ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์

ไฟฟ้าต้องมาก่อนรถไฟฟ้า


COVID-19 กลับมาเป็นวิกฤตหนักของประเทศอีกครั้ง เพราะแม้เราจะมีระบบสาธารณสุขยอดเยี่ยมติดอันดับต้นๆ แต่เรื่องมัวเมาอบายมุขของประชาชน และความฉ้อฉลของบรรดาผู้มีอำนาจ ก็โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน

ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้อยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงยุคยานยนต์ไฟฟ้า ที่รัฐตั้งเป้าว่าจะมาถึงใน 14 ปีข้างหน้า

 

ที่สำคัญ คือ เกรงว่าจะอดทนรอเก้อน่ะสิครับ ด้วยเหตุผลหลายประการ

 

ประการแรก เมื่อพิจารณาจากเป้าหมาย แนวทาง และมาตรการต่างๆ แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง ซึ่งล้วนแต่ใหญ่โตทั้งนั้น แถมอาจเป็นคนละพรรคคนละพวก หัวขบวนที่จะกำกับดูแลจึงต้องมีอำนาจมาก สามารถสั่งการได้ทุกเรื่อง แค่ระดับรองนายกฯ อย่างตอนนี้ เอาไม่อยู่หรอกครับ

 

โครงการที่ต้องรวมพลังกันจริงๆ จังๆ แบบนี้ ประเทศที่จะทำได้สำเร็จทันอกทันใจ ต้องเป็นอย่างจีน ซึ่งผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

ประการที่ 2 เรายังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอีกมาก โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า

 

การที่ผมยกตัวอย่างจีน ไม่ได้หมายความว่า ประเทศที่มีผู้นำอย่างลุง จะทำไม่ได้ ทำได้ครับ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป และมีขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดว่ามันควรจะเริ่มจากการผลิตไฟฟ้าให้ทั่วถึง และพอเพียงเสียก่อน

 

การไฟฟ้าฯ อาจยืนยันว่า สามารถผลิต และจัดหา (ซื้อ) ไฟฟ้าให้เราได้ แต่ก็ไม่มีหลักประกันด้านความมั่นคง ถ้าเราจะใช้รถไฟฟ้าเป็นล่ำเป็นสัน คงซื้อไปเรื่อยๆ ไม่ไหว หากสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้อย่างเพียงพอ ย่อมปลอดภัยกว่ายืมจมูกเพื่อนบ้านหายใจแน่นอน

 

นอกจากนี้ ลักษณะการผลิตแบบรวมศูนย์ ยังไม่สอดคล้องกับแผนขยายสถานีชาร์จไฟไปทั่วประเทศ เพราะถ้าไฟฟ้ามาจากส่วนกลาง หรือโรงงานไฟฟ้าของรัฐเพียงแหล่งเดียว อาจเกิดความยุ่งยากในการจัดส่งกระแสไฟ จนทำให้การตั้งสถานีชาร์จต้องลงทุนสูงมาก

 

ดังนั้น สิ่งที่รัฐต้องส่งเสริมก่อนอื่นใด คือ ระบบไฟฟ้าชุมชน อาจจะเป็นไฟฟ้าจากพลังน้ำ พลังแสงอาทิตย์ หรือพลังกังหันลม แล้วพอแต่ละชุมชนผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง การสร้างสถานีชาร์จแบทเตอรีรายย่อยกระจายในชุมชนทุกหนแห่งก็จะง่ายดายไร้ปัญหา

 

ประการสุดท้าย เป็นประเด็นที่ผมย้ำมาตลอดว่า การหักดิบเพื่อเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และไม่มีขั้นตอนชัดเจนที่คำนึงถึงบริบทต่างๆ อย่างรอบด้าน อุตสาหกรรมรถสันดาปภายในที่เราสร้างมา 60 ปีจะล่มสลาย เริ่มจากบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพราะรถไฟฟ้าหนึ่งคันจะใช้ชิ้นส่วนแค่ 1-2,000 ชิ้นเท่านั้น ขณะที่รถปัจจุบันใช้ถึงประมาณ 3-40,000 ชิ้น/คัน

 

ผมจะบอกให้ว่า บริษัทผู้ผลิตรถส่วนใหญ่ต้องการทำคู่กันไป คือ ผลิตรถสันดาปภายใน (รวมรถไฮบริด และพลัก-อิน ไฮบริด) สำหรับขายในประเทศ และส่งออก ขณะเดียวกัน ก็ค่อยๆ ปรับตัว ทยอยผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไปตามความพร้อมของตลาด

 

ฝากไว้ให้คิดระหว่างสู้กับ COVID-19 นะครับ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างระบบไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นก้าวแรก และก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เป้าหมายผลิตรถไฟฟ้าประสบความสำเร็จ



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2564
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/FLFHe

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน