บทความ

เรียวอิจิ ซาซากิ


หลังจากประสบความสำเร็จตลอดการดำเนินงานในประเทศไทยมายาวนานถึง 40 ปี ปีนี้ โตโยตาตั้งความหวังในการพิชิตแชมพ์ยอดขายทั้ง รถเก๋ง และรถพิคอัพ โดยเตรียมสร้างฐานไว้หลายด้านรวมถึงการสร้างฐานการผลิตรถพิคอัพ ด้วยการลงทุนมูลค่ามหาศาล

แต่อย่างไรก็ตามการพิชิตแชมพ์ในตลาดรถยนต์เมืองไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ในภาวะการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเช่นนี้โดยเฉพาะในตลาดรถพิคอัพ “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ เรียวอิจิ ซาซากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ถึงวิสัยทัศน์ของเขาและอนาคตของ โตโยตา ในเมืองไทย

 

ฟอร์มูลา : หลังจากความสำเร็จในการฉลอง 40 ปี คุณเตรียมนโยบายและแผนงานในอนาคตไว้อย่างไร ?

เรียวอิจิ : ในระยะยาวผมอยากจะให้มีการฉลอง 40 ปีอีกเพราะนั่นถือเป็นการประสบความสำเร็จของการดำเนินงานส่วนในระยะสั้นอยากที่จะรักษาสถานการณ์ตอนนี้ไปเรื่อยๆ เพราะปีนี้บริษัทพอใจกับยอดขาย มาร์เกทแชร์และในส่วนของรถใหม่ เพราะฉะนั้นบริษัทก็มีความตั้งใจในส่วนของโมเดลใหม่ๆ ให้ประสบความสำเร็จต่อไปรวมทั้งมุ่งไปที่การเสริมสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ในปีที่ผ่านมา ได้รับรางวัล 2 รางวัล คือ ความพึงพอใจและการบริการหลังการขาย รวมถึงการปรับปรุงในเรื่องการดำเนินกิจการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผลิตสินค้าตลาดส่งออก และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เรื่องต้นทุน คือ เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศส่วนการขายจะเน้นไปที่กิจกรรมของดีเลอร์ไม่ว่าจะก่อนและหลังการขาย รวมถึงการขยายดีเลอร์เพิ่มขึ้น

 

ฟอร์มูลา : วางแผนงานเกี่ยวกับสินค้าใหม่ไว้อย่างไร ?

เรียวอิจิ : โตโยตา ตื่นตัวอยู่เสมอในเรื่องการปรับปรุงสินค้า รวมถึงการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆอย่างเช่นที่ผ่านมาในส่วนของรถเก๋ง ไม่ว่าจะเป็น แคมรี และอัลทิส และล่าสุด โซลูนา วีออสซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จะเห็นได้ชัดเจนว่าในเรื่องของสินค้าใหม่ โตโยตา มีการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งในปีนี้สินค้าใหม่ต้องมีแน่นอน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไรแต่เราตระหนักเสมอว่าลูกค้าต้องการสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องตอบสนองให้มากที่สุด เช่นเซกเมนท์ของรถ มีนีเอมพีวี ซึ่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในประเทศอื่นรถประเภทนี้ค่อนข้างสำคัญมากในเมืองไทยก็น่าที่จะมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน ดังนั้น โตโยตา จึงศึกษาความเป็นไปได้เพื่อบุกตลาดนี้ในอนาคต

 

ฟอร์มูลา : การปรับปรุงดีเลอร์ และการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า เตรียมแผนไว้อย่างไร ?

เรียวอิจิ : สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ พยายามทำให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด ดีเลอร์เป็นส่วนแรกที่ต้องเจอกับลูกค้าจึงต้องมีการศึกษา และทำงานร่วมกับดีเลอร์ให้มากขึ้น เช่น ด้านการขาย บริษัทได้มีการจัดโครงการ EXPRESS MAINTENANCE ซึ่งเป็นการลดเวลาซ่อมบำรุงให้รวดเร็วกว่าที่อื่น ราคาสมเหตุสมผลด้านการขายลดระยะเวลาส่งมอบรถให้ลูกค้า พยายามทำกิจกรรมปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เช่นการจัดสรรดีมานด์กับซัพพลาย รวมถึงการส่งรถให้ดีเลอร์ แล้วดีเลอร์ส่งรถให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว

โตโยตา ต้องการเพิ่มยอดขาย จึงต้องมีการทบทวนในเรื่องของขีดความสามารถของดีเลอร์ เช่น การสตอคสินค้าจำนวนพนักงานขาย การพัฒนาคุณภาพของพนักงานของบริษัท โดยการฝึกอบรม หรือแม้กระทั่งจำนวนของโชว์รูมและเรื่องของการซ่อมสี และตัวถัง ซึ่งไม่ดูเฉพาะแต่จำนวนเท่านั้นแต่จะรวมไปถึงสถานที่ตั้งแต่ละแห่งว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

ปีที่ผ่านมา โตโยตา พัฒนาอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของรถเก๋ง มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 40 % ส่วนรถพิคอัพมีการพัฒนาเช่นกัน ถึงแม้ว่ายอดขายจะตาม อีซูซุ อยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นช่องว่างที่น้อยดังนั้นในอนาคตข้างหน้าเราก็พยายามที่จะเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งตลาดรถเก๋ง รถพิคอัพ และยอดขายอันดับหนึ่งเหมือนเดิมต่อไปไม่มีเปลี่ยนแปลง

 

ฟอร์มูลา : โตโยตา วางแผนการแข่งขัน และกลยุทธ์ไว้อย่างไรบ้างสำหรับรถพิคอัพ ?

เรียวอิจิ : การขึ้นสู่อันดับหนึ่ง โตโยตา ก็ยังท้าทายต่อไป ส่วนคู่แข่งก็คงต้องพยายามต่อไปซึ่งก็คือการแข่งขันที่น่าสนใจในตลาดรถพิคอัพ ส่วนเราก็มองภาพไว้แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องทำได้แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่า อีซูซุ ในประเทศไทยแข็งแรงมาก

 

ฟอร์มูลา : แผนงานสำหรับการลงทุนในส่วนของโรงงานเป็นอย่างไร ?

เรียวอิจิ : ปีนี้เป็นเรื่องการลงทุนของโรงงานผลิตรถพิคอัพเพื่อการส่งออก ซึ่งเริ่มต้นการลงทุนไปตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ว่าปีนี้ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่องจนถึงปี 2547 ครั้งนี้ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท ในปีนี้จะเห็นเด่นชัดที่สุดคือ การเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อซัพพอร์ทการขายและการส่งออก โดยที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มบุคลากรและที่โรงงานสำโรงได้เพิ่มการทำงานเป็น 2 กะซึ่งปีนี้จะมีการศึกษาเพื่อวางแผนสำหรับโรงงานเกทเวย์ ซึ่งผลิตรถเก๋ง โดยจะเพิ่มเวลาการทำงานเป็น 2 กะเช่นกันอาจจะไม่ใช่เป็นการลงทุนสร้างโรงงาน แต่จะเป็นการเพิ่มทรัพยากรบุคคลมากกว่า

 

ฟอร์มูลา : โตโยตา ย้ายฐานการผลิตรถพิคอัพมาประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนการผลิตใช่หรือไม่ ?

เรียวอิจิ : การลดต้นทุนมีส่วนเช่นกัน แต่ก็มีอีกหลายปัจจัย เช่น มีฐานส่วนซัพพลายเออร์ ค่อนข้างแข็งแรงแรงงานค่อนข้างดี และตลาดรถพิคอัพประเทศไทยใหญ่และแข็งแรงรัฐบาลเองก็มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างต่อเนื่องที่ตั้งในภูมิภาคประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสม ทำให้แข่งขันในด้านต้นทุนได้ในตลาดโลก

 

ฟอร์มูลา : นอกจากการลงทุนเรื่องโรงงาน ในส่วนอื่นมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ?

เรียวอิจิ : การลงทุนในส่วนอื่นคงจะไม่มี นอกจากการลงทุนในส่วนของการปรับปรุงดีเลอร์ซึ่งความจริงแล้วการปรับปรุงโชว์รูมเป็นหน้าที่หลักของดีเลอร์ แต่บริษัทก็เห็นด้วยในเรื่องของการปรับปรุงให้ดีขึ้นจึงได้มีการช่วยเหลือดีเลอร์ในเรื่องนี้ โดยการลงทุนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ การปรับปรุงในเรื่องของคุณภาพและการเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการ

ขณะนี้ โตโยตา มีโชว์รูมและศูนย์บริการทั้งสิ้น 238 แห่งซึ่งการเพิ่มจำนวนโชว์รูมนั้นต้องศึกษาก่อนว่าจะเพิ่มจำนวนเท่าใดส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของสถานที่ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

 

ฟอร์มูลา : สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2546 จะเป็นอย่างไร ?

เรียวอิจิ : ตลาดโดยรวมในปีนี้คงจะไม่เติบโตแบบพุ่งพรวดเหมือนปีที่แล้ว ที่เติบโตถึง 40 % คาดว่าปีนี้คงจะเติบโตเพียง 10-20 % เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ยอดขายโดยรวมมีประมาณ 450,000-480,000 คัน

 

ฟอร์มูลา : ถ้าเปรียบเทียบกับภูมิภาคเดียวกัน คุณมองประเทศไทยเป็นอย่างไร ?

เรียวอิจิ : สำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีอนาคตสดใสเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เพราะว่ามีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่อง ในอนาคตก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2505-2506 ตลาดจะมียอดขายรวมประมาณ 600,000 ในปี 2010 น่าจะอยู่ที่ 800,000 คันที่สำคัญที่สุดตลาดของไทยมีศักยภาพที่จะโตได้อีกมาก เศรษฐกิจในประเทศไทยก็น่าจะเติบโตเช่นกันส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์เติบโต และอัตราการใช้รถต่อคนยังมีไม่มากเพราะฉะนั้นประเทศไทยเป็นตลาดที่มีช่องว่างให้อุตสากรรมรถยนต์เติบโตได้ ต่อไปลูกค้าจะมีอำนาจการซื้อสูงขึ้นและยิ่งไปกว่านั้นทางไทยก็เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะรถพิคอัพดังนั้นเมื่อมองภาพตลาดภายในประเทศ อัตราการเติบโต และการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเชื่อได้ว่าอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยสดใส



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2546
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/5tYV1
อัพเดทล่าสุด
12 Feb 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,190,000
3.
2,190,000
4.
5,939,000
5.
6,139,000
6.
2,290,000
7.
2,387,000
8.
2,649,000
9.
2,299,000
10.
4,999,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

Motor Expo Photo Album