บทความ

ดอย ผา ป่า ถ้ำ 4 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สุดประทับใจ


ปีใหม่นี้ “ชีวิตอิสระ” ยังคงเสาะแสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมถึงเส้นทางผจญภัยด้วยรถยนต์ มานำเสนอแฟนๆ ต่อไป แต่ถ้าถามว่า ที่ผ่านมาแหล่งท่องเที่ยวใดที่เราประทับใจที่สุดในแต่ละภาคของประเทศไทย คำตอบเป็นดังนี้

1. ภาคเหนือ

ดอยผาฮี้ จ. เชียงราย

 

OPEN

 

DSC_5504

 

ดอยผาฮี้ คือ ที่ตั้งของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น และยังเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟชั้นดีของ จ. เชียงราย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

 

DSC_5190

 

ไม่เพียงชื่อเสียงด้านกาแฟ เรื่องความสวยงามของวิวทิวทัศน์รอบๆ หมู่บ้านก็ไม่เป็นรองใคร เนื่องจากตั้งอยู่บนดอยสูง โดยมีเทือกเขานางนอนล้อมรอบหมู่บ้านเอาไว้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวยงามแปลกตา

 

DSC_5237

 

นอกจากนี้ ยังมีร้านกาแฟผาฮี้ ให้นักท่องเที่ยวได้ดื่ม พร้อมชมทิวทัศน์ภูเขาสูงอย่างเพลิดเพลิน รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้พักผ่อนในราคาหลักร้อยเท่านั้น

 

 

กาแฟผาฮี้ การันตีรางวัลชนะเลิศ

 

DSC_5317

 

สำหรับคอกาแฟพันธุ์แท้ คงเคยได้ยินชื่อเสียงของ “กาแฟผาฮี้” กันมาบ้าง เพราะเป็นกาแฟไทยภูเขาคุณภาพคับแก้ว มีรางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดเมล็ดกาแฟพันธุ์อราบิคา จากมหกรรมพืชสวนโลก ปี 2554 เป็นเครื่องยืนยัน

 

กาแฟผาฮี้ เป็นกาแฟที่ปลูกบนป่าดอยตุงรวมกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 ม. ทำให้ได้กาแฟพันธุ์อราบิคาเมล็ดใหญ่ และรสชาติเยี่ยม กระบวนการผลิตทุกขั้นตอนมีความพิถีพิถัน ทำให้มีความหอมที่โดดเด่น เข้มข้น และนุ่มนวล มีรสหอมหวานคล้ายผลไม้ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาแฟผาฮี้

 

ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้าพักโฮมสเตย์กาแฟผาฮี้ สามารถสั่งกาแฟอะไร แบบใดก็ได้ แบบฟรีๆ แถมยังมีมุมนั่งเล่นเก๋ๆ ชมวิวห้อยขา จิบกาแฟ ถ่ายรูปแบบจุใจ ที่สำคัญยังมีชุดชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่าให้ใส่ถ่ายรูปอีกด้วย

 

 

ห้ามพลาด วิถีชีวิตยามเช้า

ใครมานอนพักที่ดอยผาฮี้ อยากแนะนำให้ตื่นแต่เช้า เพราะนอกจากจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น รวมถึงทะเลหมอกที่สวยงามแล้ว ถ้ามาช่วงเวลาที่มีพิธีกรรม จะได้เห็นประเพณีความเชื่อต่างๆ ที่หาดูได้ยาก

 

DSC_5211

 

ชาวอาข่าที่นี่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีความเชื่อต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี พวกเขายังคงนับถือผี หรือบรรพบุรุษดั้งเดิมเอาไว้ ปีๆ หนึ่งจะจัดพิธีกรรมเพียง 12 ครั้ง เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เช่น ประเพณีโล้ชิงช้า หรือประเพณีปีใหม่ลูกข่าง

 

เช้าวันนั้นผมได้เห็นพิธีกรรมแสดงความเคารพของรองหัวหน้าเผ่า ในตอนเช้าจะมีผู้หญิงชาวเผ่า แต่งกายชุดไทยภูเขาเผ่าอาข่าเต็มยศ มารวมตัวกันที่บ้านผู้นำชุมชน เพื่อรอเดินเรียงแถวไปตักน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ท้ายหมู่บ้าน แต่ละคนจะแบกตะกร้าที่สานจากไม้ไผ่ ภายในมีน้ำเต้าอยู่ 2-3 ลูก เพื่อใช้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อกลับไปทำพิธีที่บ้านใครบ้านมัน ด้วยการบูชา และเซ่นไหว้ พอสายๆ ก็เสร็จพิธี

 

DSC_4957

 

ใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวบ้านผาฮี้ จะได้เห็นสถานที่สำคัญต่างๆ ที่เป็นความเชื่อของคนในหมู่บ้าน เช่น บ้านหมอผีประจำหมู่บ้าน (ทำหน้าที่ปัดรังควานเรื่องที่ไม่ดี) บ้านผู้นำชุมชน (เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้าน) ประตูผี (ใครลอดผ่านประตูผีจะรอดพ้นจากสิ่งชั่วร้าย) และความเชื่อต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสำหรับ “ชีวิตอิสระ” แล้วมันมีเสน่ห์ และทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

 

 

2. ภาคใต้

ถํ้าเลสเตโกดอน จ. สตูล

 

OPEN_1

 

“สตูล” เป็นจังหวัดที่ไม่ได้มีดีแค่น้ำทะเลสวยใส และหาดทรายขาวของเกาะชื่อดังเท่านั้น บนแผ่นดินใหญ่ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะด้านธรณีวิทยา เพราะเมื่อเมษายน 2561 ที่ผ่านมา องค์การยูเนสโก หรือองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ อุทยานธรณีสตูล (SATUN GEOPARK) เป็นอุทยานธรณีโลก (GLOBAL GEOPARK) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเทียบได้กับมรดกโลก เนื่องจากค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ครบทั้ง 6 ยุค

 

 

ฟอสซิล 6 ยุค ที่พิพิธภัณฑ์ทุ่งหว้า

เนื่องจากต้องการหาคำตอบว่าเหตุใดองค์การยูเนสโกจึงประกาศให้อุทยานธรณีสตูล เป็นอุทยานธรณีของโลก

 

IMG_7422

 

เราจึงเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้าเป็นที่แรก ภายในเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่นักแบ่งการจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ ตั้งแต่การเสด็จมาเยือนสตูลถึง 4 ครั้งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ช้างต้นคู่พระบารมี แต่ส่วนทำให้หายสงสัย คือ การค้นพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในมหายุคพาลีโอโซอิค (PALEOZOIC) ทั้ง 6 ยุค ตั้งแต่ แคมเบรียน (CAMBRIAN) ออร์โดวิเชียน (ORDOVICIAN) ไซลูเรียน (SILURIAN) ดีโวเนียน (DEVONIAN) คาร์บอนิเฟอรัส (CARBONIFEROUS) และเพอร์เมียน (PERMIAN) เมื่อ 542-251 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคต้นของสิ่งมีชีวิตบนโลก ใน จ. สตูล

 

การค้นพบครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก ทำให้เห็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์มากมาย จึงไม่แปลกใจที่องค์การยูเนสโกจะประกาศให้เป็นอุทยานธรณีของโลก ผู้ที่สนใจสามารถชมของจริงได้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ น่าเสียดายที่เปิดเฉพาะวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. เท่านั้น

 

 

ลุยถ้ำเลสเตโกดอน แหล่งค้นพบที่ยิ่งใหญ่

ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้ คือ การล่องเรือชม “ถ้ำเลสเตโกดอน” (อ่านว่า ถ้ำ-เล-สะ-เต-โก-ดอน) ที่ถูกค้นพบ “ฟันช้างสเตโกดอน” ซึ่งเก่าแก่กว่าช้างแมมมอธ ที่อยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อนเสียอีก

 

DSC_7574

 

การเข้าชมต้องล่องเรือแคนูเข้าไป และต้องติดต่อกับทาง อบต. ทุ่งหว้า เสียก่อนอย่างน้อย 1 วัน การล่องเรือแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก ล่องชมความงดงามภายในถ้ำ ระยะทาง 4 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. เรือแคนู 1 ลำ บรรทุกได้สูงสุด 3 คน ประกอบด้วยนักท่องเที่ยว 2 คน และอีก 1 คนเป็นทั้งฝีพาย และไกด์ คอยให้ข้อมูลต่างๆ แต่กฎเหล็กของที่นี่ คือ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพ และหมวกกันกระแทกทุกคน รวมถึงห้ามจับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำเด็ดขาด ใครมีไฟฉายให้พกติดตัวไปได้ เพราะในถ้ำมืดสนิท

 

 

ล่องเรือผจญภัย ชมหินงาม และซากฟอสซิล

 

DSC_7485

 

ถึงเวลาล่องเรือกันเสียที ภายในถ้ำอากาศโปร่งสบาย ไม่อึดอัด เสมือนมีท่ออากาศอยู่ตลอดทาง สายน้ำไหลพาเราเข้าไปเรื่อยๆ ไม่นานนักก็เริ่มเห็นหินงอกหินย้อยตามเพดาน และผนังถ้ำ ทั้งขนาดเล็ก และใหญ่บ้าง ลักษณะคล้ายปลีกล้วยห้อยย้อยลงมาจากเพดาน มีสีออกเหลืองแดงเนื่องจากมีแร่เหล็กผสมอยู่ เมื่อฉายไฟเข้าใส่ จะเห็นเป็นประกายระยิบระยับเหมือนโรยด้วยกากเพชร นั่นเป็นเพราะมีส่วนผสมของแร่แคลไซท์

 

20180501_125201

 

บ้างเป็นหินย้อยหลอดที่ห้อยเป็นแท่งเล็กแหลมลงมาจากเพดานถ้ำ ดูงดงามแปลกตา บ้างลดหลั่นเป็นชั้นๆ คล้ายขั้นบันได และบ้างก็เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ยังคงมีน้ำไหลลงมาเป็นม่านน้ำตกแสดงถึงความเป็น “หินเป็น” หรือหินที่ยังมีชีวิตสามารถงอก หรือย้อยเพิ่มได้ โดยหินงอกหินย้อยที่เราเห็นนี้ เป็นหินยุคโครินเธียนส์ (CORINTHIANS) ตอนปลาย อายุประมาณ 400 ล้านปี เก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 รองจากกลุ่มหิน ตะรุเตา ซึ่งเป็นชั้นหินเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

 

DSC_7555

 

IMG_7470

 

เราเพลิดเพลินอยู่สักพักก็มาถึงช่วงกลางถ้ำ ซึ่งเป็นจุดที่พบซากฟอสซิลจำนวนมาก ซึ่งนอกจากฟอสซิลฟันกรามของช้างสเตโกดอน แล้ว ยังพบฟอสซิลฟันกรามของช้างเอเลฟาส ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของช้างเอเชีย และคาดว่ามีอายุใกล้เคียงกับช้างสเตโกดอน นอกจากนั้นก็ยังพบฟอสซิล แรดชวา กระซู่ เต่า หอย หมึก รวมไปถึงขวานหินของมนุษย์โบราณ รวมแล้ว กว่า 300 ชิ้น โดยเชื่อกันว่า น้ำจากภูเขาได้พัดพาซากฟอสซิลเหล่านี้เข้ามาในถ้ำ

 

DSC_7392

 

ขณะต่อมจินตนาการกำลังประมวลผลหินรูปทรงต่างๆ ทั้งเต่า ไดโนเสาร์ พระแม่มารี หัวใจช้าง ปอดช้าง เรือแคนูก็พามาถึงทางออกปากถ้ำรูปหัวใจ จุดนี้คุณจะได้เห็นหอยดึกดำบรรพ์ นอทิลอยด์ และหมึกดึกดำบรรพ์ด้วย

 

DSC_7596

 

จากตรงนี้เราต้องยกเรือข้ามโขดหิน เนื่องจากมีผนังถ้ำขวางไว้ และเปลี่ยนไปสัมผัสธรรมชาติของป่าโกงกางภายนอกถ้ำแทน เราเพลิดเพลินอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ต้องเปลี่ยนจากเรือแคนู เป็นเรือหางยาว เพื่อชมระบบนิเวศของป่าชายเลน จากคลองวังกล้วยสู่ทะเลที่ท่าเรือท่าอ้อย เป็นอันเสร็จทริพนี้ และนั่งรถสองแถวกลับไปที่เดิม

 

การล่องเรือชมถ้ำเลสเตโกดอนครั้งนี้ เป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก ได้ความรู้เรื่องสัตว์ดึกดำบรรพ์ในสถานที่จริง ทั้งตื่นเต้นไปกับการล่องเรือในที่มืด แถมยังเพลิดเพลินกับจินตนาการของตัวเอง นับเป็นสถานที่ในดวงใจอีกแห่งหนึ่งของ “ชีวิตอิสระ” ที่ผู้อ่านต้องไปให้ได้ !

 

 

3. ภาคอีสาน

ผาชะนะได จ. อุบลราชธานี

 

DSC_0503

 

พระอาทิตย์ขึ้นเช้าวันพรุ่งนี้ ที่ผาชะนะได อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เวลา… ประโยคนี้ ผมได้ยินจนชินหูตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อได้ฟังวิทยุช่องโปรดรายงานสภาพอากาศ แต่เหตุไฉนสถานที่นี้ ถึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก ข้อมูลที่เที่ยว-ที่พักในโลกโซเชียลก็น้อยเหลือเกิน รู้สึกเหมือนอยู่แสนใกล้ แต่กลับไกลแสนไกล เราจึงต้องไปพิสูจน์ !

 

 

ผาชะนะได ไปไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

DSC_0581

 

การเดินทางสู่ผาชะนะไดไม่สบายอย่างที่คิด (ถึงว่าไม่ค่อยมีใครมา !) โดยเฉพาะระยะทาง 12 กม. สุดท้าย จะเป็นทางขรุขระตามสภาพพื้นที่จริงของที่นั้น คงเป็นเพราะต้องการรักษาสภาพแวดล้อมให้คงเดิม เพราะรอบๆ บริเวณนั้น ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก มีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่มีการเทปูนขนานแนวล้อรถซ้าย/ขวา ให้รถวิ่งเพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นจุดอันตราย

 

DSC_0599

 

สภาพพื้นผิวตลอดทางนั้นนับว่าแย่ ผู้สูงอายุถ้าไปด้วยอาจลำบาก เพราะระยะทางแค่ 12 กม. ใช้เวลาเดินทางจริงเกือบ 2 ชม. ด้วยสภาพเส้นทางเป็นลานหิน ดิน กรวด ทราย และห้วยลำธาร นักท่องเที่ยวที่ต้องการมา จะต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีความสูงของตัวรถพอสมควรจะดีที่สุด (รถตู้ หรือรถเก๋ง หมดสิทธิ์)

 

ที่นี่เป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทย การมาชมจึงต้องวางแผนเวลาและการเดินทางให้ดี แนะนำให้พักบริเวณ (ทางขึ้น) บ้านซะซอมก่อน แล้วค่อยเข้ามาช่วงเช้าตรู่ประมาณ 03.00 น. หรือไม่ก็เข้าไปเวลากลางวัน และนอนค้างแรมที่หน่วยบริการนักท่องเที่ยวผาชะนะไดตั้งแต่ช่วงเย็น บริเวณอุทยานฯ จะมีลานกางเทนท์ และห้องน้ำไว้บริการ โดยใช้แสงไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่องสว่างจนถึงประมาณเที่ยงคืน นักท่องเที่ยวควรเตรียมอุปกรณ์ส่องสว่าง รวมถึงอาหารมาให้พร้อม เพราะทางอุทยานฯ ไม่มีอาหารไว้บริการ

 

 

รับตะวันก่อนใครในสยาม

ผาชะนะได ตั้งอยู่ในบริเวณป่าดงนาทาม ของเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 450 เมตร เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแห่งแรกของประเทศไทย เนื่องจากอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของแผ่นดินสยาม และเป็นตำแหน่งที่กรมอุตุนิยมวิทยาใช้เป็นจุดคำนวณการมองเห็นลำแสงเริ่มแรกของดวงอาทิตย์ในเขตประเทศไทย ณ เส้นแวงที่ 105 องศา 37 ลิปดา 17 ฟิลิปดา ตามคำขวัญที่คุ้นหูอย่าง “รับตะวันก่อนใครในสยาม” ที่ผาชะนะได

 

เมื่อยืนอยู่บนหน้าผา จะเห็นภูเขาทะมึนสลับซับซ้อนทางฝั่ง สปป. ลาว (มีลำน้ำโขงเป็นเขตแดน) เป็นฉากอยู่ตรงกลางตัดกับท้องฟ้าที่อยู่ด้านบน และลำน้ำโขงที่อยู่ด้านล่างด้วยวิวแบบพาโนรามา หากวันไหนอากาศมีความชื้นสูง ประมาณช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นทะเลหมอกปกคลุมเหนือลำน้ำโขง นับเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทย

 

บรรยากาศยามค่ำคืนก็ใช่ย่อย ถ้าวันไหนท้องฟ้าเปิด เราสามารถมองเห็นกลุ่มดาวต่างๆ ได้ชัดเจน พร้อมกับกระแสลมเย็นเอื่อยๆ เวลากลางคืน สร้างบรรยากาศโรแมนทิคได้อย่างเหลือเชื่อ

 

 

ละลานตาดอกไม้ป่าที่ดงนาทาม

 

DSC_0549

 

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี บริเวณรอบๆ ป่าดงนาทาม จะมีดอกไม้ป่านานาชนิดเริ่มบานอวดโฉมความงามตามลานหิน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ตลอดทางขึ้นไปยังผาชะนะได

 

DSC_0567

 

DSC_0568

 

ทางอุทยานฯ ยังจัดเส้นทางชมทุ่งดอกไม้ป่า ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชม และถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด ดอกไม้ที่ขึ้นตามลานหิน เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิศมร รวมถึงทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร และสรัสจันทร เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ในช่วงที่น้ำมาก (เดือนกันยายน-ธันวาคม) จะมีน้ำตกไหลเอื่อยๆ ให้เห็นเกือบตลอดทาง รวมถึงทะเลหมอกในช่วงเช้าที่ริมโขง ส่วนในช่วงฤดูแล้ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ท่านจะได้เห็นป่าไม้เปลี่ยนสี จากดอกไม้หน้าแล้ง อาทิ ต้นรัง ตะแบกเลือด พุดผา ช้างน้าว เป็นต้น

 

DSC_0431

 

สรุปแล้วผาชะนะได ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก โดยเฉพาะเสน่ห์ยามเช้าจากแสงสีเหลืองทองตัดกับผืนน้ำของลำน้ำโขง โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสลับซับซ้อน เห็นแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง แต่เนื่องจากการเดินทางยังไม่สะดวก จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นัก แต่สำหรับ “ชีวิตอิสระ” แล้ว นับเป็นสถานที่ที่คุ้มค่า และเป็นอีกจุดหมายหนึ่งในดวงใจ ที่ผู้อ่านต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

 

 

4. ภาคตะวันตก

ผืนป่าศรีสวัสดิ์ จ. กาญจนบุรี

 

DSC_6299-copy

 

เส้นทางท่องเที่ยวใน จ. กาญจนบุรี มีมากมายหลากหลาย แต่เราเลือกเส้นทาง ธรรมชาติที่ลัดเลาะกลางป่า จาก อ. ศรีสวัสดิ์ ไปยัง อ. ทองผาภูมิ โดยมีจุดหมายที่หมู่บ้าน อีต่อง (เหมืองปิล็อก) หมู่บ้านสุดท้ายของไทยสุดเขตแดนตะวันตก

 

 

แวะเขื่อนเจ้าเณร ไฮไลท์สำคัญของจังหวัด

 

DSC_5825-copy

 

เราแวะชมเขื่อนศรีนครินทร์เป็นที่แรก เขื่อนนี้เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ก่อนมีชื่อว่า “เขื่อนเจ้าเณร” สร้างขึ้นเหนือแม่น้ำแควใหญ่ อำนวยประโยชน์ทั้งด้านการชลประทาน และลดอุทกภัยในลุ่มน้ำแม่กลอง ผลิตไฟฟ้า รวมถึงการประมง

 

DSC_6316-copy

 

ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ไฮไลท์ที่สำคัญ คือ การชมทิวทัศน์ที่สวยงามบนสันเขื่อน ถ้าหันหน้าไปทิศเหนือจะพบกับทะเลสาบกว้างไกลสุดสายตา และหากหันกลับไปทิศใต้จะพบกับกำแพงเขื่อนสูงลิ่ว มองลงไปเห็นประตูระบายน้ำ และแม่น้ำแม่กลองไหลคดเคี้ยวไปตามหุบเขา บอกเลยว่าหากมาตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก ที่นี่จะสวยเป็นพิเศษ

 

 

ชมม่านฉัตรแก้ว ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

เมื่อชมเขื่อนเสร็จแล้ว ให้เลี้ยวขวาผ่านน้ำตกเอราวัณ (ไม่ต้องออกถนนหลัก) และวิ่งเลยไปอีก 45 กม. เพื่อไปยังน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เส้นทางนี้รถเก๋งสามารถผ่านได้ เพราะเป็นทางลาดยางอย่างดี

 

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทางด้านซ้ายของทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในกาญจนบุรี และยังคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามความสวยงาม

 

ชั้นที่ 1 ดงว่าน, ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น, ชั้นที่ 3 วังหน้าผา, ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว, ชั้นที่ 5 ไหลจนหลง, ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ และชั้นที่ 7 ร่มเกล้า โดยชั้นที่สวยงามที่สุด คือ ชั้น 4 “ฉัตรแก้ว” ที่มีลักษณะลดหลั่นกันมาเป็นชั้นๆ เหมือนกับผ้าม่านนั่นเอง

 

 

เนินสวรรค์ จุดปราบเซียน

 

DSC_5978-copy

 

จากน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เราเดินทางต่อไปยัง “เนินสวรรค์” อีก 33 กม. โดยเส้นทางต่อจากนี้จะเป็นทางดินลูกรัง ผสมกับทางกรวด รถเก๋งไม่แนะนำให้ผ่านครับ เพราะบางช่วงถนนแย่ และมีหลุมดักเราเกือบตลอดทาง หลังจากผ่านหลุมบ่อมากว่าชั่วโมง เราก็มาถึงเนินสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสกัด และจุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จากตรงนี้เราสามารถมองเห็นภูเขา และป่าไม้เขียวขจี ก้อนเมฆลอยต่ำระยอดเขาดูสวยงาม

 

สมัยก่อนใครมาถึงเนินสวรรค์ได้ถือว่าเก่ง เพราะเป็นจุดปราบเซียน เนื่องจากเส้นทาง บริเวณนี้เป็นเนินสูงที่ต้องไต่เขาชัน และยาว กว่าจะมาถึงก็มืดค่ำทุกที จึงกลายเป็นจุดพักผ่อนค้างแรม สำหรับนักเดินทางบนเส้นทางนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

น้ำใสไหลเย็น ต้องน้ำตกจ๊อกกระดิ่น

เมื่อพ้นเนินสวรรค์ไปแล้วก็สิ้นสุดทางดินเข้าสู่ถนนลาดยาง จุดหมายต่อไป คือ น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ใช้ทางหลวง 3272 ผ่าน อ. ทองผาภูมิ ไปอีก 67 กม. ก็จะถึงน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก

 

DSC_6065-copy

 

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ตั้งอยู่ก่อนถึงเนินช้างศึก (ทางไปหมู่บ้านอีต่อง) การเดินทางต้องขับรถลงไปในหุบเขาอีกประมาณ 2 กม. น้ำตกที่ไหลลงมาจากผาหินมีความสวยงาม และใสมากๆ สามารถลงเล่นน้ำได้ เพราะน้ำไม่ลึก แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแล เพราะอาจถูกดูดเข้าไปในจุดที่มีน้ำตกลงมาจนเป็นอันตรายได้ ถ้ามาช่วงฤดูฝนจะน่าชมเป็นพิเศษ ถือเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในแถบนี้

 

 

บ้านอีต่อง หมู่บ้านสุดชิลล์ที่ต้องมา

 

DSC_6267-copy

 

หมู่บ้านอีต่อง (เหมืองปิล็อก) เป็นหมู่บ้านที่มีอากาศดี และกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบ ท่ามกลางหุบเขา และสายหมอกสุดเขตแดนตะวันตก เพราะแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ก็ยังมาไม่ถึง (บางเครือข่าย)

 

หมู่บ้านอีต่องเป็นเหมืองแร่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกว่า 60 เหมือง แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงตำนานเล่าขาน แต่ก็เหมือนมีแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างอยากมาสัมผัสความคลาสสิคของหมู่บ้าน รวมถึงอากาศบริสุทธิ์

 

 

ชมพระอาทิตย์ตก ที่เนินช้างศึก

เที่ยวหมู่บ้านอีต่องไปแล้ว ก่อนพระอาทิตย์จะตก อยากให้ไปสัมผัสความงดงามยามเย็นที่เนินช้างศึก จุดชมวิวเนินนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านอีต่องเพียงแค่ 2 กม. เท่านั้น เป็นจุดที่สูงที่สุด สามารถมองเห็นภูเขาน้อยใหญ่มากมายสุดสายตา ทั้งประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน

 

เนินช้างศึกสามารถกางเทนท์ค้างแรมได้ฟรี มีห้องน้ำ และทหารคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่เนื่องจากสูง ลมจะแรง และอากาศเย็นเป็นพิเศษ จึงต้องเตรียมอุปกรณ์มาให้พร้อม ในตอนเช้าจะมีหมอกหนาสวยงาม นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 

เส้นทางที่เราพาไป เป็นเส้นทางลัดที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเริ่มทำเหมืองแร่ ตลอดสองข้างทางจะเป็นป่าโปร่งที่สวยงาม แนะนำให้มาเที่ยวช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาวเท่านั้น



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2563
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/kfMwY
อัพเดทล่าสุด
14 Jan 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
5,939,000
2.
6,139,000
3.
2,290,000
4.
2,387,000
5.
2,649,000
6.
2,299,000
7.
4,999,000
8.
546,000
9.
564,000
10.
4,999,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th