกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ปัจจุบันมีพระชนมายุ 26 พรรษา ได้เสด็จ ฯ เป็นผู้แทนพระองค์ในการมาเยือนประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยเสด็จ ฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์หลายครั้ง

ในราชวโรกาสนี้ มกุฎราชกุมารแห่งภูทานทรงปลาบปลื้มในการเสด็จ ฯ ร่วมฉลองงานพระราชพิธีอย่างมาก ทรงออกแถลงการณ์ขอบคุณคนไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรีพร้อมทั้งยังถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และทรงพระเกษมสำราญ

ทรงถือเป็นวโรกาสแห่งมหามงคลสมัยเป็นพิเศษ และเป็นเหตุการณ์ที่งดงาม และควรค่าแก่การจดจำอย่างมากสำหรับพระองค์

และครั้งนั้น การเสด็จ ฯ เยือนไทยตามสถานที่ต่างๆ ยังทรงได้รับความปลาบปลื้มจากชาวไทย ในพระจริยวัตรของเจ้าชายหนุ่มภูทาน เรียบง่าย และไม่ถือพระองค์ ตลอดระยะเวลาที่มาประทับในราชอาณาจักรไทย

อนึ่ง ในราชวโรกาสเดียวกัน เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 13 มิถุนายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระองค์ทั้ง 25 ประเทศ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ในพระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสขอบพระทัยพระประมุข และพระราชวงศ์ต่างๆ ดังมีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“หม่อมฉันพร้อมทั้งรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ถือว่าการเสด็จมาร่วมงานครั้งนี้เป็นศุภนิมิตแห่งไมตรีจิตอย่างแท้จริง และมีความหมายสำคัญอันควรจะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุว่า”

“เป็นครั้งแรกที่พระประมุข และพระราชวงศ์จากราชอาณาจักรต่างๆ เสด็จมาประชุม ณ ราชอาณาจักรไทยโดยพร้อมเพรียงกัน”

“สิ่งนั้นย่อมเป็นปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่จะเกื้อกูลให้สัมพันธภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างราชตระกูล และราชอาณาจักรทั้งปวงดำรงมั่นคง ทั้งเจริญงอกงามและแน่นแฟ้น ยิ่งๆ ขึ้นไป”

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสขอบพระทัยแล้ว สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุส ซาลาม ในฐานะทรงเป็นผู้แทนพระประมุข และพระราชวงศ์ทั้ง 25 ประเทศ ได้ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังมีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ฝ่าพระบาท”

“ข้าพระองค์ องค์พระประมุข และพระราชอาคันตุกะทุกพระองค์ ได้มาพร้อมเพรียงกัน ณ ที่นี้ ก็เพื่อถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นที่รักของพระองค์ ด้วยความเคารพ ชื่นชมในพระบารมีเป็นล้นพ้น ตลอดจนเพื่อความปรารถนาดีอย่างจริงใจให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกคน”

“ฝ่าพระบาท”

“60 ปี ที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ มิได้เป็นเพียง 60 ปีในประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่เป็น 60 ปีที่ประวัติศาสตร์ของพวกเราทุกคน เป็นประวัติศาสตร์ที่ประสบทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย ทั้งความปลื้มปีติและความโศกเศร้า ทั้งเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี และเรื่องที่น่าสิ้นหวัง”

“และทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชปรีชาญาณ พระสติปัญญา พระวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนความองอาจและกล้าหาญที่พระองค์ทรงมีอยู่อย่างท่วมท้น ในการนำพาประเทศให้พ้นภัย”

“พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นศูนย์รวมแห่งแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนของพระองค์ตลอดมา”

นี้คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชาวไทยและของโลก



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2549
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/le2wg
เพิ่มเพื่อน