รู้ทันเทคนิค

เทคโนโลยี SPORT HYBRID I-MMD ใน HONDA


อีกหนึ่งการขับเคลื่อนที่น่าสนใจจาก HONDA (ฮอนดา) ด้วยมอเตอร์สมรรถนะสูง ประหยัด และแรง จากเทคโนโลยีในกลุ่มของ E:HEV คือ เทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่เชื่อมสู่อนาคตในกลุ่มไฮบริด

ระบบขับเคลื่อนไฮบริด SPORT HYBRID I-MMD

 

72.2

 

การใช้เครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และแบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน จะให้แรงบิดอันทรงพลังที่มาพร้อมอัตราเร่งรวดเร็วทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบขับเคลื่อนไฮบริด SPORT HYBRID I-MMD เริ่มเข้ามาให้เห็นในรถยนต์ HONDA ACCORD HYBRID (ฮอนดา แอคคอร์ด ไฮบริด) เป็นรุ่นแรก แต่น่าเสียดายที่ทาง HONDA ไม่ได้พโรโมทถึงหลักการทำงานอันน่าสนใจนี้มากนัก ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่ามันคือ ระบบไฮบริดที่เหมือนรถทั่วๆ ไปในตลาด

 

และต่อจากนี้จะเพิ่มเติมในรถยนต์รุ่นอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เราอาจได้เห็นรถยนต์ HONDA พร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดประสิทธิภาพสูง ที่ได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ E:HEV (อี:เอชอีวี) ลองมาดูกันว่า เทคโนโลยีในน้องเล็กสุดอย่าง HONDA CITY E:HEV (ฮอนดา ซิที อี:เอชอีวี) มีอะไรน่าสนใจบ้าง ก่อนที่เราจะได้เห็นในรุ่นอื่นๆ ต่อไป

 

 

SPORT HYBRID I-MMD ทำงานอย่างไร ?

 

72.3

 

โดยปกติแล้วระบบไฮบริด จะใช้เครื่องยนต์ทำงานเป็นหลัก แล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมสมรรถนะเพื่อลดอัตราสิ้นเปลือง และมลพิษ ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง HONDA ใช้ระบบไฮบริดที่เรียกกันว่า MILD-HYBRID มาตลอด ซึ่งการทำงานของระบบไฮบริดแบบนี้ จะใช้มอเตอร์ขนาดที่ไม่ใหญ่มาก

 

มอเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อนจะทำหน้าที่เป็นเจเนอเรเตอร์ในตัว โดยทำงานสลับหน้าที่กัน ขณะกดคันเร่งมอเตอร์จะทำหน้าที่เสริมแรงบิดให้กับเครื่องยนต์ เมื่อยกคันเร่ง หรือเบรค มอเตอร์จะสลับหน้าที่มาเป็นเจเนอเรเตอร์เพื่อชาร์จไฟไปยังแบทเตอรีขนาดเล็ก ช่วยเสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์ สามารถช่วยลดมลพิษ และการใช้เชื้อเพลิงได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำงานแบบ SPORT HYBRID I-MMD นั้น ได้แยกการทำงานของมอเตอร์ และเจเนอเรเตอร์แยกกัน ทำให้สามารถออกแบบให้มอเตอร์มีสมรรถนะสูงได้ และเจเนอเรเตอร์มีขนาดกำลังการผลิตกระแสไฟที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้แบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน ความจุ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง

 

การทำงานของระบบ E:HEV

 

72.5

 

น้องเล็กสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปก็คือ HONDA CITY E:HEV ที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนที่มีกำลัง 109 แรงม้า ตั้งแต่ 3,500-8,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 27.8 กก.-ม. ตั้งแต่ 0-3,000 รตน. ด้วยมอเตอร์ที่มีกำลังแรงมากขึ้น ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเป็นหลัก มาใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนทำงานเป็นหลัก เพื่อให้มีตัวเลขความประหยัดเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รูปแบบการขับเคลื่อน เมื่อแบทเตอรีมีกำลังไฟเพียงพอ และจอดหยุดนิ่ง เครื่องยนต์จะไม่ทำงาน ระบบปรับอากาศจะใช้พลังงานจากแบทเตอรีจนกว่าพลังงานในแบทเตอรีจะลดต่ำ เครื่องยนต์จึงจะทำงาน ขณะออกตัวจนถึงความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. ถ้าแบทเตอรีมีเพียงพอ รถจะขับเคลื่อนในรูปแบบ EV MODE จนแบทเตอรีลดต่ำลง ระบบจะปรับเปลี่ยนไปทำงานในโหมด HYBRID เป็นการทำงานผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ

 

ในช่วงความเร็วปานกลางตั้งแต่ 20–60 กม./ชม. จะมีลักษณะการขับเคลื่อนคล้ายกัน คือ ถ้าวิ่งด้วยความเร็วคงที่จะใช้ EV MODE เป็นหลัก เมื่อแบทเตอรีเพียงพอ ถ้าแบทเตอรีลดต่ำ จะทำงานในโหมด HYBRID จะเป็นการทำงานสลับไปมา ขึ้นอยู่กับปริมาณของแบทเตอรีที่มี และลักษณะการใช้คันเร่ง ในความเร็วเดินทางคงที่ ตั้งแต่ 80-130 กม./ชม. จะเป็นการทำงานสลับกันระหว่าง EV MODE และ HYBRID สลับเปลี่ยนไปตามปริมาณแบทเตอรีที่มี ส่วนจังหวะเร่งแซงนั้นจะทำงานในโหมด HYBRID เพราะต้องการสมรรถนะสูงสุดทั้งจากเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ทุกครั้งที่มีการถอนคันเร่ง หรือเบรค จะมีการชาร์จไฟกลับไปยังแบทเตอรีตลอดเวลา และในการแยกมอเตอร์ไฟฟ้ากับเจเนอเรเตอร์ออกจากกันนั้น ยังทำให้เจเนอเรเตอร์สามารถปั่นไฟในขณะที่กำลังเร่งเครื่องอยู่ได้ด้วย ทำให้สามารถชาร์จแบทเตอรีได้พร้อมๆ กัน สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้ถึง 27.8 กม./ลิตร ในอนาคตอันใกล้ก่อนจะไปสู่รถ EV นั้น เราจะได้เห็นเทคโนโลยี E:HEV ในรุ่นอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก



------------------------------
เรื่องโดย : พหลฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2564
คอลัมน์ : รู้ทันเทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/qa25z
เพิ่มเพื่อน