บทความ

เบี้ยประกันภัยใหม่ กับ แนวโน้มธุรกิจประกันภัย


เริ่มใช้อย่างเป็นทางการแล้วสำหรับพิกัดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจฉบับปรุงแก้ไขใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป เรามาทำความเข้าใจกันอีกครั้งนะครับเพื่อเป็นการทบทวนความจำเพราะอัตราเบี้ยประกันภัยใหม่นี้ จะมีผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเก่า หรือคนใหม่ เมื่อต้องทำประกันรถคันใหม่ หรือต่ออายุกรมธรรม์รถคันเดิมในปีต่อมา ต้องใช้เบี้ยประกันภัยใหม่นี้แน่นอนกรมการประกันภัยได้ปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 1, 2 และ 3) ได้ออกเป็นคำสั่งนายทะเบียนที่ 6/2548 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป จากการเปิดเผยของ นางสาว พจนีย์ ธนวรานิช อธิบดีกรมการประกันภัย ว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาวางระบบจัดเก็บข้อมูล และปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประกอบด้วยผู้แทนที่เป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สมาคมประกันวินาศภัยและกรมการประกันภัยร่วมกันพิจารณาปรับปรุงพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยและเงื่อนไขการประกันภัยรถยนต์
โดยยึดหลักวิชาการและความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในตลาดปัจจุบันสาระสำคัญของอัตราเบี้ยประกันภัยที่ปรับปรุงใหม่จะเน้นให้ประโยชน์แก่ ผู้ขับขี่รถดีมากขึ้นมีการกำหนดจำนวนเงิน ความคุ้มครองขั้นต่ำ กรณีเสียชีวิตสำหรับบุคคลภายนอกเป็นจำนวนเงินแน่นอน อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาลและประกันตัวผู้ขับขี่เปลี่ยนจากอัตราคงที่เป็นให้คิดต่ำกว่าอัตราเดิมได้ ทำให้สามารถกำหนดเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมให้แก่ ผู้เอาประกันภัยได้เป็นต้น สรุป ข้อดี-ข้อเสีย ที่เป็นสาระสำคัญของการปรับปรุงเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และอัตราเบี้ยประกันภัย ดังนี้

1. ข้อดี
1.1กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตสำหรับบุคคลภายนอก รายละ 100,000 บาท

1.2 กำหนดเงื่อนไขความรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกให้ชัดเจน กรณีรถคันเอาประกันภัยเสียหายจากการกระทำของบุคคลภายนอก ซึ่งบริษัทประกันภัยรู้ตัวผู้ต้องรับผิดตามกฎหมาย และสามารถรับช่วงสิทธิไปไล่เบี้ยคืนได้ ให้บริษัทประกันภัยชดใช้
ค่าเสียหายทั้งจำนวนแก่ผู้เอาประกันภัย

1.3 เพิ่มจำนวนเงินความคุ้มครอง สำหรับการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามเอกสารแนบท้าย รย. 01 กรณีสูญเสียอวัยวะที่เป็นมือหนึ่งข้าง เท้าหนึ่งข้าง หรือตาหนึ่งข้าง จากเดิมกำหนดไว้ 50 เป็น 60 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

1.4 กำหนดให้บริษัทประกันภัยสามารถให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับรถใหม่ที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี แก่รถยนต์นั่งและรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง ซึ่งมีลักษณะการใช้ส่วนบุคคลแต่ทั้งนี้ลดได้ไม่เกิน 15 % ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ

1.5 ปรับปรุงส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามค่าของปัจจัยความเสี่ยงภัยด้านอายุผู้ขับขี่กรณีประกันภัยระบุชื่อผู้ขับขี่ โดยผู้ขับขี่รถยนต์นั่ง และรถโดยสารที่ทำประกันภัยประเภท 1 และ 2ที่มีอายุเกิน 50 ปี ได้รับส่วนลดมากที่สุด คือจากเดิมลดในอัตรา 15 เป็น 20 %

1.6 เพิ่มลักษณะการใช้ “รับจ้างสาธารณะ” สำหรับรถจักรยานยนต์โดยใช้อัตราเบี้ย ประกันภัยเดียวกับลักษณะการใช้เพื่อการพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงประเภทรถพระราชบัญญัติ รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พศ. 2547 ของกรมการขนส่งทางบกที่ได้มีการกำหนดให้รถจักรยานยนต์สาธารณะเป็นรถอีกประเภทหนึ่งแยกออกจากรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

1.7 ปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับเอกสารแนบท้าย 3 ประเภท คือ การ ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (รย. 01) การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล (รย. 02) และการประกันภัยตัวผู้ขับขี่ (รย. 03) จากเดิมกำหนดเป็นอัตราเบี้ยประกันภัยคงที่ ให้เป็นอัตราเบี้ยประกันภัยขั้นสูง ซึ่งทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับประโยชน์มากขึ้น

1.8 เพิ่มช่วงกว้างของเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นต่ำและขั้นสูงให้มากขึ้น เพื่อให้บริษัทประกันภัยสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยได้เพิ่มขึ้น และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมหากจะมีการปล่อยเสรีในด้านอัตราเบี้ยประกันภัยในอนาคต
2. ข้อเสีย

2.1 รถบางกลุ่มที่มีสถิติความเสียหายสูงในรอบ 3 ปี อาจจะมีโอกาสขึ้นเบี้ยประกันภัยได้แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 25 % ยกเว้นรถลากจูงและรถพ่วง

2.2 ผู้ขับขี่ที่มีอายุระหว่าง 36-50 ปี ได้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยน้อยลงจาก 20 เป็น 15 %

อย่างไรก็ตามท่านอธิบดีกรมการประกันภัยได้ย้ำเตือนว่า การประกันภัยรถภาคสมัครใจ เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมจากการประกันภัยรถภาคบังคับ ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการจะได้รับการคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัย หรือทรัพย์สินของตนเองหรือบุคคลภายนอก ก็ควรที่จะซื้อการประกันภัยรถภาคสมัครใจไว้ด้วย โดยสามารถสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มครอง อัตราเบี้ยประกันภัย

ที่สำคัญที่สุดคือควรพิจารณาบริษัทประกันภัยที่มีการบริการดี รวดเร็วให้ความเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องกับผู้เอาประกันภัย การปรับเพิ่มลดเบี้ยประกันภัยในครั้งนี้จะเป็นการจูงใจให้ผู้ขับขี่ปรับพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งการเป็นผู้ขับขี่รถที่ดี
จะมีผลให้จ่ายเบี้ยประกันภัยที่ถูกลงได้ และในทางกลับกัน ผู้ขับขี่รถที่ขาดความระมัดระวังก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูง ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นเช่นกัน

หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัยรถ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมการประกันภัย โทร. 0-2547-4524 หรือสายด่วนประกันภัย 1186 กลุ่มคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขตทุกเขตและสำนักงานประกันภัยจังหวัดทุกจังหวัด

อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นถึงที่มาที่ไปของการปรับปรุงเบี้ยประกันรถยนต์ใหม่ในประเด็นสำคัญ คือต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนไปตามภาวะกาล และมีการปรับเปลี่ยนการหลักเกณฑ์บางข้อเพื่อแก้ไขปัญหาเงื่อนไขกรมธรรม์ที่เคยใช้มาตามพิกัดเบี้ยประกันภัยเดิม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของทั้งเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ที่นี้เรามาลองดูแนวโน้มว่าธุรกิจประกันภัยจะมีทิศทางอย่างไร ตามสถิติข้อมูลของกรมการประกันภัยซึ่งเปิดเผยโดยอธิบดีกรมการประกันภัยมองว่าแนวโน้มธุรกิจประกันภัยปี 2548 คาดขยายตัวกว่าร้อยละ 11 เบี้ยรับประกันภัยโดยรวม(ประกันวินาศภัย + ประกันชีวิต) ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจาก GDP ของประเทศที่จะเติบโตร้อยละ 4.5-5.5 บวกกับนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนระดับรากหญ้าทำประกันภัยและการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยรูปแบบใหม่

โดยในปี 2547 ที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัยของไทยนับได้ว่ามีผลการดำเนินงานที่ดี เมื่อพิจารณาจากสถิติเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงของธุรกิจประกันภัยมีเบี้ยประกันชีวิตและประกันวินาศภัยรับโดยตรงรวมจำนวน 231,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,654
ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.03 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2546 ในเบี้ยประกันภัยของปี 2547 เป็นของธุรกิจประกันวินาศภัยมี เบี้ยประกันภัยรับ โดยตรงจำนวน 79,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,058 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.32 โดยการประกันภัยรถยนต์มีสัดส่วนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 59.47

จะเห็นได้ว่า ประภันภัยรถยนต์มีบทบาทสำคัญในธุรกิจประกันภัยและมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณรถยนต์ที่ขยายตัวปีละ 700,000-800,000 คัน/ปี แม้ในระยะนี้อาจจะชะลอตัวลงบ้างจากผลกระทบของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าแนวโน้มทิศทางของรถยนต์ก็ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

สรุปว่าการปรับปรุงเบี้ยประกันภัยรถยนต์ใหม่นี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการทางเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจในอนาคตนั่นเอง และเชื่อมั่นว่ายังคงต้องมีการปรับปรุงต่อไปอีกในระยะใกล้ๆ นี้แน่นอน



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2548
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/soW9t
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th