บทความ

สังขละบุรี เสน่ห์ชาวมอญ บนสายน้ำแห่งชีวิต


“สังขละบุรี” อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี ยังคงมีมนต์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย จากความหลากหลายของเชื้อชาติ และวัฒนธรรม รวมถึงความงดงามของสายน้ำ และสะพานมอญที่แสนโรแมนทิค 4 WHEELS จึงขอพาแฟนๆ ชีวิตอิสระ ไปเยือนดินแดนนี้อีกครั้ง

พิสูจน์สมรรถนะ บีที-50 พโร ธันเดอร์

 

DSC_5885 copy

  • มาซดา บีที-50 พโร ธันเดอร์ รุ่นใหม่ ถูกปรับแต่งกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ ดูพรีเมียมขึ้นเยอะ

 

DSC_6306 copy

  • รถควบคุมง่าย ภายในเหมือนขับรถเก๋ง

 

การเดินทางครั้งนี้ เราถือโอกาสทดสอบสมรรถนะ มาซดา บีที-50 พโร ธันเดอร์ รุ่นใหม่ ที่ถูกปรับแต่งกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ ให้สวยงาม และพรีเมียม ด้านข้างมีสติคเกอร์กราฟิคลายใหม่ เพิ่มความสะดุดตาขึ้นเยอะ

 

เราออกเดินทางช่วงสาย หวังไปถึงที่หมายให้ทันช่วงเย็น ก่อนที่ดวงตะวันชิงพลบ ระยะเวลาขับรถจากกรุงเทพฯ ถึงตัวเมืองกาญจนบุรี เพียง 2 ชม. เท่านั้น เนื่องจากเราเลี่ยงรถติดบนถนนเพชรเกษม ไปใช้ทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง-สุพรรณบุรี) ผ่านแยกบางเลน ให้เลี้ยวซ้ายไปทาง อ. กำแพงแสน แล้วตัดเข้าไปทาง อ. พนมทวน ขับต่อไปเรื่อยๆ จนถึงแยกแก่งเสี้ยน แล้วเลี้ยวขวาไปยัง อ. ไทรโยค ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ถึงทางแยกก่อนเข้าตัว อ. ทองผาภูมิ ให้เลี้ยวขวาแล้วขับรถต่อไปอีก 75 กม. ถึง อ. สังขละบุรี

 

ช่วง 75 กม. สุดท้าย เป็นช่วงที่ผู้ขับต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และพาหนะที่ใช้ต้องมีความสมบูรณ์พร้อม เนื่องจากเป็นทางแคบที่คดเคี้ยว และลาดชัน ผมแอบคิดในใจว่าเจ้า บีที-50 พโร ธันเดอร์ คันนี้จะเอาอยู่ไหม ผลปรากฏว่า เอาอยู่ทุกโค้งครับ ไม่ว่าจะโค้งกว้าง โค้งแคบ หรือโค้งตัวเอส ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมวิศวกรนี้ ที่เซทช่วงล่างมาอย่างดี เมื่อเจอโค้ง รถมีอาการโคลงตัวน้อย

 

ด้านพละกำลังมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ เครื่องยนต์ดีเซล DI-THUNDER PRO VN TURBO แม้ความจุเพียง 2.2 ลิตร แต่สร้างแรงม้าได้สูงถึง 150 แรงม้า และทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะได้อย่างนุ่มนวล

 

 

อุตตมานุสรณ์ สะพานไม้แห่งศรัทธา

 

DSC_6128 copy

  • บรรยากาศยามเช้าบนสะพานมอญ ผู้คนต่างเดินกันขวักไขว่ เป็นสัญญาณว่าวิถีชีวิตของวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมชิงตื่นก่อนดวงอาทิตย์ และรีบรุดไปยังสะพานมอญ หรือสะพานอุตตมานุสรณ์ หวังจะได้เห็นแสงแรกของเช้าวันใหม่ กลางผืนน้ำซองกาเลีย รวมถึงวิถีชีวิตยามเช้าของคนที่นี่

 

อากาศช่วงเช้าดีมาก อุณหภูมิเย็นสบาย แถมได้เห็นไอหมอกไหลตามสายลมเอื่อยๆ บนผิวน้ำ และเมฆหมอกที่ลอยต่ำปกคลุมบนยอดไม้ ดูงดงามยิ่งนัก

 

DSC_6180 copy

  • ชาวบ้านและนักท่องเที่ยว กำลังตักบาตรพระ

 

DSC_6195 copy

  • มุมสวยๆ มีอยู่เกือบทุกจุดบนสะพานมอญ

 

ช่วงเช้าบนสะพานมอญจะคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งนักท่องเที่ยว พระภิกษุ รวมถึงพี่น้องชาวไทย มอญ กะเหรี่ยง ฯลฯ ต่างเดินขวักไขว่ไปมา เป็นสัญญาณว่าวิถีชีวิตของวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมนั่งมองดูอยู่ห่างๆ เก็บภาพเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ

 

สะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ แต่เดิมถูกสร้างขึ้นด้วยท่อนซุงของต้นไม้ที่จมน้ำ ในสมัยที่เริ่มสร้าง หลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนที่นี่ ได้ระดมแรงกายจากชาวมอญที่อยู่อาศัยในละแวกนั้น ดำน้ำลงไปตัดซากไม้ใต้น้ำ เพื่อนำมาสร้างสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้ใช้สัญจรไปมาหาสู่กัน รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 กลุ่มอีกด้วย

 

DSC_7707 copy

  • ร้านขายของที่ระลึกริมสะพาน

 

ปัจจุบันสะพานอยู่ในสภาพสมบูรณ์เพราะมีการซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา มีความยาว 850 ม. ถ้าเดินข้ามไปยังฝั่งหมู่บ้านมอญ จะมีทั้งเสื้อผ้า พลอย ไพลิน และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านวางจำหน่ายเป็นของที่ระลึก รวมถึงอาหารเช้าง่ายๆ ของชาวมอญ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม กาแฟ ปาท่องโก๋ และขนมของชาวมอญ เล่นเอาทีมงานพุงกางไปตามๆ กัน

 

 

เมืองบาดาล UNSEEN ที่เลื่องชื่อ

หลังอิ่มหนำจากมื้อเช้า เราเดินทางไปชมเมืองบาดาลด้วยเรือหางยาว ค่าบริการลำละ 300 บาท นั่งได้ 5-7 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที หากเป็นช่วงน้ำหลาก จะเห็นแค่ยอดของโบสถ์ แต่หากเป็นช่วงหน้าแล้งราวเดือนมีนาคม-เมษายน น้ำจะลดลงจนตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำทั้งหมด นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ทั่วพื้นที่

 

DSC_7515 copy

  • UNSEEN THAILAND วัดวังก์วิเวการาม (เก่า)

 

วัดวังก์วิเวการาม (เก่า) ที่เห็นนี้ ถูกสร้างขึ้นในปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สายมารวมกัน ได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ต่อมาในปี 2527 ภาครัฐอนุมัติให้สร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม ทำให้น้ำท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่า รวมถึงวัดนี้ด้วย หลวงพ่ออุตตมะจึงต้องขนย้ายพระพุทธรูป รวมถึงสิ่งของที่มีค่าต่างๆ ไปไว้ที่วัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา

 

DSC_6251 copy

  • วัดวังก์วิเวการาม ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันวัดแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “วิหารแห่งเมืองใต้บาดาล” และได้รวบรวมไว้ใน UNSEEN THAILAND ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ เดินทางมาชมอย่างไม่ขาดสาย ชุมชนมีรายได้จากการให้บริการท่องเที่ยว และแพท่องเที่ยว นอกเหนือจากการทำประมง

 

 

วัดสมเด็จ และวัดศรีสุวรรณ วัดเก่าที่ถูกลืม

เมื่อชมวัดวังก์วิเวการาม (เก่า) เสร็จแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีก 2 แห่ง ที่กำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ นั่นคือ วัดสมเด็จ (เก่า) และวัดศรีสุวรรณ (เก่า)

 

DSC_7822 copy

  • สักการะพระพุทธรูปบนวัดสมเด็จ (เก่า)

 

DSC_7828 copy

  • อุโบสถเดิมของวัดสมเด็จ ก่อนที่จะถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์

 

วัดสมเด็จ (เก่า) ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวัดวังก์วิเวการาม (เก่า) เป็นอุโบสถเดิมของวัดสมเด็จก่อนที่จะถูกน้ำท่วมเมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรี วัดนี้ตั้งอยู่บนเขาเล็กๆ ที่แต่เดิมเรียกว่า “ฝั่งไทย” วัดสมเด็จไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำเหมือนวัดอื่น แต่ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน รอบตัวโบสถ์มีต้นไทรเลื้อยเกาะบริเวณหน้าต่างโบสถ์ดูมีมนต์ขลัง ภายในอุโบสถมีพระประธานสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ให้กราบไหว้บูชา โดยสามารถซื้อดอกไม้ธูปเทียนได้จากบนเกาะในราคาชุดละ 10 บาท และยังมีของที่ระลึกจากชาวกะเหรี่ยงให้เลือกซื้ออีกด้วย

 

srisuwan 1 copy

  • ร่องรอยวัดศรีสุวรรณที่หลงเหลืออยู่

 

หลังจากนั้น นั่งเรือต่อไปอีกฝั่งหนึ่งชมวัดศรีสุวรรณ (เก่า) ซึ่งปัจจุบันจะเห็นเพียงแค่โบสถ์เท่านั้น เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่ต่ำสุด

 

 

สักการะเจดีย์พุทธคยา แวะชอพด่านเจดีย์สามองค์

 

DSC_7510 copy

  • เจดีย์พุทธคยา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องมา

 

เครื่องยนต์ของ บีที-50 พโร ธันเดอร์ ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งต้องขับอ้อมภูเขาไปอีกประมาณ 6 กม.

 

วัดแห่งนี้ก่อสร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิชื่อดังแห่งสังขละบุรี เริ่มก่อสร้างในปี 2518 แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 ใช้ศิลปะแบบเมียนมาร์ มีพระพุทธรูปหยกขาว งาช้างแมมมอธ และเจดีย์พุทธคยา สร้างแบบจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาในประเทศอินเดีย ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เคียงเจดีย์มีร้านจำหน่ายของที่ระลึกให้เลือกซื้ออยู่หลายร้าน

 

DSC_6257 copy

  • ด่านเจดีย์สามองค์ ชายแดนไทย-เมียนมาร์

 

หลังสักการะเสร็จ เราเดินทางต่อไปยังด่านเจดีย์สามองค์ หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ “หินสามก้อน” ซึ่งเป็น จุดแบ่งเขตพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ในแนวเทือกเขาตะนาวศรี สถานที่แห่งนี้เป็นเส้นทางเดินทัพที่สำคัญของไทย และเมียนมาร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

 

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มาจากฝั่งเมียนมาร์ได้ในราคาถูก เช่น เครื่องประดับจำพวกพลอย หยก หินสี เฟอร์นิเจอร์ไม้ ชุดโต๊ะเก้าอี้ เครื่องไม้ตกแต่งบ้าน แป้งทานาคา ผ้าโสร่ง ต้นไม้ป่า กล้วยไม้ป่า หรือแม้แต่กุ้งก้ามกรามตัวยักษ์

 

 

แผนที่

 

map copy

 

 

ที่กิน

 

food copy

 

มาเยือนสังขละบุรีทั้งที อาหารขึ้นชื่อหนีไม่พ้นปลาสดๆ และพืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้ ผมเลือกร้าน “ศรีแดงโฮเทล” เพราะมีอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารพื้นบ้านของชาวมอญ และอาหารทั่วไป ผมสั่งแกงคั่วเห็ดเผาะ ปลาคังผัดฉ่า และเนื้อกวางผัดพริกไทยดำ รสชาติอาหารที่นี่จัดจ้าน อร่อยอย่าบอกใคร

 

 

ที่นอน

 

bed copy

 

สังขละบุรี มีที่พักหลากหลายรูปแบบ ถ้าอยากสัมผัสธรรมชาติของสายน้ำ มีแพที่พักนับร้อยคอยให้บริการ ราคาเริ่มที่ 600-2,500 บาท แต่หากชอบพักโรงแรม หรือรีสอร์ทหรู ก็มีให้มากมายเช่นกัน ทั้งบริเวณใกล้น้ำ จนถึงวิวมุมสูงจากบนเขา ผมเลือกพัก “บ้านแคท & ออยล์” เนื่องจากอยู่ในจุดที่ดีที่สุด สามารถเห็นผืนน้ำ และสะพานมอญได้จากระเบียงห้อง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ในราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทเท่านั้น

 

 

ขอขอบคุณ

 

DSC_6242 copy

 

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อพาหนะในการเดินทาง



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : สายชล อรรถาเวช
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2562
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/vWrkz
อัพเดทล่าสุด
18 Jul 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th