บทความ

“เปิดไฟกลางวัน”


คนบ้านเราชอบทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน ถนัดนักเรื่องความประมาท ประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา อะไรทำนองนั้น

ที่เห็นชัดและเป็นด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือ ชาวบ้านกับเจ้าพนักงานผู้ดูแลรับผิดชอบได้แก่ การ “เปิดไฟ” หน้ารถจักรยานยนต์ เวลากลางวันเพื่อลดอุบัติเหตุ หลังจากที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสถาบันต่างประเทศใช้เวลาวิจัยอยู่ตั้งนาน พบว่าเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่น้อยทางการรับลูก ตำรวจก็รับมุกเมื่อต้นปี 2547 กวดขันให้ชาวบ้านปฏิบัติอยู่พักหนึ่ง

เข้าตำราเดียวกับสวมหมวกกันนอคเป๊ะเลย นักบิดไม่ค่อยสนใจเปิดไฟหน้ารถตอนกลางวันอีกแล้วตำรวจก็เข้าอีหรอบเดิม ไม่สนใจ ไม่กวดขัน รอพวกมีเรื่องเฉี่ยวชนล้มตายเมื่อไหร่ หวานคอแร้ง

อันที่จริงการเปิดไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ตอนกลางวัน ง่ายกว่าปอกกล้วยสุกเข้าปากเป็นไหนๆ ไม่เลอะมือ ง่ายกว่าสวมหมวกกันนอคซะอีก ไม่สิ้นเปลืองอะไรเลย ถ้าขี้เกียจขยับนิ้วมือเปิดไฟ ใช้วิธีต่อไฟไว้เลย สตาร์ทเมื่อไหร่ไฟหน้าทำงานเมื่อนั้นก็ยังไหว แต่พวกเราอย่างที่ว่า เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ไม่เปิดไฟหน้ารถตอนกลางวันอีกแล้วครับท่าน

นั่นคือความชะล่าใจ ความประมาท อันเป็นนิสัยถาวรของคนบ้านเรา ซึ่งแก้ยาก ยิ่งเจ้าหน้าที่รัฐไม่เอาไหนเข้าไปด้วย เลยกลายเป็นเรื่องไปซะฉิบ

ยังไงต้องฝากรัฐบาลให้หันมาดูแลเรื่องนี้สักหน่อย เพราะการเปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์ตอนกลางวันช่วยให้ปลอดภัยจริงๆ ไม่ได้โม้ ใครอ่านเจอสะกิดเตือนคนใกล้ชิดด้วย นึกว่าเอาบุญ ช่วยชีวิตมันไว้ ไม่ให้ตายโหงนะท่านนะ

มาเข้าเรื่องของคดีความอย่างเคย เป็นเรื่องของการซื้อขายรถระหว่างบุคคลที่เกิดข้อพิพาทจนศาลต้องเมื่อยก้นกบไปตามๆ กันเพื่อตัดสินคดี

“นายมอเตอร์ไซค์” ชื่อพ่อแม่ตั้งให้นะนี่ เบื่อที่จะขี่มอเตอร์ไซค์แล้วโดนตำรวจตั้งด่านตรวจเป็นอาจิณจึงตะเกียกตะกายซื้อรถยนต์มาใช้ อย่างว่าต้องผ่อนส่งตามระเบียบ ซื้อรถมือที่เท่าไรไม่รู้จากอาจารย์สอนหนังสือใกล้บ้าน จ่ายเงินไปก้อนหนึ่ง ที่เหลือผ่อนเป็นรายเดือนตามที่กำหนดไว้

เมื่อผู้ขายเป็นอาจารย์ พี่แกจึงทำหนังสือซื้อขายผูกมัดไว้ ใช้แบบฟอร์มสัญญาซื้อขายทั่วไปมากรอกข้อความ หลังจากนั้น นายมอเตอร์ไซค์ ก็กัดฟันผ่อนส่งจนครบและหวังว่าจะได้รถมาเป็นกรรมสิทธิ์ “นายตำรา” ซึ่งเป็นผู้ขายโอนทะเบียนรถให้

คนเราบทจะขี้โกง เป็นครูบาอาจารย์มันก็โกงจนได้ นอกจากจะเบี้ยวไม่โอนทะเบียนรถให้แล้วยังทะลึ่งมาก ย่องมาสตาร์ทรถเอาไปเฉยเลย อ้างว่า นายมอเตอร์ไซค์ ผิดสัญญาเช่าซื้อ หมดสิทธิ์จะได้เป็นเจ้าของอย่างเด็ดขาด อยากได้ไปฟ้องเอา ท้าทายเพื่อให้ศาลออกเหงื่อซะนี่

นายมอเตอร์ไซค์ ปวดหัว ไม่คิดว่าซื้อรถทั้งทีต้องค้าความ เดือดร้อนหาเงินจ้างทนายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในที่สุดก็ยื่นฟ้อง นายตำรา เป็นจำเลย ระบุว่าซื้อรถผ่อนชำระจนครบแล้ว นายตำรา ไม่โอนให้แถมยังเอาไปครอบครองเป็นเจ้าของ บังคับให้คืนรถ และโอนทะเบียนให้ด้วย ไม่จัดการให้ชดใช้เป็นเงิน เรียกค่าเสียหายต่างหากเป็นเงินก้อนหนึ่ง และเป็นรายเดือนจนกว่าจะคืนและโอนรถเสร็จ

นายตำรา นั้นเข้าตำราคนโกง พอโดนฟ้องแทนที่จะยอมรับความจริง กลับหัวหมอจ้างทนายสู้คดีให้การว่าเป็นเรื่องเช่าซื้อ เพียงแต่เอาสัญญาซื้อขายธรรมดามาใช้แทน เมื่อ นายมอเตอร์ไซค์ ผิดนัดไม่ผ่อนส่งสองงวดติดกัน นายตำรา จึงบอกเลิกสัญญายึดรถคืน ค่าเสียหายเรียกมาโอเวอร์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วตัดสินให้ นายมอเตอร์ไซค์ ชนะคดี บังคับให้คืนและจดทะเบียนโอนรถให้แก่นายมอเตอร์ไซค์ ไม่งั้นต้องใช้ราคารถตามที่ นายมอเตอร์ไซค์ เรียกร้อง และให้จ่ายค่าเสียหายเป็นก้อนกับเป็นรายเดือน เพียงแต่ลดจำนวนลงตามความเหมาะสม

จำเลยคือ นายตำรา ยังหัวหมอไม่เลิก ยื่นอุทธรณ์ขึ้นไป อ้างโน่นอ้างนี่เพื่อเอาชนะ แต่ไม่เป็นผล

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแค่ตาเดียวก็รู้ว่าใครโกง พิพากษายืน

นายตำราไม่ยอมแพ้ ยื่นฎีกาขึ้นไป ตะแบงอ้างว่าเป็นเรื่องเช่าซื้อ นายมอเตอร์ไซค์ ไม่ส่งงวดให้ครบขณะเดียวกันรถก็ยึดไว้ นายมอเตอร์ไซค์ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ ในระหว่างนั้นเรื่อยมา มันเซ็งน้อยอยู่หรือ

ศาลฎีกาเพ่งมองดูคดีนี้ด้วยความเอือมระอาในความคดโกงของมนุษย์ แล้วตัดสินชี้ขาดออกมาว่า

สัญญาที่ปรากฏไม่มีตรงไหนระบุว่าเป็นการเช่าซื้อ ทั้งสองฝ่ายเซ็นชื่อแล้วบอกว่าเป็นผู้ขายกับผู้ซื้อเท่านั้น ไม่มีข้อความบอกว่าหากผิดนัดไม่จ่ายค่างวดให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน นายตำรา เป็นถึงผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ มีความรู้ไม่ใช่น้อย ถ้าจะแก้ไขให้เป็นสัญญาเช่าซื้อก็ทำได้วันยังค่ำ ศาลจึงฟังว่างานนี้เป็นการซื้อขายรถโดยมีเงื่อนไข หรือซื้อผ่อน เมื่อจ่ายเงินครบกรรมสิทธิ์ก็โอนไปเป็นของ นายมอเตอร์ไซค์

เรื่องค่างวดนั้นแม้ นายมอเตอร์ไซค์ ไม่มีใบรับเงินบางงวดก็จริง แต่ได้ความว่ามีใบรับเงินงวดที่ 12 มายืนยัน แม้ไม่มีใบรับงวดที่ 11 ก็แสดงว่าได้จ่ายเงินงวดที่ 11 แล้วล่ะ ไม่งั้น นายตำรา จะออกใบรับงวดที่ 12 ให้เหรอ สำหรับอีกงวดหนึ่ง ศาลเชื่อว่า นายตำรา ให้ลูกชายมารับเงินไป โดยลูกชายของนายตำรา เซ็นรับเงินไว้ด้านหลังใบรับเงินงวดอื่นที่นายมอเตอร์ไซค์ถือไว้

การที่ทนายของ นายตำรา พาตะแบงว่า ลูกชาย นายตำรา เซ็นเพราะไปขอกู้ยืมเงิน นายมอเตอร์ไซค์แค่สองร้อยบาท นายมอเตอร์ไซค์ ให้เซ็นชื่อหลังใบรับเงินงวดค่ารถ ศาลเหล่ดูแล้วไม่เชื่อ ฝ่ายนายตำรา แก้ตัวน้ำขุ่นๆ

เมื่อฟังได้ว่าเป็นการซื้อขายมีเงื่อนไข นายมอเตอร์ไซค์ จ่ายเงินครบแล้ว นายตำรา จึงหมดทางเถียง

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คำแนะนำส่งท้าย ถ้าซื้อรถแบบผ่อนส่ง เพื่อความแน่ใจ เวลาทำสัญญาน่าจะเขียนไว้หน่อยหนึ่งว่างานนี้ไม่ใช่การเช่าซื้อ ทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่ตะแบงภายหลัง

การจ่ายเงินอย่ามักง่าย จ่ายโดยไม่มีใบรับ คนเราเห็นหน้าเห็นตากันทุกวัน บทมันจะโกงไม่รู้เหมือนกันว่าผีเปรตตนไหนเข้าสิง มันโกงอย่างหน้าด้านๆ ศาลมีงานทำจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีกเพราะพวกขี้โกงยังไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี่เอง พับผ่า

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3113/2535



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2548
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/5WwRQ
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th