บทความ

ปฏิรูป


ตุลาคม 2545 ต้องถือว่าเป็นเดือนแห่งการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ของเมืองไทย

ปฏิรูปตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง จากเหนือเมฆมาสู่ระดับติดดินกันเลย

 

ระดับเหนือระดับบน ก็คือการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญซึ่งว่ากันว่าสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมื่อครั้งปฏิรูประบบการบริหารบ้านเมือง ในยุคก่อนเมื่อสมัยเกือบ 100 ปีมาแล้ว ครั้งนั้นเปลี่ยนระบบราชการที่มีชื่อเรียกว่า ระบบจตุสดมภ์ มีกระทรวงหลักอยู่เพียงแค่ 4 กระทรวง คือ เวียง วัง คลัง และนา มาเป็นระบบใหม่คล้ายๆกับยุคปัจจุบันมีกระทรวงทันสมัยเกิดขึ้นมากมายหลายกระทรวง และสุดท้ายก่อนที่จะมีการปฏิรูประบบราชการคราวนี้ มีกระทรวงอยู่ทั้งหมด 13 กระทรวงกับอีก 1 ทบวง

 

วันนี้รัฐบาลท่านเห็นว่า ระบบบริหารราชการบ้านเมืองที่มีกระทรวงอยู่ที่ 13 กระทรวง กับอีก 1 ทบวงนั้น ไม่ทันสมัย ไม่กระชับ ไม่คล่องตัว ไม่สามารถที่จะบริหารบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ดังใจนึก

 

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูประบบราชการเสียใหม่ เพิ่มกระทรวงให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่มีอยู่ 13 กระทรวงกับอีก 1 ทบวง กลายเป็นมีทั้งหมด 20 กระทรวงด้วยกัน

 

การปฏิรูปคราวนี้ กว่าจะทำได้สำเร็จก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลเต็มทีทางด้านการตราพระราชบัญญัติเพื่อการปฏิรูปออกมา

 

และก็เพราะเรื่องทุลักทุเลนี่เอง ทำให้เห็นกันว่า ระบบการเมืองของเราในปัจจุบันนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งให้มีการปฏิรูปเสียใหม่โดยเร็ว จำเป็นเสียยิ่งกว่าการปฏิรูประบบราชการเสียอีก เพราะนักการเมืองทั้งในระดับบริหารบ้านเมือง ในระดับสภายังคงจมปลักอยู่กับพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลมารยา และการประจบสอพลออย่างน่ารังเกียจเป็นที่สุด

 

การปฏิรูปคราวนี้ประชาชนคงจะหวังที่จะได้ประโยชน์อะไรไม่มากนัก นอกจากจะได้เห็นตำแหน่งรัฐมนตรีในระดับว่าการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 20 ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการอาจจะลดน้อยหรือหายไป แต่ก็จะได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีกในจำนวนที่น่าจะมากกว่าตัวรัฐมนตรีว่าการด้วยซ้ำ

 

เพิ่มทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ตำแหน่งปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมกองต่างๆ เปลี่ยนป้ายชื่อกระทรวง เปลี่ยนป้ายชื่อกรม จัดหาสถานที่ใหม่สำหรับกระทรวงที่เพิ่มขึ้น กรมกองที่เพิ่มขึ้น โต๊ะเก้าอี้ประจำตำแหน่ง รถประจำตำแหน่งและอื่นๆ อีกจิปาถะ งานนี้งบประมาณแผ่นดินคงเหลือเอาไปพัฒนาบ้านพัฒนาเมืองเพียงไม่กี่บาท ส่วนใหญ่คงต้องเอาไปใช้เพื่อการปฏิรูปกันสนุกมือ

 

ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองจะมีอะไรดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 

เออออห่อหมกเข้าไว้ก่อนเป็นการดี สมัยนี้ถ้าไปขัดคอขัดใจอะไรเข้า จะกลายเป็นคนไม่มีวิสัยทัศน์หรือไม่มีบูรณาการเอา และดีไม่ดีจะกลายเป็นคนไม่รักชาติรักบ้านรักเมืองเสียอีก จะเสียผู้เสียคนเอาง่ายๆ

 

ที่พูดมานี่เป็นเรื่องของการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในระดับบน

ในระดับล่างก็ไม่น้อยหน้ากับเขา ใช้อุดมฤกษ์ในเดือนเดียวกันนี่แหละ

กรุงเทพมหานครหรือกทม.ประกาศปฏิรูปสุนัขในกรุงขึ้นมาพร้อมกัน เป็นการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์อีกเหมือนกัน

สุนัขในกรุงมีอยู่ 2 กลุ่มหลัก สุนัขจรจัด กับ สุนัขมีเจ้าของ

สุนัขจรจัด ก็คือสุนัขที่วิ่งเพ่นพ่านอยู่ตามท้องถนน อยู่ตามตลาด ตามวัด ไม่มีใครเป็นเจ้าของเป็นตัวเป็นตน

 

สุนัขในกลุ่มนี้ กทม. กำลังเร่งมือควบคุมด้วยการทำหมันเพื่อการควบคุมปริมาณเป็นการใหญ่ ในการทำหมันก็มีบ้างที่กลายเป็นการฆาตกรรมสุนัขโดยสุจริตไปไม่น้อย จะเนื่องมาจากการผิดพลาดทางเทคนิคประการใดก็ไม่สามารถจะชี้ชัดได้ แต่ชาวบ้านชาวช่องที่มีจิตมีใจเอื้ออารีต่อสุนัขไม่ค่อยจะเห็นดีเห็นชอบด้วยเท่าไรนัก

 

สุนัขอีกประเภทหนึ่ง คือ สุนัขมีเจ้าของ หรือสุนัขที่มีผู้เลี้ยงดูอยู่ในบ้าน สุนัขกลุ่มนี้แหละกำลังจะเข้าสู่ระบบการปฏิรูปครั้งสำคัญ

 

ต่อไปนี้ สุนัขที่มีเจ้าของทุกตัวจะต้องมีบัตรประจำตัวสุนัข ต้องมีสำมะโนครัวสุนัข ต้องมีสถานะไม่ต่างอะไรกับคน และดูเหมือนว่าจะต้องมีความพิเศษบางอย่างเหนือกว่าคนด้วย

 

กทม. กำหนดเป็นบทบัญญัติของ กทม. ว่าต่อไปนี้สุนัขมีเจ้าของทุกตัว ต้องให้เจ้าของนำตัวไปให้คลีนิคสัตว์ ให้หมอตรวจสุขภาพ ฉีดยากันโรคและฝังชิพซึ่งสามารถจะบ่งบอกสถานะประจำตัวเฉพาะตัวเอาไว้ จากนั้นจะต้องเอาใบรับรองจากคลีนิคสัตว์ไปแจ้งต่อที่ทำการเขตที่มีภูมิลำเนา จัดทำสำมะโนครัว แจ้งชื่อ แจ้งเพศ แจ้งสี และอะไรบางอย่างที่จำเป็นต่อเจ้าพนักงาน เมื่อมีการเกิดลูกเกิดหลานก็ต้องไปแจ้งเพิ่มเติมในสำมะโนครัว ตายหรือหายก็ต้องไปแจ้งเพื่อคัดออกจากสำมะโนครัว งานนี้คนต้องทำอะไรบ้าง สุนัขก็ต้องถูกทำอย่างนั้น

 

การจัดทำทะเบียนหรือสำมะโนครัวสุนัขบ้านนี้ อย่าทำเป็นเล่นหรือไม่สนใจไป ละเลยหรือไม่ไปแจ้งจัดทำ มีความผิดตามกฎหมายด้วยนะจะบอกให้

 

ก็เห็นจะสนุกกันใหญ่ละคราวนี้ สำนักงานเขตใน กทม. คงจะต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารองรับการปฏิรูปวงการสุนัขกันอีกหน่วยงานหนึ่ง จะตั้งชื่อว่าอะไรนั้นคงจะต้องคิดอ่านกันให้ดีๆ ไม่งั้นคนที่ทำงานทางด้านนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับหัวหน้าหรือระดับลูกน้องคงจะเสียความรู้สึกกันจนไม่คิดอยากจะทำงานให้เกิดประสิทธิภาพเป็นแน่



------------------------------
เรื่องโดย : "หลวงเลียบเมือง"
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2545
คอลัมน์ : บทความ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/mqRH3

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน