ชีวิตคือความรื่นรมย์

รับน้องใหม่ในความทรงจำ


เริ่มปีการศึกษาใหม่ในแต่ละปี แทนที่จะได้รับข่าวน่าชื่นชมที่ลูกๆ หลานๆ มีชีวิตใหม่ที่สดใสสำหรับอนาคต แต่กลับได้ข่าวร้าย เช่น รถรับ/ส่งนักเรียนประสบอุบัติเหตุ พ่อแม่เด็กระดับอนุบาลและประถมศึกษาต้องมีปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียน ค่าแต่งกาย ค่าอุปกรณ์การเรียน เด็กระดับมัธยมก็มักได้ยินเรื่องหาที่เรียน และปัญหาค่าเล่าเรียนที่ต้องจ่ายมากเป็นพิเศษที่เรียกว่าแป๊ะเจี๊ยะ นักเรียนยกพวกตีกัน คนบริสุทธิ์ถูกลูกหลง…

แต่ระดับอุดมศึกษามักจะมีปัญหาพี่ๆ รับน้องใหม่แบบโหดๆ โดยเฉพาะปีนี้ ข่าวนิสิตฆ่าตัวตายโดยอ้างว่าทนการรับน้องใหม่แบบโหดๆไม่ได้ ตามมาด้วยการเปิดเผยว่าหลายสถาบัน มีการรับน้องใหม่ที่วิตถารแสดงความอ่อนด้อยทางปัญญา ทั้งแบบลามก สัปดน (ซึ่งสื่อบางคนใช้ว่าอุบาทว์ด้วยซ้ำ) เช่น มีการลนไข่ ให้เปลือยกายคลานบนเลน มัดจู๋ หรือ ชักเย่ออวัยวะเพศหรือให้น้องใหม่หญิงก้มลงทำท่าเหมือนดมหน้าขาน้องใหม่ชาย มีการเต้นท่าไก่ย่าง-พร้อมคำร้องสัปโดกสัปดนและหยาบคายลามก-ที่แม้แต่ลูกชาวบ้านธรรมดาก็กระดากปากเพราะในชีวิตธรรมดาสามัญก็ไม่พูดกันหยาบคายปานนั้น รวมทั้งการเชียร์ และการ “ว้าก”ของรุ่นพี่ที่เรียกว่า “วากเกอร์” ที่น่าเศร้าคือการแข่งเชียร์ที่น้องใหม่คนหนึ่งตกลงมาเสียชีวิตเพราะความไม่รอบคอบ ขาดสำนึกที่ถูกต้องทางความปลอดภัย ทำให้คนภายนอกเห็นว่าการรับน้องใหม่เป็นประเพณีที่ควรต้องยกเลิกเด็ดขาด

ในฐานะที่เคยได้รับการต้อนรับ และได้เป็นรุ่นพี่ที่ต้องรับผิดชอบในพิธีการรับน้องมาก่อน เมื่อมีเหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้น ก็มีลูกๆ หลานๆ ถามมาว่ายุคก่อนเป็นอย่างไร แม้กาลเวลาจะผ่านไปถึงเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว ผู้เขียนกลับไม่เคยลืมความประทับใจในวันก่อนเก่าโน้นเลย แต่ก็เป็นความประทับใจ เมื่อตอนที่จุฬา ฯ มีเพียง 6 คณะ และเรายังมีมหาวิทยาลัยเพียง 5 แห่ง คือจุฬา ฯธรรมศาสตร์ (และการเมือง-ที่เราร้องเพลงว่า “มธก” และเป็นมหาวิทยาลัยเปิด)-เกษตรศาสตร์ (ที่บางเขน) -แพทยศาสตร์ที่ศิริราช (ซึ่งต่อมาคือมหิดล ) และศิลปากร เท่านั้น

เข้าใจว่าจุฬา ฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก จะเริ่มการรับน้องใหม่ และการเชียร์หากแต่สมัยก่อนสังคมไทยเรายังคำนึงถึงขนบ-ธรรมเนียม-ประเพณี-การประพฤติปฏิบัติและวางตัวในสังคมที่ดีงาม ยังไม่รับเอาอารยธรรมจากสังคมใหม่ และค่านิยมไม่สมควรมาประพฤติกันมากนัก

การรับน้องใหม่ในปี 2499 ที่ผู้เขียนเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่จุฬา ฯ มีเพียง 6 คณะ (ตอนก่อนจะจบจึงมีคณะครุศาสตร์เพิ่มอีก และจบไปแล้ว ถึงมีคณะนิเทศศาสตร์และอื่นๆ ตามมา) คงต่างกับทุกวันนี้มากๆ แต่เท่าที่ทราบ การรับน้องรวมของมหาวิทยาลัย น่าจะมี “แก่นแท้” ที่ปฏิบัติกันดีอยู่ จึงไม่ค่อยได้ยินข่าวร้าย และการวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ

แม้แต่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่แต่เดิมได้ชื่อว่า “รับน้องคณะ” รุนแรงไปบ้างเพราะแต่เดิมเป็นคณะที่มีแต่นิสิตชาย แต่เมื่อเริ่มมีนิสิตหญิงสาว (บางคนทั้งเรียนเก่งและสวยด้วยเข้าไป ) คงมีผ่อนคลายไปบ้าง ถ้าอยากรู้ว่าการรับน้องที่นั่นเป็นอย่างไรต้องไปถามคนที่ผ่านคณะนั้นอย่าง ดร. อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ผู้สั่งให้หยุดรับน้องปีนี้ทันที แล้วมากลับตัวภายหลัง) หรือรุ่นกลางๆ อย่าง ธีรยุทธ บุญมีถ้าเก่าไปกว่านั้นต้องไปถาม ศ. ดร. อรุณ สรเทศน์ ดร. เกษม จาติกวณิช หรือคนที่ชาวจุฬา ฯ เรียกท่านด้วยความเคารพยิ่งตลอดมาว่า “พี่โด่ง” หรือ พลอต. กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี

วันรับน้องใหม่ เป็นวันที่พวกเราน้องใหม่ตื่นเต้นมาก หลังจากที่เข้าเรียนพอคุ้นเคยกับพี่ๆเพื่อนๆในคณะ และมหาวิทยาลัยมาประมาณ 2 เดือน (สมัยโน้นเปิดเทอมประมาณ 23 พฤษภาคม ) และรับน้องใหม่ในวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม เพราะช่วงต้นเดือนเป็นการพระราชทานปริญญาซึ่งสมัยโน้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเป็นประจำ

เช้ามืดวันเสาร์นั้น น้องใหม่จะไปตั้งแถวรวมคละกันทุกคณะ นัยว่าเป็นการละลายพฤติกรรมรวมหมู่จากโรงเรียนเก่าและแบ่งคณะแบ่งสี ณ ถนนหน้าตึกเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งกินอาณาบริเวณถึงที่เป็นโรงเรียนสาธิตปทุมวัน ปัจจุบัน ทุกคนมีมาลัยจามจุรี ซึ่งก็คือริบบิ้นสีชมพู ที่ชายสองข้างผูกกิ่งจามจุรี

ขบวนน้องใหม่ซึ่งมีซูเพอร์ซีเนียร์ (โดยจำนวนปีในจุฬา ฯ) เป็นผู้ถือธงสีชมพูนำขบวน (ตอนหลังเห็นว่าน่าจะเป็นการประจานมากกว่าให้น้องใหม่เคารพ จึงเลิกประเพณีนี้) พี่คนนี้จะนำขบวน เริ่มเคลื่อนเข้าทางประตูมหาวิทยาลัยด้านถนนอังรีดูนังต์ หลังคณะอักษรศาสตร์เลี้ยวขวาลอดซุ้มซึ่งทำอย่างง่ายๆ พร้อมที่จะรื้อได้ทันที หรือไม่ก็มีแต่พี่ๆ มายืนเป็นกลุ่มๆ อยู่หน้าคณะ หรือตามรายทางคอยกั้นสัมภาษณ์ แกล้งให้ร้องรำทำเพลง หรือทำกิริยาแปลกๆ บ้างเล็กๆน้อยๆ แกล้งแต่งหน้าทาแป้งไปบ้าง แกล้งถือท่อนจามจุรีเท่าแขนขู่บ้าง แต่ความจริงแค่มาให้ลอด (เช่น ให้เต้นลิมโบรอคบ้าง สำหรับคนที่พี่ๆ รู้ว่าเป็นคนดัง ฯลฯ) เพื่อสนุกสนานและสร้างความขบขันคุ้นเคย แต่ไม่ถึงกับมีเรื่องโหดๆ หรือลามกและสัปโดกสัปดนอย่างในที่เป็นข่าวในปัจจุบัน

ขบวนจะเริ่มผ่านพี่ๆ ชาวอักษรศาสตร์-ไปตามถนน ผ่านพี่ๆ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ซึ่งเดิมคณะตั้งอยู่บริเวณโรงอาหารและอาคารบรมราชกุมารี) -พี่ๆ ชาวเคมีคณะวิทยาศาสตร์อาจมาตั้งกลุ่มตรงหน้าแผนก ผ่านพี่ๆ ชาวสถาปัตยกรรมศาสตร์-ผ่านไปด้านสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย (ซึ่งตอนหลังดูเหมือนพี่ๆ ชาวครุศาสตร์มาตั้งด่านแถวนั้น) ผ่านคณะวิทยาศาสตร์แล้วถึงพี่ชาวรัฐศาสตร์ซึ่งเข้ามาตั้งกลุ่มต้อนรับบริเวณหน้าตึกจักรพงษ์ เลยไปถึงพี่ชาวคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนเข้าสู่หอประชุมใหญ่ด้านหลังหอประชุม

อาจเป็นเพราะสมัยโน้นมีจำนวนน้อยคณะ นอกจากนั้นยังมีรุ่นพี่และกรรมการสโมสร ฯตลอดจนอาจารย์ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลสโมสรนิสิต ฯ คอยกวดขันกำกับเรื่องการกั้น-การสัมภาษณ์และบังคับให้น้องร้องเพลงเชียร์คณะตนอย่างสั้นๆ แม้กระทั่งการบังคับให้กินขนม (โก๋อันแสนฝืดคอ) และดื่มน้ำอัดลมบ้าง ก็เป็นการเอื้ออารีมากกว่าการกลั่นแกล้งแรงๆ เพราะน้องใหม่ทุกคนทุกคณะต้องเข้าหอประชุมก่อน 11 น. (แต่ส่วนมากมักจะช้ากว่ากำหนด)

เมื่อเข้าไปในหอประชุมแล้ว ทุกคนจะยืนพร้อมกันร้องเพลง “มหาจุฬาลงกรณ์” (ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ พระราชทานทำนองและโปรดเกล้า ฯ ให้ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา กับน้องชาย คือ คุณ สุภร ผลชีวิน ช่วยแต่งเนื้อร้อง) อันเป็นประเพณีของชาวจุฬา ฯ เมื่อจะมีพิธีการใดก็จะร่วมกันร้องเพลงนี้และยืนขึ้นแสดงความเคารพพร้อมกัน

จากนั้นอธิการบดีจะมากล่าวต้อนรับ ตามมาด้วยคณบดีคณะต่างๆ แล้วจากนั้นนายกสโมสรนิสิตจุฬา ฯ ก็ขึ้นมากล่าวต้อนรับและแนะนำกรรมการสโมสร ฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนนิสิตคณะต่างๆ และประธานชุมนุมต่างๆ โดยแนะนำประธานเชียร์ของสโมสร ฯ เป็นคนสุดท้าย ประธานเชียร์สโมสรแนะนำประธานเชียร์แต่ละคณะ ซึ่งจะมีการ “บูม” เป็นคณะๆ เรื่อยไปจน “บูม” รวมมหาวิทยาลัย

จากนั้นประธานเชียร์ก็จะชี้แจงให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับระเบียบประเพณีสำคัญของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะคำขวัญทั้ง 5 ประการ (ที่ตอนหลังเรียกว่า “โซตัส” อันย่อมาจาก S-SENIORITY/O-ORDER/T-TRADITION/U-UNITY และS-SPIRIT ซึ่งในภาษาไทยก็จะเป็น “อาวุโส-ระเบียบ-ประเพณี-สามัคคี และ น้ำใจ” ) แนะนำเรื่องการปฏิบัติตนทั้งการเรียนและการครองตนในสังคมใหม่ ฯลฯ ก่อนจะให้รวมร้องเพลง “เดินจุฬา ฯ” ออกจากห้องประชุม แล้วก็ปล่อยให้กลับไปพักผ่อนอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อย โดยเฉพาะนิสิตชายควรแต่งเครื่องแบบครบ คือ เสื้อราชปะแตนเพื่อเตรียมตัวมางานรับน้องที่เป็นทางการของแต่ละคณะในเวลาประมาณ 3-4 โมงเย็นและรับเลี้ยงจากรุ่นพี่ในวันเดียวกัน

เห็นจะยังจบไม่ลงเพราะยังมีการรับน้องของแต่ละคณะ ทั้งการรับน้องหอพัก (ซีมะโดง-โด๊ง-โด่ง) ศีลจุ่ม-โยนน้ำ-วันถวายบังคม-กีฬากลางแจ้ง-ฟุตบอลประเพณี…ฯลฯ จนถึง “ลาแล้วจามจุรี”…@



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2548
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hZc52

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน