พิเศษ

ย้อนรอยความสำเร็จ 1 ศตวรรษ MAZDA จากผู้ผลิตจุกคอร์ค สู่บแรนด์ยานยนต์ระดับโลก !


MAZDA MOTOR CORPORATION 100 YEARS “SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM”

MAZDA (มาซดา) บแรนด์รถยนต์ที่มีความเป็นมายาวนาน และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่น จากจุดเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทผลิตจุกไม้คอร์คในปี 1920 ตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย และมีการพัฒนาอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะกลายเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกในปัจจุบัน

ก้าวแรกในยุคสงครามโลก ครั้งที่ 1

1920

 

TOYO CORK KOGYO CO., LTD.

 

จุดเริ่มต้นของ MAZDA เกิดจาก บริษัท โตโย คอร์ค โคเกียว จำกัด (TOYO CORK KOGYO CO., LTD.) ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ผลิตจุกไม้คอร์คสำหรับปิดขวด

 

1927

บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โตโย โคเกียว โดยเน้นการผลิตเครื่องมือของเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เครื่องเจาะหิน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นต่างมีความทะเยอทะยานในการเอาชนะเทคโนโลยีของชาติตะวันตก ซึ่ง โตโย โคเกียว ก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

1930-1931

MAZDA GO

38.4

MAZDA ผลิตรถจักรยานยนต์ออกจำหน่ายในญี่ปุ่นครั้งแรก แต่ไม่ได้รับความนิยม ในปีถัดมาจึงได้เบนเข็มมาผลิตรถบรรทุก 3 ล้อ เครื่องยนต์ 500 ซีซี ออกจำหน่ายในปี 1931 โดยใช้ชื่อว่า MAZDA-GO (มาซดา-โก)

 

1949

ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 โรงงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูกิจการ และก่อสร้างใหม่ จนกระทั่ง บริษัทฯ สามารถผลิตยานยนต์ออกขายได้อีกครั้ง

 

1950

หลังสิ้นสุดสงครามโลก กิจการผลิตรถยนต์ของ MAZDA เริ่มต้นขึ้นใหม่ และผลิตรถยนต์ 4 ล้อ ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก

1951

MAZDA เริ่มเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดย “มาสด้าสุโกศล” และรถ MAZDA รุ่นแรกที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นรถกระบะ 3 ล้อที่นำเข้าโดยตรงจากเมืองฮิโรชิมา จากนั้นอีก 9 ปีต่อมาก็ได้แนะนำรถ MAZDA R360 COUPE (มาซดา อาร์ 360 คูเป) ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของ MAZDA เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ

 

 

การออกแบบ และผลิตรถยนต์

 

JUJIRO MATSUDA

 

บแรนด์ MAZDA มาจากชื่อผู้ก่อตั้ง “จูจิโร มัตสึดะ“ (JUJIRO MATSUDA) ที่ออกเสียงสอดคล้องกับชื่อของเทพเจ้า อฮูรา มาซดา (AHURA MAZDA) เทพเจ้าแห่งความสามัคคี สติปัญญา และภูมิปัญญาของชาวเอเชียตะวันตก รถยนต์แต่ละรุ่นของ MAZDA เกิดจากความใส่ใจในรายละเอียด โดยในภาษาญี่ปุ่นมีคำเรียก ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญของ MAZDA ว่า TAKUMI (ทาคูมิ) หมายถึง ผู้แสวงหา และทุ่มเทฝึกฝน พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการคิด สร้างแบบลงบนกระดาษ และขึ้นรูปรถจำลองด้วยดินเหนียว จนถึงกระบวนการขึ้นโครงรถด้วยโลหะ ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีการที่ยาก และซับซ้อนที่สุดในการผลิตรถยนต์

 

 

จุกไม้คอร์ค

 

38.10

 

ไม้คอร์ค คือ เปลือกนอกของต้นโอคที่มีโครงสร้างลักษณะรวงผึ้ง น้ำหนักเบา ง่ายต่อการบีบอัด อีกทั้งยังมีความแข็งแรง ของเหลว และแกสไม่สามารถซึมผ่านได้

 

นอกจากนี้ยังปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิ ทนความดัน ความร้อน กันความชื้นและเสียง ชาวโรมันจึงนำไม้คอร์คมาทำรองเท้า ทำเป็นทุ่นลอยสำหรับการประมงจับสัตว์น้ำ และทำจุกขวดไวน์

 

จุกไม้คอร์คไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้วในสมัยนี้ เนื่องจากปัจจุบันไม้คอร์คหายากขึ้น ส่งผลให้การผลิตเกิดความล่าช้า และมีราคาแพง ไวน์ชนิดดื่มกินกับอาหารจึงลดต้นทุนมาใช้ฝาเกลียวแทน

 

 

รุกตลาดรถยนต์เต็มตัว

1960

 

MAZDA R360

 

MAZDA เริ่มรุกตลาดรถยนต์นั่งอย่างจริงจัง โดยมี MAZDA R360 รถขนาดกะทัดรัดเป็นรุ่นแรก

 

1961

บริษัท กมลสุโกศล จำกัด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ในประเทศไทย โดยโรงงานประกอบรถยนต์ MAZDA แห่งแรกเริ่มเดินสายการผลิตในปี 1975 ในนามของ บริษัท สุโกศล มาสด้า อุตสาหกรรมรถยนต์ จำกั

 

1962

 

MAZDA CAROL P360/P600

 

MAZDA เปิดตลาดรถเก๋ง 4 ประตูครั้งแรกด้วย MAZDA CAROL (มาซดา คารอล) พร้อมกับมีการตั้งไลน์ผลิตในประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก ก่อนที่ในปีต่อมา MAZDA จะขยายไลน์ผลิตของตัวเองออกไปยังแอฟริกาใต้

 

1963-1964

 

MAZDA FAMILIA

 

ต้นกำเนิดของ MAZDA 3 ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1963 ด้วยชื่อ MAZDA FAMILIA (มาซดา แฟมิเลีย) ตัวถังแวน 2 ประตู จากนั้นตัวถัง 2 ประตู และ 4 ประตู จึงทยอยตามออกมาในปี 1964 โดยดีไซจ์นของ MAZDA FAMILIA เจเนอเรชันแรก ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง GIORGETTO GIUGIARO (โจร์เกตโต จูจาโร)

 

1966

 

MAZDA LUCE

 

เปิดตัวรถซีดานขนาดกลางดีไซจ์น อิตาลี ภายใต้ชื่อ MAZDA LUCE (มาซดา ลูเซ) ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โรงงานผลิตรถยนต์นั่งแห่งแรกใน UJINA เมืองฮิโรชิมาก่อสร้างเสร็จสิ้น

 

1967

MAZDA COSMO SPORT

ปิดท้ายยุค 60 อย่างยิ่งใหญ่ด้วย MAZDA COSMO (มาซดา คอสโม) รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีคันแรกของโลก รูปทรงสปอร์ท พร้อมด้วยเบาะแบบ 2 ที่นั่ง โดยพัฒนาร่วมกับ NSU MOTOR ค่ายรถเก่าแก่ของเยอรมนี ซึ่งลงแข่ง และเข้าเส้นชัยในรายการ MARATHON DE LA ROUTE ที่เน้นความทรหดของเครื่องยนต์

 

 

เปิดตำนาน “เครื่องยนต์โรตารี”

 

FELIX WANKEL

 

ROTARY ENGINE

 

หากพูดถึงเครื่องยนต์โรตารี (ROTARY ENGINE) เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่กล่าวถึง MAZDA ผู้ปลุกปั้นพัฒนาเครื่องยนต์สูบหมุนจนกระทั่งมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ซึ่งเครื่องยนต์โรตารี ถูกคิดค้นโดย เฟลิกซ์ วังเคล (FELIX WANKEL) วิศวกรชาวเยอรมันที่ทำงานอยู่กับค่าย NSU MOTOR ตั้งแต่ปี 1960 และด้วยเหตุนี้ เครื่องยนต์โรตารีจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า วังเคล เอนจิน (WANKEL ENGINE) โดยแรกเริ่ม เขาคิดค้นเครื่องยนต์โรตารีขึ้นมา เพราะต้องการสร้างเครื่องยนต์ที่มีการสั่นน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบลูกสูบ แต่ปัจจุบัน นอกจากเครื่องยนต์โรตารีจะมีการสั่นที่น้อยกว่าแล้ว มันยังได้รับการพัฒนาจนกระทั่งมีสมรรถนะที่โดดเด่น รวมไปถึงมีความทนทานเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับเครื่องยนต์แบบลูกสูบชักเลยทีเดียว

 

 

รถคลาสสิค

 

MAZDA FAMILIA

 

รถคลาสสิค (CLASSIC) ตามนิยามของสมาพันธ์รถโบราณสากล หรือ FIA คือ รถที่ผลิตระหว่าง ปี 1961-1970 ซึ่งเป็นทศวรรษแห่งการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของวงการยานยนต์ มีเทคโนโลยีด้านอากาศพลศาสตร์ และสมองกลรุ่นแรก ร่วมกับวิชาการตลาด นำความหลากหลายมาสู่รถยนต์อย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยุคนี้ส่วนใหญ่จะมีรูปทรง ลู่ลม กระชับ และสะดวกสบายขึ้นในมิติที่เล็กลง ยิ่งกว่านั้น ยังทำความเร็วตีนปลายทะลุหลัก 240 กม./ชม. มีการพัฒนาระบบความปลอดภัย เช่น เบรคแบบจาน เบรคไฮดรอลิค 2 วงจร เข็มขัดนิรภัย ตัวถังแบบซับแรงปะทะ และแกนพวงมาลัยแบบยุบตัวเมื่อเกิดการชน

 

 

คว้าแชมพ์ เลอ มองส์ 24 ชั่วโมง

1978

 

MAZDA RX-7

 

MAZDA RX-7 (มาซดา อาร์เอกซ์-7) เจเนอเรชันแรกออกสู่ตลาด และกลายเป็นรถที่ทำให้พวกเขารุ่งเรืองสุดๆ

 

1984

มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก โตโย โคเกียว เป็น มาซดา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน และกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั่งอันดับ 4 ของญี่ปุ่น

 

1990

บริษัท กิจกมลสุโกศล จำกัด และ มาซดา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน ได้ร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท สุโกศล มาสด้า จำกัด เพื่อเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของ MAZDA และในปีเดียวกันก็ได้จัดตั้ง บริษัท สุโกศล มาสด้า เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ขึ้นเพื่อผลิตชุดส่งกำลังของรถยนต์ MAZDA ในประเทศไทย

 

1991

 

MAZDA 787B

 

MAZDA สร้างสิ่งมหัศจรรย์ในการแข่ง เลอ มองส์ 24 ชั่วโมง ด้วยรถแข่งรหัส 787B ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรตารี 700 แรงม้า ซึ่งการแข่งขันรายการนี้ นับว่าเป็นจุดสูงสุดของ MAZDA เพราะมัน คือ การแข่งขันที่ทรหด และเป็นการวัดว่าเครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ ในขณะที่รถก็ต้องมีความเร็วควบคู่ไปด้วย และรถรหัส 787B ในที่สุดก็สามารถคว้าแชมพ์มาให้ MAZDA ทำให้พวกเขาเป็นค่ายรถญี่ปุ่นค่ายแรก และค่ายเดียวที่สามารถคว้าแชมพ์รายการนี้

 

1999

MAZDA TRIBUTE

มาซดา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาลงทุน พร้อมจัดตั้งคณะผู้บริหารใหม่ และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ มีแนวทางการบริหารเน้นไปที่การตลาด การขาย การบริการลูกค้า และการสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายเพื่อนำเสนอรถยนต์ MAZDA รุ่นต่างๆ มากยิ่งขึ้น พร้อมการเปิดตัวของ MAZDA TRIBUTE (มาซดา ทรีบิวท์)

 

 

ร่วมทุน ฟอร์ดเปิดโรงงานผลิตใหม่

 

MAZDA B2500

 

ในปี 1995 มาซดา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน ได้ตกลงร่วมทุนกับ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AAT ซึ่งเป็นโรงงานผลิต และประกอบรถยนต์ แห่งใหม่ที่จังหวัดระยอง พร้อมเริ่มการผลิตในเดือนธันวาคม 2540 บนเนื้อที่ 529 ไร่ ด้วยกำลังการผลิต 135,000 คัน/ปี โดยโรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ได้เป็นศูนย์กลางการผลิต รถกระบะ 1 ตัน รุ่น B2500 (บี 2500) สำหรับส่งออก และจำหน่ายภายในประเทศ พร้อมขยายฐานการผลิตสำหรับรถยนต์นั่ง โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย อีกทั้งมีความยืดหยุ่นสามารถผลิตรถยนต์ได้หลายรุ่น ในสายการผลิตเดียวกัน

 

38.25

 

โรงงาน ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต ISO 9002 คว้ารางวัลมากมายด้านคุณภาพรถยนต์ ทั้งในไทย และสหราชอาณาจักร รวมทั้งได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด ตามนโยบายของ MAZDA

 

 

ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี และพิคอัพ ในตลาดเมืองไทย

2002

MAZDA เปิดตัวแนวความคิด ZOOM-ZOOM เป็นครั้งแรกในเมืองไทย และถือเป็นบริษัทรถยนต์เพียงแห่งเดียวที่มีเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ และการตลาดอย่างโดดเด่นชัดเจน

 

2006

 

MAZDA BT-50

 

MAZDA BT-50 (มาซดา บีที-50) เจเนอเรชันแรก พัฒนาตามแนวคิดหลัก 5 ประการ ได้แก่ รูปลักษณ์สวยงาม และทรงพลัง, ประณีตทุกรายละเอียด, ให้สมรรถนะการขับขี่เป็นเลิศ, โดดเด่นด้วยอรรถประโยชน์ใช้สอย และยกระดับความปลอดภัยเหนือกว่ารถกระบะทั่วไป

 

2013

MAZDA CX-5

MAZDA CX-5 (มาซดา ซีเอกซ์-5) หลังเว้นวรรคการทำตลาดรถกลุ่มนี้มานาน ก็ถึงเวลาของเทคโนโลยี “SKYACTIV” กับตัวถังครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ซึ่งเรียกเสียงฮือฮา และการตอบรับจากแฟนๆ ที่ต้องการสัมผัสสมรรถนะสุดเจ๋ง มีให้เลือกทั้งขุมพลังเบนซิน และดีเซล

 

2015

MAZDA CX-3

เดือนมีนาคม 2015 MAZDA เซ็นสัญญาจับมือเป็นพันธมิตรระยะยาวกับบแรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นอันดับ 1 อย่าง TOYOTA เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยที่ MAZDA จะส่งนวัตกรรม SKYACTIV ที่ช่วยในการประหยัดน้ำมัน และเครื่องยนต์ดีเซลให้แก่ TOYOTA แลกเปลี่ยนกับเทคโนโลยีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พร้อมกับการมาของ MAZDA CX-3 (มาซดา ซีเอกซ์-3)

 

2020

MAZDA CX-30 (มาซดา ซีเอกซ์-30) ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวีน้องใหม่ล่าสุด ด้วยแนวคิด “LIFE’S ALWAYS ON” ซึ่งทำให้ MAZDA มีรถประเภทนี้จำหน่ายมากที่สุดในไทยถึง 4 รุ่น (CX-3, CX-5, CX-8 และ CX-30)

 

 

“SKYACTIV TECHNOLOGY” นวัตกรรมเทคโนโลยีแบบยั่งยืน

SKYACTIV

MAZDA เป็นผู้นำด้านเครื่องยนต์โรตารี โดยได้ต่อยอด และพัฒนาจนมีชื่อเสียงทั้งด้านรถสปอร์ท และรถแข่งมอเตอร์สปอร์ท จนปัจจุบันได้พัฒนามาสู่เครื่องยนต์ “SKYACTIV” ซึ่งก็คือเทคโนโลยีของ MAZDA ที่คิดค้นขึ้น เพื่อพัฒนาสมรรถนะของรถ และเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรง แต่ประหยัดน้ำมัน โดย MAZDA ได้นำนวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยี SKYACTIV ผนวกกับเครื่องยนต์, ระบบเกียร์, ตัวถัง และแชสซีส์ ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกส่วนทำงานประสานสอดคล้อง และให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

SKYACTIV เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยียนตรกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าภาคภูมิใจของ MAZDA ทั้งหมดนี้ได้ถูกคิดค้น และพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแผนงานระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนของ MAZDA หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ซูม-ซูม แบบยั่งยืน” หรือ “SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM” นวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ ถูกตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจจริง และความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ด้านการขับขี่ ไปพร้อมๆ กับความห่วงใยที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของมนุษยชาติ รวมถึงระบบความปลอดภัยสูงสุดสำหรับยนตรกรรมที่กำลังจะถูกพัฒนาขึ้นต่อจากนี้

 

 

50 ปีแห่งการปฏิวัติโรตารี

เปิดพรมแดนใหม่ด้วยเครื่องยนต์โรตารี

 

ROTARY ENGINE

 

เครื่องยนต์โรตารีของ Mazda เปิดตัวใน Cosmo Sport ในปี 1967 ซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์ยานยนต์ใหม่ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว หลังจาก Mazda แก้ปัญหาหลักของเครื่องยนต์โรตารี ก็คือ Chatter Marks หรือ Devils Nail Marks ซึ่งเกิดจากการเสียดสีกันระหว่าง Apex Seal ซึ่งทำหน้าที่ซีลกำลังอัดของลูกสูบ และผนังกระบอกสูบ (เฮาซิง) ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยขูดขีด การสึกหรอที่ส่งผลให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังอัด รวมไปถึงมีอายุการใช้งานที่สั้นลง ด้วยความร่วมมือระหว่าง Mazda และ Nippon Carbon (บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านวัสดุประเภทคาร์บอนของประเทศญี่ปุ่น) เปลี่ยนวัสดุจากเหล็กหล่อ มาเป็น อลูมิเนียม-คาร์บอน ซึ่งวัสดุดังกล่าวเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง และมีแรงเสียดทานต่ำ

 

เครื่องยนต์โรตารีมีขนาดเล็กและเบากว่าเครื่องยนต์ลูกสูบทั่วไป โดยมีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่เหนือกว่า เนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนลูกสูบ มีเพียงโรเตอร์ 3 ด้านที่หมุนอยู่ในตัวเครื่อง จึงเงียบกว่า และนุ่มนวลกว่า

 

ผู้ที่คิดเครื่องยนต์โรตารีขึ้นเป็นคนแรก คือ เฟลิกซ์ วังเคล (Felix Wankel) บางครั้งเราจึงเรียกเครื่องยนต์โรตารีว่า Wankel engine หรือ Wankel rotary engine

 

โรเตอร์ของเครื่องยนต์โรตารี เปรียบได้กับลูกสูบในเครื่องยนต์ลูกสูบชัก (Reciprocating Engine) โดยจะทำหน้าที่เคลื่อนที่ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้และสร้างกำลังออกมา สำหรับเครื่องยนต์โดยทั่วไปนั้น ลูกสูบจะเคลื่อนที่ไปและกลับในแนวเส้นตรง แต่สำหรับเครื่องยนต์โรตารีแล้ว โรเตอร์จะเคลื่อนที่โดยการหมุนรอบตัวเอง และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อเรียก สูบหมุน

 

โรตารีมีการทำงาน 4 จังหวะ ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวะดูด, จังหวะอัด, จังหวะระเบิด และจังหวะคายไอเสีย

 

38.39

 

เครื่องยนต์โรตารีได้แรงดันจากห้องเผาไหม้ ที่อยู่ภายในเสื้อโรเตอร์ หรือห้องเผาไหม้ (Housing) ซึ่งจะถูกซีลไว้อย่างดี ไม่ให้มีการรั่วไหลของแกส ตัวโรเตอร์เทียบได้กับลูกสูบของเครื่องยนต์ลูกสูบ โรเตอร์จะหมุนแบบเยื้องศูนย์ (Eccentric Shaft) โดยขอบของโรเตอร์สัมผัสกับห้องเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ตัวโรเตอร์ทำหน้าที่แยกห้องเผาไหม้ออกเป็น 3 ห้อง ขณะที่โรเตอร์หมุนอยู่ แต่ละห้องจะมีการหดและขยายตัวของแกสอยู่ตลอดเวลา

 

แต่ส่วนแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือว่า ใน 1 รอบการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง เครื่องยนต์โรตารีจะสามารถสร้างกำลังได้ถึง 3 ครั้ง ผิดกับเครื่องยนต์ลูกสูบ ที่เพลาข้อเหวี่ยงต้องหมุนถึง 2 รอบ จึงจะสร้างกำลังได้ (โรตารี เพลาเยื้องศูนย์หมุน 1 รอบ สร้างกำลังได้ 1 ครั้ง/เครื่องยนต์ปกติ หมุน 1 รอบ สร้างกำลังได้ 0.5 ครั้ง) และการสร้างกำลังได้อย่างมหาศาลต่อการหมุน 1 รอบ ก็คือข้อได้เปรียบของเครื่องยนต์สูบหมุน

 

 

ปี 1959

LOGO MAZDA 1959

ในยุคเริ่มต้น ตราสัญลักษณ์ของ MAZDA เป็นตัว m เล็กอยู่ในวงกลม จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

 

ปี 1975

MAZDA LOGO 1975

ในช่วงปี 1975 MAZDA ไม่มีโลโกที่ชัดเจนในการทำการตลาด แต่ก็มีการนำตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า MAZDA มาออกแบบใหม่ให้เป็นตัวเหลี่ยม เพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ

 

 

ปี 1991-1992

MAZDA LOGO 1991-1992

ในปี 1991 MAZDA ใช้สัญลักษณ์วงรีวางในแนวนอน และมีรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดอยู่ข้างใน ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ และเปลวเพลิง แต่สัญลักษณ์นี้ก็ใช้แค่ปีเดียวเท่านั้น เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับโลโกของรถยนต์ RENAULT (เรอโนลต์) เกินไป เมื่อเข้าสู่ปี 1992 MAZDA มีการปรับปรุงโลโกนี้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนวงรีให้มีรูปทรงโค้งมนเป็นวงกลมมากขึ้น ขณะที่สี่เหลี่ยมข้างในก็ถูกลบมุม และเพิ่มความโค้งมน

 

 

ปี 1997

Mazda-logo

โลโกตัว M อย่างในปัจจุบัน ที่ดูคล้ายปีกนก หรือ “DYNAMIC WING” ซึ่งหมายถึง ความตั้งใจที่จะสยายปีกให้กว้างเพื่อจะบินให้สูงขึ้นเริ่มนำมาใช้ในปี 1997 เพื่อแสดงความทุ่มเทของบริษัทฯ ในการต่อยอดความเจริญเติบโต และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

 

 

38.27

MAZDA FIGHTER (มาซดา ไฟเตอร์) เปิดตัวด้วยสีพิเศษครั้งแรกในประเทศไทย โดยขึ้นปกฉลองครบรอบ 10 ปี นิตยสาร 4 WHEELS

 

 

38.37

MAZDA TRIBUTE เป็นรถเอสยูวีคันแรกที่เปิดตัวในประเทศไทย

 

MAZDA COSMO

วันที่ 30 พฤษภาคม 1967 MAZDA เปิดตัว COSMO SPORT (คอสโม สปอร์ท) ซึ่งนับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรตารี 2 โรเตอร์ (TWO-ROTOR)

 

 

MAZDA FAMILIA ROTARY COUPE

 

ในปี 1968 เปิดตัว FAMILIA ROTARY COUPE (แฟมิเลีย โรตารี คูเป) ออกสู่ท้องถนนในฐานะรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรตารีคันที่ 2

 

 

MAZDA RX-7

 

ในปี 1978 MAZDA เปิดตัว RX-7 (อาร์เอกซ์-7) รถสปอร์ทที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรตารี ซึ่งเป็น การผลิตจำนวนมาก ถือเป็นยุคใหม่ของเครื่องยนต์โรตารี

 

 

MAZDA RX-8

ในปี 2003 ทีมงานได้พัฒนาเครื่องยนต์โรตารีรุ่นใหม่ และตั้งชื่อว่า RENESIS โดยการรวม RE (เช่นเดียวกับ รีสตาร์ท) และ NESIS (ส่วนสุดท้ายของคำว่า การกำเนิด) และนำมาใช้กับ RX-8 (อาร์เอกซ์-8) รถสปอร์ท 4 ประตู 4 ที่นั่ง

Mazda RX 8 Hydrogen RE

ในปี 2006 MAZDA กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่เปิดตัว RX-8 HYDROGEN RE (อาร์เอกซ์-8 ไฮโดรเจน อาร์อี) รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรตารีไฮโดรเจนผ่านการเช่าซื้อ

 

ยิ่งไปกว่านั้น MAZDA กำลังศึกษาวิธีการใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์โรตารี เพื่อขยายขอบเขตการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า อย่าง DEMIO EV (เดมีโอ อีวี) ใหม่ ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 มีระยะการขับขี่ 400 กม.

 

 

MAZDA ผงาดครองแชมพ์ ยอดขายอันดับ 1 ตลาดรถเอสยูวี

MAZDA ขึ้นครองอันดับ 1 ด้านยอดขายในตลาดรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ด้วยยอดจำหน่ายสูงเกือบ 1,200 คัน หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ MAZDA สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เซกเมนท์นี้เป็นครั้งที่ 2 และยังสร้างประวัติศาสตร์ยอดขายในไตรมาสแรกประจำปีงบประมาณ 2020 ได้อย่างภาคภูมิใจ ด้วยยอดขายสะสมรวมกว่า 2,201 คัน ตอกย้ำคำมั่นสัญญา และความมุ่งมั่นของ MAZDA ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมภายใต้เครื่องยนต์ SKYACTIV และความสง่างามของการออกแบบจาก KODO DESIGN (ปรัชญาการออกแบบ ยนตรกรรม ที่ผสมผสานความสวยงาม และพลังเข้าไว้ด้วยกัน) รวมทั้งตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยเต็มรูปแบบ จึงทำให้ MAZDA สามารถครองแชมพ์ตลาดรถยนต์ในเซกเมนท์นี้ได้สำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อตลาดรถยนต์ในประเทศ ไทย แต่ทุกธุรกิจต้องดำเนินต่อไปเพื่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ของไทยมียอดรวมประมาณ 124,000 คัน (ตัวเลขประมาณการ) ในขณะที่ MAZDA มียอดขายสะสมอยู่ที่ประมาณ 5,256 คัน โดยตลาดรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี เฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 4,847 คัน (ไม่รวม PPV) ซึ่ง MAZDA มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นจำนวนถึง 1,184 คัน โดยแบ่งออกเป็น ALL-NEW MAZDA CX-30 (มาซดา ซีเอกซ์-30 ใหม่) จำนวนสูงถึง 700 คัน NEW MAZDA CX-5 (มาซดา ซีเอกซ์-5 ใหม่) จำนวน 230 คัน NEW MAZDA CX-3 (มาซดา ซีเอกซ์-3 ใหม่) จำนวน 173 คัน และ ALL-NEW MAZDA CX-8 (มาซดา ซีเอกซ์-8 ใหม่) จำนวน 81 คัน ตามลำดับ ทำให้ MAZDA สามารถขึ้นแท่นครองแชมพ์บแรนด์ผู้จำหน่ายรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน และประสบความสำเร็จขึ้นไปอีกขั้นด้วยยอดจำหน่ายอันดับ 1 ของไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2020 (เมษายน-มิถุนายน) ด้วยยอดจำหน่ายรวมถึง 2,201 คัน จากตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 10,982 คัน

 

ย้อนดูความสำเร็จ ยอดจำหน่ายรถ MAZDA

ปี 2000 7,243
ปี 2001  5,920
ปี 2002 8,227
ปี 2003 10,374
ปี 2004 14,130
ปี 2005 18,670
ปี 2006 16,046
ปี 2007 15,012
ปี 2008 11,178
ปี 2009 13,241
ปี 2010 35,143
ปี 2011 41,980
ปี 2012 59,372
ปี 2013 52,914
ปี 2014 34,326
ปี 2015 39,471
ปี 2016 42,537
ปี 2017 51,355
ปี 2018 70,475
ปี 2019 58,129

 

 

“SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM 2030”

 

221MazdaBT-5e copy

 

มาซดา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน มีวิสัยทัศน์ในระยะยาว ภายใต้ชื่อ SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM 2030 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2573 และกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจของ MAZDA ให้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่กับการสร้างสรรค์เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยให้รถยนต์ MAZDA มีทั้งความเพลิดเพลิน ความสนุกสนานในการขับขี่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีความปลอดภัยระดับโลก

 

ความชัดเจนของปรัชญาการดำเนินธุรกิจ SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมเมื่อ MAZDA ได้นำเทคโนโลยี SKYACTIV มาติดตั้งลงในรถยนต์รุ่นใหม่ทุกรุ่น จึงทำให้ลูกค้าทั่วโลกต่างพึงพอใจกับสมรรถนะของรถยนต์ MAZDA เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่น่าดึงดูดใจ, สมรรถนะการขับขี่เป็นเยี่ยม, ความปลอดภัยที่รู้สึกมั่นใจได้ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ตามแบบแผนของการดำเนินธุรกิจ

 

เรียกได้ว่าความสำเร็จที่เด่นชัดของเทคโนโลยี MAZDA SKYACTIV เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า MAZDA เดินมาถูกทาง ทั้งจำนวนยอดขาย และผลประกอบการที่ดีขึ้นกว่าในอดีต โดย SUSTAINABLE ZOOM-ZOOM 2030 จะเป็นการยกระดับปรัชญาการดำเนินธุรกิจไปอีกระดับหนึ่งด้วยการยึดหลักคิด การสร้างสรรค์โลกที่สวยงาม ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน โดยมีการรวม 3 องค์ประกอบเข้าไว้ด้วยกัน 1. เพื่อโลก 2. เพื่อสังคม 3. เพื่อลูกค้าทั่วโลก ผ่านเครื่องยนต์เจเนอเรชันใหม่ ที่เรียกว่า SKYACTIV-X โดยเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-X จะกลายเป็นเครื่องยนต์เบนซินในเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกที่ใช้การจุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ 4wheels
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2563
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/HlALx
อัพเดทล่าสุด
1 Sep 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Price (THB)
1.
5.1-5.4 แสน
2.
5.4-6.0 แสน
3.
6.0-7.3 แสน
4.
6.8-8.4 แสน
5.
5.1 ล้าน
6.
5.3-6.7 แสน
7.
5.4-6.8 แสน
8.
3.3-7.6 ล้าน
9.
3.2-5.8 ล้าน
10.
6.7-10.8 ล้าน
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
Body Type
  • COUPE
  • ESTATE
  • HATCH
  • MPV
  • PICKUP
  • SALOON
  • SPORT
  • SUV
  • VAN
  • ALL
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ