บทความ

มหกรรมยานยนต์ปารีส 2018


มหกรรมยานยนต์ ปารีส 2018 บทพิสูจน์ความเชื่อของมนุษย์หลายสัญชาติ ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส (ของใครเอ่ย ?)

เป็นงานแสดงรถยนต์อีกรายการหนึ่ง ที่เห็นแล้วก็ใจหาย เพราะบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ หลบลี้หนีหน้ากันไปหลายราย ผู้มองโลกในแง่ร้ายบางคนถ้าได้เห็นอย่างที่คณะของเราเห็น ก็อาจจะหลุดปากเป็นภาษาฝรั่ง เหมือนที่นิตยสารรถยนต์ชั้นนำฉบับหนึ่งของยุโรป คือ AUTOCAR กล่าวไว้ลอยๆ ในบทบรรณาธิการว่า THE DEATH OF THE MOTOR SHOW หรือ “มรณกรรมของงานแสดงรถยนต์” แต่เราเป็นพวกมองโลกในแง่ดี จึงไม่คิดว่าเรื่องมันจะเลวร้ายปานนั้น แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ผู้ผลิตรถยนต์ระดับ “ยักษ์ใหญ่” อย่าง โฟล์คสวาเกน ฟอร์ด เฟียต นิสสัน และอีกหลายราย ไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับมหกรรมยานยนต์รายการสำคัญในฝรั่งเศส ที่จัดกันมายาวนานถึง 120 ปีแล้ว

 

เพราะยอดขายตกต่ำจึงไม่อยากเสียเงินเสียทองในการออกงานก็ไม่น่าจะใช่ เพราะยิ่งไม่ออกงานก็อาจจะยิ่งแย่ใหญ่ มีช่องทางอื่นๆ ที่ทำให้ขายรถได้มากกว่าและง่ายกว่า เช่น การขายออนไลน์ ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะยังไงๆ การสัมผัสตัวจริงในงานแสดงรถยนต์ ก็ต้องดีกว่าการสัมผัสผ่านจอแน่นอน เนื่องจากอยู่ห่างไกลเหตุการณ์และเป็นคนวงนอก จึงไม่กล้าฟันธงว่าอะไรคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งนี้ ดูเหงาและหงอยพิกล ผู้จัดงานก็คงขาดทุนกำไรไปไม่น้อย เพราะขายที่ไม่ได้ มีพื้นที่ว่างเยอะแยะ อาคารหลังหนึ่งที่เคยใช้พื้นที่ทั้งหมดในการแสดงรถยนต์ ก็ไม่มีรถยนต์ให้เห็นสักคัน มีก็แต่จักรยานยนต์ อีกอาคารหนึ่งซึ่งมี 2 ชั้น ก็ใช้พื้นที่เพียงชั้นเดียว

 

กลับมาเมืองไทยมีโอกาสศึกษาจากสื่อต่างๆ ของยุโรป ก็พบว่าปัจจัยหนึ่งที่น่าจะมีผลอย่างสำคัญไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับปัญหาที่กล่าวข้างต้น คือ การที่หลายๆ ประเทศในยุโรปกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนวิธีการวัดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปริมาณไอพิษของรถยนต์ จากมาตรฐานเดิมที่เรียกกันโดยย่อว่า NEDC (NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE) เป็นมาตรฐานใหม่ คือ WLTP (WORLDWIDE HARMONISED LIGHT VEHICLES TEST PROCEDURE) ที่ว่ากันว่าให้ค่าตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ดีกว่า ไม่มีเนื้อที่ที่จะอธิบายกันอย่างละเอียด ขอบอกแต่เพียงว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้มีผลกระทบอย่างมากกับผู้ผลิตหลายราย บางรายถึงกับต้องเลิกขายรถบางรุ่นไปเลย เพราะคุณสมบัติไม่เป็นไปตามมาตรฐานใหม่นี้ ตัวอย่างเช่น ค่าย “แมวป่า” ยุติการขายรถ JAGUAR XJ ทุกโมเดลที่ใช้เครื่องเบนซิน และค่าย “ดาวลูกไก่” เลิกขายรถดีเซลทุกรุ่นทุกแบบ

 

มีวิกฤต แต่มหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งนี้ก็ยังมีสิ่งใหม่ๆ ให้สัมผัสมากมาย การติดตามงานรถยนต์รายการดีๆ ทั้งนอกและในประเทศ ย่อมคุ้มค่า คุ้มราคาและคุ้มเวลาเสมอ

 

RENAUL EZ-PRO

 

7

 

8

 

9

 

10

 

ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 1 ของเมืองน้ำหอมนำรถแนวคิดติดป้ายชื่อ EZ ออกอวดตัวแบบ PREMIERE MONDIALE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้พร้อมกัน 2 คัน (เขียน IZ แต่บอกให้อ่านว่า EASY) ทั้ง 2 คันรังสรรค์ขึ้นตามความเชื่อของค่ายที่ว่า โลกในอนาคตเป็นโลกที่ผู้คนจะโยกย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อยุคนั้นมาถึงยานพาหนะที่ใช้กันจะต้องมีดีเอนเอซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ ELECTRIC+CONNECTED+AUTONOMOUS+SHARED ซึ่งอธิบายได้ว่า เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า มีการเชื่อมต่อระหว่างคนกับรถ/รถกับรถ/และคนกับคนอย่างสมบูรณ์ เป็นรถที่วิ่งได้เองโดยไม่จำเป็นต้องง้อผู้ขับ และเป็นรถที่แบ่งกันใช้ได้ คันแรกที่เห็นในภาพ ซึ่งติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ อีเซด-พโร (RENAULT EZ-PRO) เป็นรถที่ออกแบบเพื่อการขนส่งสินค้าในยุคอนาคตที่กล่าวข้างต้น และเน้นที่การขนส่งในขั้นตอนสุดท้ายอย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า THE LAST MILE DELIVERY ตัวรถที่มีลักษณะเหมือน “ยานหุ่นยนต์” หรือ ROBO-VEHICLE ซึ่งแยกเป็น 2 คัน แต่ละคันมีขนาดเท่ากัน คือ 4.80×2.10×2.20 ม. คันหน้าซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนและเรียกชื่อในภาษาอังกฤษว่า THE AUTONOMOUS LEADER POD มีน้ำหนักตัว 2,500 กก. สามารถบรรทุกน้ำหนัก 1 ตัน เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ และวิ่งได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ขับ แถมแบทเตอรีที่ใช้ก็สามารถเติมพลังไฟโดยไม่ต้องมีการต่อสายหรือเสียบปลั๊กใดๆ เพราะใช้ระบบเหนี่ยวนำอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า INDUCTION CHARGING ส่วนคันหลังซึ่งเป็นรถพ่วง มีน้ำหนัก 2,800 กก. และสามารถบรรทุกน้าหนัก 2 ตัน สามารถดัดแปลงรูปลักษณ์ได้สารพัดอย่าง เช่น ทำเป็นร้านขายกาแฟเคลื่อนที่อย่างที่เห็นในภาพก็ได้ ฯลฯ แต่จุดประสงค์หลัก คือ การเป็นรถบรรทุกสินค้า ที่รองรับสินค้าได้สารพัดแบบสารพัดยี่ห้อ และให้บริการผู้ผลิตสินค้าได้หลายรายในเวลาเดียวกัน

 

DACIA DUSTER

 

11

 

12

 

ดาซีอา (DACIA) ผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวของโรมาเนียซึ่งเริ่มกิจการเมื่อปี 1966 และเข้ามาอยู่ในร่มเงาของยักษ์ใหญ่ เรอโนลต์ (RENAULT) เมื่อปี 1999 ใช้รถ เอสยูวี ขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ ดาซีอา ดัสเตอร์ (DACIA DUSTER) เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจของผู้คน แต่ดูเหมือนว่าดึงไม่ได้มากสักเท่าไรเพราะตามท้องถนนก็มีวิ่งกันอยู่แล้วเยอะแยะ เป็นรถรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) ที่เริ่มจำหน่ายในเมืองน้ำหอมเมื่อปลายปี 2017 จุดสนใจที่นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ในงานนี้ คือ เครื่องยนต์บลอคใหม่ที่มาพร้อมกัน 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1.3 ลิตร 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า กับ 1.3 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ความพิเศษของเครื่องยนต์ 2 ขนาดนี้ คือ BORE SPRAY COATING หรือเทคโนโลยีเคลือบพ่นผิวหน้าภายในของลูกสูบที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่ เป็นกลวิธีบริหารจัดการความร้อนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างดี

 

RENAULT EZ-ULTIMO

 

13

 

14

 

15

 

16

 

รถแนวคิดอีกคันหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ อีเซด-อุลทิโม (RENAULT IZ-ULTIMO) เป็นรถที่รังสรรค์ขึ้นตามความเชื่อที่ว่าในอนาคตผู้คนจะหลั่งไหลเข้าไปอยู่ในเขตเมืองกันหมดเช่นกัน ที่ต่างจากรถ เรอโนลต์ อีเซด-พโร (RENAULT EZ-PRO) ซึ่งเพิ่งผ่านตาไปก็คือ จุดมุ่งหมายของรถแนวคิดคันนี้ไม่ใช่เพื่อการขนส่งสินค้าแต่เพื่อขนส่งคน ตัวรถซึ่งค่อนข้างยาวและกว้าง คือ มีขนาด 5.70×2.20×1.35 ม. มีลักษณะเป็น ROBO-VEHICLE หรือ “ยานหุ่นยนต์” ซึ่งดีเอนเอมีคุณลักษณะ ELECTRIC+CONNECTED+AUTONOMOUS-SHARED ครบถ้วน ตัวถังภายนอกออกแบบตกแต่งอย่างพิสดาร และไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในรถคันใดๆ เห็นแล้วชวนให้นึกถึงปลาตัวโตขนาดยักษ์ที่มีผิวหนังเป็นเกร็ด ส่วนภายในห้องโดยสารที่ออกแบบให้นั่งกันเพียง 3 คน ก็ตกแต่งหรูหรา ฟู่ฟ่า และนั่งสบายเหมือนนั่งอยู่ในเลาน์จ์ขนาดกะทัดรัด เป็นรถหนัก 1,800 กก. ที่ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียง 1 ชุด มีระบบขับด้วยตัวเองที่ยังทำงานได้ไม่เต็มร้อย เป็นระบบขับที่เรียกกันในภาษารถยนต์ว่า AUTONOMOUS DRIVE LEVEL 4 ไม่ใช่ระบบขับด้วยตัวเองแบบเต็มร้อย AUTONOMOUS DRIVE LEVEL 5 อธิบายอย่างรวบรัดได้ว่าระบบนี้สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า รักษารถให้วิ่งอยู่ในลู่ในเลน หรือเปลี่ยนลู่เปลี่ยนเลนในจังหวะที่ต้องการเช่นเวลาจะวิ่งแซง เลี้ยวรถหรือกลับรถเมื่อถึงทางเลี้ยวทางแยก ฯลฯ กล่าวโดยสรุปคือ เหมาะมากกับงานขนส่งผู้คนในเส้นทางซ้ำๆ และกลับไปกลับมา เช่น เป็นรถรับส่งผู้โดยสารระดับวีไอพีจากสนามบินไปโรงแรม และจากโรงแรมไปสนามบิน เป็นรถแทกซีระดับวีไอพีสำหรับการเดินทางในเมืองช่วงสั้นๆ ฯลฯ รถแบบนี้ถ้ามีให้ใช้จริงๆ (ก็คงจะมีนั่นแหละ!) และมีมากๆ (ก็คงจะมีมากแน่นอน) ผู้ที่ชาตินี้ทำเป็นอยู่อาชีพเดียว คือ อาชีพคนขับรถ ต้องรีบหาช่องทางเปลี่ยนอาชีพได้แล้วจ้า

 

DS3 CROSSBACK E-TENSE

 

17

 

เดแอส โอโตโมบิลส์ (DS AUTOMOBILES) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในเครือข่ายของค่าย เปอโฌต์/ซีตรอง (PEUGEOT/CITROEN) นำต้นแบบของรถพลังไฟฟ้าออกอวดโฉมแบบ “ครั้งแรกในโลก” เคียงคู่กัน 2 คัน คันแรกในภาพซ้ายซึ่งติดป้ายชื่อ เดแอส 3 ครอสส์แบค อี-เทนส์ (DS3 CROSSBACK E-TENSE) เป็นรถซึ่งช่วงครึ่งหลังของปี 2019 จะเปลี่ยนฐานะเป็นรถตลาดและเริ่มการจำหน่าย รถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กรุ่นนี้ติดตั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ ไม่บอกว่าวิ่งได้เร็วขนาดไหน ? แต่รับประกันว่าเร็วกว่าเต่า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 8.7 วินาที ที่ดีมาก ก็คือ เติมพลังไฟแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ถึง 450 กม. เมื่อวัดตามมาตรฐานเดิม คือ NEDC และจะเหลือ 300 กม. เมื่อใช้มาตรฐานใหม่ WLTP

 

DS7 CROSSBACK E-TENSE 4×4

 

18

 

รถพลังไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์ระดับ “พรีเมียม” ของฝรั่งเศสนำออกอวดตัว”ครั้งแรกในโลก”ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เดแอส 7 ครอสส์แบค อี-เทนส์ 4×4 (DS7 CROSSBACK E-TENSE 4×4) ที่เห็นในภาพขวามือ รถแบบที่สองนี้ติดตั้งระบบ พลัก-อิน ไฮบริด (PLUG-IN HYBRID) หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 1,598 ซีซี 147 กิโลวัตต์/200 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 80 กิโลวัตต์/110 แรงม้า จำนวน 2 ชุด และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ON) ขนาด 13.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง หนัก 120 กก. ได้กำลังสุทธิสูงสุด 221 กิโลวัตต์/300 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย น้อยกว่า 2.2 ลิตร/100 กม. หรือมากกว่า 45.5 กม./ลิตร สามารถวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 50 กม. เมื่อวัดตามมาตรฐานใหม่ คือ WLTP

 

PEUGEOT E-LEGEND CONCEPT

 

20

 

19

 

21

 

ค่าย “สิงห์เผ่น” มีงานใหม่หลายชิ้น ชิ้นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุด คือ เปอโฌต์ อี-เลเจนด์ คอนเซพท์ (PEUGEOT E-LEGEND CONCEPT) ที่เห็นในภาพใหญ่และภาพเล็กซ้ายมือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถพลังไฟฟ้าไร้ผู้ขับ ที่ออกแบบรูปทรงองค์เอวโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถ เปอโฌต์ 504 คูเป (PEUGEOT 504 COUPE) ที่เคยโด่งดังเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ในเมืองไทยไม่แน่ใจว่ามีเข้ามาขายหรือเปล่า ? ตัวถังขนาด 4.650×1.930×1.370 ม. ติดตั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ให้กำลังรวม 340 กิโลวัตต์/462 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับแบทเตอรีขนาดใหญ่มาก คือ มีความจุถึง 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 4.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. และชาร์จไฟแบทเตอรีแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกลถึง 600 กม. เมื่อวัดตามมาตรฐานใหม่คือ WLTP (WORLDWIDE HARMONISED LIGHT VEHICLES TEST PROCEDURE) ซึ่งเพิ่งเริ่มใช้ในยุโรป และว่ากันว่าให้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง มากกว่ามาตรฐานเดิม คือ NEDC (NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE) ที่กำลังจะล้าสมัยไปแล้ว การชาร์จ หรืออัดประจุไฟฟ้าที่กล่าวนี้ ไม่ต้องใช้เวลายาวนานยืดเยื้อจนเหลือทน ค่าย “สิงห์เผ่น” บอกว่า การเติมพลังไฟฟ้าเพื่อให้รถวิ่งได้ไกล 500 กม. จะเสียเวลาเพียง 25 นาที เมื่อใช้วิธี FAST RECHARGE หรือ “เติมพลังไฟแบบเร่งด่วน” ที่สมควรบอกกล่าวกันด้วยก็คือ รถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ของค่าย “สิงห์เผ่น” คันนี้ มีโหมดการขับให้เลือก 2 แบบ แบบแรก คือ AUTONOMOUS MODE ซึ่งเป็นระบบการขับโดยไม่ต้องใช้ผู้ขับ ที่แยกเป็น 2 โหมดย่อย คือ SOFT ซึ่งเน้นความสะดวกสบายของผู็โดยสาร กับ SHARP ซึ่งเน้นความเที่ยงตรงและพลวัตของรถ ส่วนอีกแบบคือ MANUAL MODE ซึ่งเป็นการขับด้วยมือของผู้ขับ ก็แยกเป็น 2 โหมดย่อยเช่นกัน คือ LEGEND กับ BOOST

 

PEUGEOT RIFTER 4×4 CONCEPT

 

22

 

รถแนวคิดอีกคันหนึ่งที่ค่าย “สิงห์เผ่น” นำออกอวดตัวในงานนี้ คือ เปอโฌต์ ริฟเตอร์ 4×4 คอนเซพท์ (PEUGEOT RIFTER 4×4 CONCEPT) ที่หน้าตาแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถที่ทำขาย เป็นรถแนวคิดที่พัฒนาต่อกิ่งต่อยอดมาอีกทอดหนึ่งจากรถตลาดติดป้ายชื่อ เปอโฌต์ ริฟเตอร์ (PEUGEOT RIFTER) ซึ่งเป็นรถแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มการจำหน่ายในเมืองน้ำหอมได้ไม่กี่เดือน เป็นการพัฒนาเพื่อทำให้รถขับล้อหน้าหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา กลายเป็นรถขับทุกล้อที่วิ่งได้ในถนนทุกสภาพ ทั้งถนนกรวด ถนนหิน ถนนที่เละไปด้วยโคลน และแม้กระทั่งถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ มีการปรับรายละเอียดและเพิ่มเติมอุปกรณ์หลายชิ้น เพื่อให้เหมาะกับการลุยและการท่องเที่ยวค้างแรม รวมทั้งการยกพื้นรถให้สูงขึ้นถึง 8.0 ซม. ติดตั้งกระโจมหลังคาแบบพับเก็บได้ของ OVERLAND (ผู้ผลิตชื่อดังของอิตาลี) รวมทั้งติดตั้ง ELECTRIC MOUNTAIN BIKE หรือจักรยานไต่ภูเขาที่ขับด้วยพลังไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานไว้ด้วย

 

PEUGEOT 508 SW

 

23

 

ปรากฏตัวแบบ PREMIERE MONDIALE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน คือ รถตลาด เปอโฌต์ 508 เอสดับเบิลยู (PEUGEOT 508 SW) ซึ่งมีกำหนดออกโชว์รูมทั่วยุโรปในเดือนมกราคม 2019 เป็นรถเก๋งตรวจการณ์ขนาดกลางที่ออกแบบและพัฒนามาพร้อมกันกับรถเก๋งซีดาน เปอโฌต์ 508 เบอร์ลีเนอ (PEUGEOT 508 BERLINE) รุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มการจำหน่ายในเมืองน้ำหอมเมื่อเดือนกันยายน 2018 นี่เอง ตัวถังขนาด 4.778×1.859×1.420 ม.ที่ออกแบบขึ้นใหม่ ติดตั้งระบบขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนๆ ยังไม่มีระบบขับไฮบริดทั้งแบบต้องเสียบและไม่ต้องเสียบปลั๊ก แยกได้เป็นเครื่องเบนซินขนาด 1,598 ซีซี 133 กิโลวัตต์/180 แรงม้า และขนาด 1,598 ซีซี 165 กิโลวัตต์/225 แรงม้า กับเครื่องดีเซลขนาด 1,499 ซีซี 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า ขนาด 1,997 ซีซี 120 กิโลวัตต์/160 แรงม้า และขนาด 1,997 ซีซี 130 กิโลวัตต์/180 แรงม้า

 

CITROEN C5 AIRCROSS SUV HYBRID CONCEPT

 

24

 

25

 

ผลงานใหม่ชิ้นสำคัญที่สุดของค่าย”จ่าโท”คือรถแนวคิดติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซ 5 แอร์ครอสส์ เอสยูวี ไฮบริด คอนเซพท์ (CITROEN C5 AIRCROSS SUV HYBRID CONCEPT) ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ พัฒนาต่อยอดจากรถตลาด ซีตรอง เซ 5 แอร์ครอสส์ (CITROEN C5 AIRCROSS) ซึ่งมีการผลิตทั้งในฝรั่งเศสและในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเปลี่ยนระบบขับจากขับด้วยเครื่องยนต์เบนซิน หรือดีเซล เป็นระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ เป็นระบบซึ่งใช้เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 132 กิโลวัตต์/180 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 80 กิโลวัตต์/109 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 13.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 165 กิโลวัตต์/225 แรงม้า เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จะวิ่งได้เร็ว 135 กม./ชม. และวิ่งได้ไกล 50 กม. (มาตรฐาน NEDC) มีกำหนดออกตลาดต้นปี 2020

 

BMW 3-SERIES SEDAN

 

26

 

27

 

บูธของค่าย”ใบพัดเครื่องบิน”มีผลงานใหม่จอดอยู่หลายคัน ที่สมควรกล่าวถึงเป็นอันดับแรก คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-3 ซีดาน (BMW 3-SERIES SEDAN) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ นับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่น 7 และเป็นรถที่สื่อมวลชนสายรถยนต์บางคนในยุโรปบอกว่า น่าจะเป็นรถที่ไฮเทคกว่าและขับสนุกกว่า ไม่ว่าจะเทียบกับรถรุ่นใดโมเดลใดที่อยู่ในระดับเดียวกัน มีตัวถังขนาด 4.709×1.827×1.435 ม. คือ ยาวขึ้น 8.5 ซม. และกว้างขึ้น 1.6 ซม. เมื่อเทียบกับรถรุ่นเดิมที่เยี่ยมมาก คือ ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.23-0.25 ในเยอรมนีรถรุ่นใหม่นี้จะเริ่มการจำหน่ายตอนต้นปี 2019 และระยะแรกจะมีรถให้เลือก 6 โมเดล เป็นรถเบนซิน 2 โมเดล คือ BMW 320I (184 แรงม้า) กับ BMW 330I (258 แรงม้า) และเป็นรถดีเซล 4 โมเดล คือ BMW 318D (150 แรงม้า) BMW 320D/BMW 320D XDRIVE (190 แรงม้า) และ BWW 330D (265 แรงม้า)

 

BMW 8-SERIES COUPE

 

29

 

28

 

เปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อเดือนมิถุนายน 2018 แต่ตัวจริงเพิ่งอวดโฉมต่อสายตาผู้คนในเมืองน้ำหอมเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถเก๋งขนาดกลางติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-8 คูเป (BMW 8-SERIES COUPE) รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 และตามหลังมาห่างๆ จากรถรุ่นที่ 1 ซึ่งอยู่ในสายการผลิตระหว่างปี 1989-1999 ก่อนจะหายหน้าหายตาไปนาน เป็นรถคูเประดับหรูในตัวถังขนาด 4.843-4.843×1.902×1.341-1.346 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด มีหน้าตาและรูปทรงที่ดูดีมากในทุกมุมมอง เริ่มการจำหน่ายแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน และมีรถให้เลือกเพียง 2 โมเดล คือ BMW 840D XDRIVE ซึ่งติดตั้งเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC 6 สูบเรียง 235 กิโลวัตต์/320 แรงม้า และติดป้ายค่าตัว 100,000 ยูโร กับ BMW M850I XDRIVE ซึ่งติดตั้งเครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 8 สูบ 4,395 ซีซี 390 กิโลวัตต์/530 แรงม้า และติดป้ายราคา 125,700 ยูโร

 

BMW Z4 ROADSTER

 

30

 

รถใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกคันหนึ่งที่ค่าย “ใบพัดเครื่องบิน” นำออกอวดโฉมในงานนี้ คือ รถเปิดประทุน บีเอมดับเบิลยู เซด 4 โรดสเตอร์ (BMW Z4 ROADSTER) ซึ่งเปิดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ไปก่อนแล้ว ที่งานมหกรรมการกุศลในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2018 เป็นผลงานจากความร่วมมือกับค่าย โตโยตา ออกแบบและพัฒนามาพร้อมกันกับรถที่รออีกไม่นานฝ่ายญี่ปุ่นก็จะนำออกสู่โชว์รูมพร้อมกับป้ายชื่อ โตโยตา ซูพรา (TOYOTA SUPRA) นับเป็นรถรุ่นที่ 3 ตัวถังที่นั่งได้เพียง 2 คน มีขนาด 4.324×1.864×1.304 ม. คือ ยาวขึ้นถึง 8.5 ซม. และกว้างขึ้นถึง 7.4 ซม. เมื่อเทียบกับรถรุ่นเดิม ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศซึ่งบ่งบอกความลื่นลมก็ทำได้ดี คือ ลดจาก 0.34-0.35 เป็น 0.29-0.31 มีกำหนดออกตลาดทั่วโลกในฤดูใบไม้ผลิของปีหมู่ป่าร่าเริง และจะมีรถให้เลือก 3 โมเดล เป็นรถเบนซินล้วนๆ คือ BMW Z4 SDRIVE20I-BMW Z4 SDRIVE30I-BMW Z4 M40I

 

MERCEDES-BENZ GLE SUV

 

31

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” ก็นำผลงานใหม่ๆ ออกอวดโฉมในงานนี้เป็นกองทัพ คันแรกที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี เอสยูวี (MERCEDES-BENZ GLE SUV) รุ่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อกลางเดือนกันยายน แต่ตัวจริงเสียงไม่จริงเพิ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถรุ่นที่ 2 ซึ่งต้องรอจนถึงต้นปี 2019 จึงจะเริ่มการจำหน่าย ห้องโดยสารซึ่งกว้างขวางกว่ารถรุ่นเดิมจนรู้สึกได้ติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน แล้วยังมีเนื้อที่ท้ายห้องโดยสารเหลือมากพอสำหรับการติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งแถวสามเพื่อให้กลายเป็นรถ 7 ที่นั่ง หากผู้ซื้อต้องการและไม่รังเกียจการจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย เช่นเดียวกันกับรถรุ่นแรกที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2011 พร้อมกับป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ M-CLASS รถรุ่นใหม่นี้เป็นรถสายพันธุ์เยอรมันที่ไม่ได้ผลิตในเยอรมนี แต่ใช้โรงงานของค่ายนี้ที่อยู่ในรัฐอลาบามาของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ผลิต

 

MERCEDES-BENZ EQ SILVER ARROW

 

32

 

33

 

รถแนวคิดติดป้ายชื่อยาวเวอร์ เมร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว ซิลเวอร์ แอร์โรว์ (MERCEDES-BENZ EQ SILVER ARROW) ปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมการกุศลซึ่งมีขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ที่สนามกอล์ฟ PEBBLE BEACH ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ยังเรียกความสนใจจากผู้คนได้ดีเมื่อฉายซ้ำแบบ PREMIERE EUROPEENE หรือ “ครั้งแรกในทวีปยุโรป” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงรถ SILVER ARROW ที่สร้างสถิติความเร็วโลก 433 กม./ชม. เมื่อวิ่งบนถนนสาธารณะ (จากนครฟรังค์ฟวร์ทไปยังเมืองดาร์มชตัดท์) เมื่อปี 1938 และรักษาสถิตินี้ไว้ได้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2017 เป็นรถขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 550 กิโลวัตต์/750 แรงม้า และแบทเตอรีขนาด 80 กิโลวัตต์ชั่วโมงเท่านั้น ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ หลังการชาร์จหรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่าอัดประจุไฟฟ้าแต่ละครั้ง รถจะวิ่งได้ไกลกว่า 400 กม. (มาตรฐาน WLTP)

 

MERCEDES-BENZ EQC

 

34

 

เป็นการปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในทวีปยุโรป” เช่นกัน เพราะเปิดตัว “ครั้งแรกในโลก” ไปก่อนแล้วเมื่อต้นเดือนกันยายนที่กรุงสตอคโฮล์ม แต่รถตลาดติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวซี (MERCEDES-BENZ EQC) ก็ยังมีพลังดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนทั่วไปได้ดี นับเป็น FULL EV หรือรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ แบบแรกของค่าย “ดาวสามแฉก” และเป็นแบบแรกของรถพลังไฟฟ้ารวม 10 แบบ ที่ค่ายนี้ประกาศไปแล้วว่าจะนำออกสู่ตลาดก่อนปี 2025 ตัวถังขนาด 4.761×1.884×1.324 ม. ที่ออกแบบ/พัฒนาโดยขอหยิบขอยืมพแลทฟอร์มและชิ้นส่วนหลายชิ้นจากรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี เอสยูวี(MERCEDES-BENZ GLC SUV) ติดตั้งระบบขับที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้า และอีกชุดหนึ่งขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า และใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ขนาด 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งชาร์จไฟแต่ละครั้งจะวิ่งได้ไกลกว่า 450 กม. (มาตรฐาน NEDC)

 

MERCEDES-AMG A 35 4MATIC

 

35

 

ผลงานใหม่อีกแบบหนึ่งของค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถตลาดติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เอเอมจี เอ 35 4 เมทิค (MERCEDES-AMG A 35 4MATIC) ซึ่งเดือนมกราคม 2019 นี้จะเริ่มการจำหน่ายในเยอรมนีและอีกหลายประเทศยุโรปตะวันตก นับเป็นพัฒนาการล่าสุดของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็ก เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ A-CLASS) รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2018 และน่าจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งของสำนัก AMG ซึ่งรับผิดชอบงานรถแข่งและรถแรงของค่ายนี้ เป็นรถอย่างที่นิยมเรียกกันยุโรปว่า HOT HATCH ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 225 กิโลวัตต์/306 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

MERCEDES-BENZ B-CLASS

 

37

 

36

 

ผลงานท้ายสุดแต่ไม่สุดท้ายของค่าย “ดาวสามแฉก” ที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถเก๋งแฮทช์แบคติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ B-CLASS) รุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอจนถึงต้นเดือนธันวาคมจึงจะเปิดการจำหน่าย และต้องรอนานกว่านั้น 2 เดือน คือ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2019 จึงจะเริ่มการส่งมอบรถ นับเป็นรถรุ่นที่ 3 และเป็นรถรุ่นแรกของค่ายนี้ที่มีระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะให้เลือกใช้ด้วย นอกเหนือจากเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะที่ใช้กันมานานแล้ว ในระยะแรกรถรุ่นใหม่ที่ลื่นลมกว่ารุ่นเก่ามากเพราะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.24 จะมีรถให้เลือกตามขนาดเครื่องยนต์รวม 5 โมเดล คือ B 180 (เบนซิน 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า) B 200 (เบนซิน 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า) B 189 D (ดีเซล 85 กิโลวัตต์/116 แรงม้า) B 200 D (ดีเซล 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า) B 220 D (ดีเซล 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า)

 

AUDI PB18 E-TRON

 

39

 

38

 

อวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมการกุศลซึ่งมีขึ้นที่สนามกอล์ฟ PEBBLE BEACH อันเลื่องชื่อ และฉายซ้ำสองที่งานนี้เช่นกัน คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี พีบี 18 อี-ทรอน (AUDI PB18 E-TRON) ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจในบูธของค่าย”สี่ห่วง” เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทซูเพอร์คาร์สมรรถนะสูง ที่ออกแบบสำหรับคนรักรถในอนาคต ไม่ใช่คนรักรถยุคปัจจุบัน ตัวถังขนาด 4.53×2.00×1.15 ม. ที่มีลูกเล่นลูกล่อมากมายอย่างที่พอจะมองเห็นได้บ้างจากภาพประกอบ ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้าและใช้อีกชุดหนึ่งขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุดที่สูงถึง 500 กิโลวัตต์/680 แรงม้า ผลลัพธ์ก็คือ ให้ตัวเลขที่สยดสยองสุดๆ โดยเฉพาะความเร็วตีนต้น อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาไม่ถึง 2 วินาที ความเร็วสูงสุด 300 กม./ชม. ที่น่าสนใจมากก็คือ การชาร์จไฟแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกลกว่า 500 กม. (มาตรฐาน WLTP)

 

AUDI E-TRON

 

40

 

41

 

เปิดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่เมืองซานฟรานซิสโกในสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางเดือนกันยายน 2018 และฉายซ้ำแบบ “ครั้งแรกในทวีปยุโรป” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี อี-ทรอน (AUDI E-TRON) ซึ่งตอนแรกเมื่อเห็นแต่ชื่อก็นึกว่าเป็นรถแนวคิด แต่ที่จริงเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบ ที่จะเริ่มการจำหน่ายก่อนสิ้นปี 2018 พร้อมกับป้ายค่าตัวซึ่งจะเริ่มต้นที่ระดับ 79,900 ยูโร หรือประมาณ 3.00 ล้านบาทไทย เป็นรถขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2ชุด ชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้า อีกชุดขับล้อคู่หลัง ให้กำลังสุทธิสูงสุด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า ส่วนอุปกรณ์ป้อนพลังไฟฟ้าเป็นแบทเตอรีขนาดใหญ่มาก คือมีขนาดความจุ 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง การชาร์จไฟด้วยไฟบ้านต้องใช้เวลาถึง 8.5 ชม. ที่ค่อยยังชั่วหน่อยคือการชาร์จแบบเร่งด่วนเพื่อให้ได้ไฟฟ้าร้อยละ 80 ใช้เวลาเพียง 30 นาที เป็นรถที่ทำ 0-100 กม./ชม. ใน 6.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม.

 

AUDI SQ2

 

42

 

เป็นรถตลาดที่ปรากฏตัวในงานนี้แบบ PREMIERE MONDIALE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน แต่สื่อมวลชนไม่ค่อยแลกันเลย เป็น SUBCOMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่ทั้งแรงและเร็ว จนอดสงกะสัยไม่ได้ว่ารถเล็กขนาดนี้จะให้แรงและเร็วกันไปถึงไหน ? ไม่ใช่รถที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาต่อกิ่งต่อยอดมาอีกทอดหนึ่งจากรถ เอาดี คิว 2 (AUDI Q2) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อนปี 2016 ในฐานะรถ เอสยูวี ขนาดเล็กที่สุดของค่าย “สี่ห่วง” เป็นการพัฒนาในลักษณะเดียวกันกับที่ทำมาก่อนแล้วกับรถ เอาดี เอสคิว 5 (AUDI SQ5) และ เอาดี เอสคิว 7 (AUDI SQ7) รถแรงและเร็วโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี 300 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 4.8 วินาที

 

SMART FOREASE

 

43

 

จอดนิ่งอย่างเหงาหงอยบนพื้นที่ว่างริมบูธของค่าย “ดาวสามแฉก” ทั้งๆ ที่เป็นการปรากฏตัวแบบ PREMIERE MONDIALE หรือ “ครั้งแรกในโลก” คือ รถติดป้ายชื่อ สมาร์ท ฟอร์อีส (SMART FOREASE) รถแนวคิดคันเล็กที่สุดในงานนี้ เป็นรถที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี และไม่ใช่รถที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาต่อยอดมาอีกทอดหนึ่งจากรถเปิดประทุนติดป้ายชื่อ สมาร์ท อีคิว ฟอร์ทู กาบริโอ (SMART EQ FORTWO CABRIO) ที่วิ่งกันอยู่ทั่วไปในท้องถนนของยุโรป ติดตั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าที่ค่ายนี้ไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่บอกว่าเป็นพื้นฐานของรถที่จะทำขายในอนาคต ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าข้องใจอะไรเลย เพราะนับแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ทั้งในสหรัฐอเมริกาในแคนาดาและในนอร์เวย์ค่ายนี้ขายแต่รถพลังไฟฟ้าเท่านั้นรถประเภทอื่นๆ ไม่ขาย และเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังประกาศว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป ในยุโรปทุกประเทศจะขายแต่รถไฟฟ้าที่ใช้แบทเตอรีเท่านั้น

 

PORSCHE 911 SPEEDSTER CONCEPT

 

44

 

45

 

โพร์เช 911 สปิดสเตอร์ คอนเซพท์ (PORSCHE 911 SPEEDSTER CONCEPT) อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานแข่งรถขึ้นภูเขา GOODWOOD FESTIVAL OF SPEED ในอังกฤษเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 และออกงานแสดงรถยนต์เป็นครั้งแรกที่งานนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองเบียร์ รวมทั้งเป็นต้นแบบของรถสปอร์ทเปิดประทุนที่ค่ายนี้ตั้งใจจะผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่ทำให้ดูเล่นเหมือนรถแนวคิดบางคัน และเนื่องจากค่ายนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1948 จึงตั้งใจจะทำเพียง 1948 คัน โดยตั้งค่าตัวไว้คันละ 155,000 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 7.0 ล้านบาทไทย ตัวถังซึ่งไม่ได้ทำขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่พัฒนาจากรถเปิดประทุนที่มีอยู่แล้วในสายการผลิตขณะนี้ ฝากระโปรงหลังที่นั่งผู้ขับและผู้โดยสารมีลักษณะอย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า DOUBLE BUBBLE หรือ “ฟองน้ำคู่” ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องเบนซินที่ให้กำลังสูงกว่า 500 แรงม้า

 

PORSCHE MACAN

 

46

 

รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัดและสุดหรู โพร์เช มาคัน (PORSCHE MACAN) ซึ่งเป็นรถรุ่นแรก เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และเริ่มการผลิตไปแล้วที่โรงงานในเมืองไลพ์ซิก (LEIPZIG) ของเยอรมนีเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2018 แต่ทีมงานของเราเพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสตัวจริงเสียงไม่จริงเป็นครั้งแรก จึงตัดสินใจบรรจุไว้ด้วยในรายงานนี้ เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่กระทำเพียงเล็กๆ น้อยๆ ทั้งด้านตัวถังและเครื่องยนต์กลไก ในส่วนของตัวถังความใหม่ที่น่าจะสังเกตเห็นได้ง่าย คือ กันชนหน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ดวงโคมไฟหน้าซึ่งเป็นไฟแอลอีดี ไฟท้ายแบบแอลอีดีที่พาดยาวตลอดความกว้างของตัวรถ และแผงหน้าปัดอุปกรณ์ปรับปรุงใหม่ที่ติดตั้ง INFOTAINMENT SYSTEM หรือระบบสื่อสารบันเทิงรุ่นล่าสุดไว้ด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์กลไก จุดสำคัญ คือ การตัดเครื่องดีเซลออกไป เหลือไว้แต่เครื่องเบนซิน

 

SEAT TARRACO

 

47

 

งานนี้ผู้ผลิตรถยนต์ของเมืองแมลงวันยึดหลัก “นกน้อยทำรังแต่พอตัว” ไม่ยอมเสียเงินเป็นค่าที่ในอาคารหลัก แต่ใช้พื้นที่ทั้งนอกและในอาคารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ข้างอาคารหลัก ในการอวดตัวรถใหม่ 3-4 คัน และมีคันหนึ่งที่สมควรนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง คือรถตลาดติดป้ายชื่อ เซอัต ตาร์ราโก (SEAT TARRACO) เป็นรถตลาดอนุกรมใหม่ล่าสุดของค่ายนี้ และเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาด 5 หรือ 7 ที่นั่ง ที่มีกำหนดว่า จะเริ่มการจำหน่ายในสเปนอีกหลายประเทศในยุโรปตอนต้นปี 2019 และจะใช้โรงงานของค่าย โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) ที่เมืองโวล์ฟบวร์ก (WOLFSBURG) ในเยอรมนีเป็นที่ผลิต นับเป็นรถ เอสยูวี แบบที่ 3 และเป็นรถ เอสยูวี ขนาดใหญ่ที่สุดของค่ายนี้ เมื่อเริ่มการจำหน่ายจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 4 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง ขนาด 150 และ 190 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง ขนาด 150 และ 190 แรงม้า

 

SKODA VISION RS

 

48

 

49

 

แม่เหล็กดึงดูดความสนใจในบูธของผู้ผลิตรถยนต์แห่งสาธารณรัฐเชค คือ รถแนวคิดติดป้ายชื่อ สโกดา วิชัน อาร์เอส (SKODA VISION RS) ซึ่งเป็นรถเพียงคันเดียวในงานนี้ ที่มี “พริทที” ยืนประจำรถอย่างที่เห็นในภาพ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นต้นแบบของรถตลาดที่อีกไม่นานจนเกินรอค่ายนี้จะนำออกสู่โชว์รูมพร้อมกับป้ายชื่อ สโกดา ราพีด (SKODA RAPID) จะติดตั้งเครื่องยนต์อะไรบ้าง ? ก็ยังไม่ทราบ แต่ในฐานะที่ยังเป็นเพียงรถแนวคิดรถคันนี้ติดตั้งระบบขับ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 1.5 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 75 กิโลวัตต์/102 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 13 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 245 แรงม้า และเมื่อวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จะวิ่งได้ไกล 70 กม. (มาตรฐาน NEDC)

 

FERRARI 488 PISTA SPIDER

 

50

 

51

 

ถ้าความจำไม่เลอะเลือนหรือไหลไปหมดแล้ว ก็น่าจะกล่าวได้ว่า นี่คืองานรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” งานแรกในรอบหลายสิบปี ที่ค่าย “ม้าลำพอง” นำรถใหม่แท้ๆ ออกอวดตัวพร้อมกันถึง 3 แบบ 3 คัน คันแรกที่กำลังอวดรูปโฉมโนมเนื้อโลหะในภาพใหญ่พร้อมกับป้ายชื่อ แฟร์รารี 488 ปิสตา สไปเดอร์ (FERRAI 488 PISTA SPIDER) เป็นรถตลาดแบบใหม่ล่าสุดที่ตอนต้นปี 2019 ค่ายนี้จะนำออกสู่โชว์รูม พร้อมกับป้ายราคาค่าตัวที่คาดกันว่าน่าจะเริ่มต้นที่ระดับ 12 ล้านบาทไทย ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคันแต่เป็นผลลัพธ์ของการนำรถคูเป แฟร์รารี 488 ปิสตา (FERRARI 488 PISTA) มาต่อกิ่งต่อยอดเป็นรถโมเดลใหม่ โดยที่จุดใหญ่ใจความคือการเปลี่ยนแปลงเฉพาะส่วนหลังคา โดยแทนที่หลังคาแข็งถอดออกไม่ได้ ด้วยประทุนหลังคาแบบแข็งทำจากโลหะ ที่เปิด/ปิดได้โดยการกดปุ่ม ส่วนเครื่องยนต์กลไกรวมทั้งระบบเกียร์ ยกทั้งชุดจากรถคูเปโดยไม่มีการแตะต้องอะไร

 

FERRARI MONZA SP1/FERRARI MONZA SP2

 

52

 

53

 

รถใหม่อีก 2 คันที่ค่าย “ม้าลำพอง” นำออกอวดในงานนี้ และเป็นการอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ด้วย คือ แฟร์รารี มนซา เอสพี 1/แฟร์รารี มนซา เอสพี 2 (FERRARI MONZA SP1/FERRARI MONZA SP2) ซึ่งยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดไม่ใช่รถตลาด แต่เป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้ยืนยันแล้วว่าจะทำขายแน่นอน เป็นรถเปิดประทุนโรดสเตอร์ไร้หน้าต่างหน้าตาโบราณ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า WINDOWLESS RETRO-STYLE SPEEDSTER ตัวถังขนาด 4.657×1.996×1.155 ม. ของ MONZA SP1 ซึ่งนั่งได้คนเดียว และของ MONZA SP2 ที่นั่งได้ 2 คน ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่ค่ายนี้เคยทำ เป็นเครื่องเบนซินฉีดตรง วี 12 สูบ 6,496 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 810 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ค่าย “ม้าลำพอง” บอกว่าจะผลิตรถที่วิ่งได้เร็วกว่า 300 กม./ชม. นี้ไม่เกิน 500 คัน และคาดกันว่าค่าตัวจะสูงถึงระดับ 100 ล้านบาท

 

KIA E-NIRO

 

54

 

ยักษ์รองของเมืองโสมมีผลงานใหม่ที่สมควรกล่าวถึง 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ เกีย อี-นีโร (KIA E-NIRO) รถเอสยูวี พลังไฟฟ้าซึ่งจะเริ่มการจำหน่ายในบางประเทศของยุโรปก่อนสิ้นปี 2018 นี้ พัฒนาจากรถ เอสยูวี ขับล้อหน้าขนาดเล็กกะทัดรัด เกีย นีโร (KIA NIRO) ซึ่งเริ่มออกโชว์รูมในเกาหลีใต้เมื่อปี 2016 และขายไปแล้วประมาณ 200,000 คัน โดยเปลี่ยนระบบขับจากเดิมที่มีให้เลือกทั้งขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟและไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ เป็นระบบขับล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ซึ่งก็มีให้เลือก 2 แบบเช่นกัน คือ แบบ STANDARD ซึ่งติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์/204 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน โพลีเมอร์ (LITHIUM-ION OLYMER) ขนาด 39.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ชาร์จไฟแต่ละจะวิ่งได้ไกล 312 กม. (WLTP) กับแบบ LONG-RANGE ซึ่งเพิ่มขนาดแบทเตอรีเป็น 64 กิโลวัตต์ชั่วโมง และวิ่งได้ไกล 485 กม.

 

KIA PROCEED

 

55

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของยักษ์รองเมืองโสมขาวที่เลือกมาบรรจุไว้ในรายงานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เกีย พโรซีด (KIA PROCEED) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ และจะเริ่มการจำหน่ายในยุโรปตอนต้นปี 2019 เป็นรถเก๋งตรวจการณ์ท้ายลาดอย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า SHOOTING BRAKE BODY เป็นตัวถังเหล็กล้วนขนาด 4.605×1.800×1.422 ม. ที่ออกแบบ/พัฒนาในทวีปยุโรป และจะใช้โรงงานในสโลวะเกียเป็นที่ผลิต เป็นรถขับล้อหน้าที่มีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 4 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 3 สูบเรียง 1.0 ลิตร 120 แรงม้า เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 4 สูบเรียง 1.4 ลิตร 140 แรงม้า เครื่องเทอร์โบเบนซิน 4 สูบเรียง 1.6 ลิตร 204 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง 4 สูบเรียง 1.6 ลิตร 136 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

 

VINFAST LUX A 2.0/VINFAST LUX SA 2.0

 

56

 

57

 

ก่อนวันเปิดงานก็เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วแล้ว คือ รถยนต์สัญชาติเวียดนามยี่ห้อแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะปรากฏตัว PREMIERE MONDIALE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นผลิตผลของค่าย วินฟาสต์ (VINFAST) ที่ก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นแล้วที่เมืองไฮฟองซึ่งอยู่ห่างจากกรุงฮานอยในภาคเหนือของเวียดนามประมาณ 110 กม. เป็นโรงงานซึ่งมีกำลังผลิต 250,000 คัน/ปี บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หน้าใหม่รายนี้เป็นบริษัทลูกของ วินกรุพ (VINGROUP) กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ซึ่งมีกิจการอยู่มากมายในประเทศนี้ และในรอบปี 2017 มีผลกำไรหลังหักภาษี 136 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 4,500 ล้านบาทไทย เป้าหมายที่ค่ายนี้กำหนดไว้แล้วก็คือ ภายในปี 2025 จะสามารถผลิตรถยนต์ทุกชนิดรวมทั้งรถไฟฟ้า 500,000 คัน/ปี กับรถสกูเตอร์พลังไฟฟ้า 1,000,000 คัน/ปี

 

58

 

รถที่อวดตัวในงานนี้มีอยู่ 2 คัน คือ วินฟาสต์ ลักซ์ เอ 2.0 (VINFAST LUX A 2.0) ซึ่งเป็นรถเก๋งซีดานขนาดกลาง ที่พัฒนาจากรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 (BMW 5-SERIES) รุ่นก่อนซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 6 กับ วินฟาสต์ ลักซ์ เอสเอ 2.0 (VINFAST LUX SA 2.0) ซึ่งเป็นรถ เอสยูวี ขนาดกลางที่พัฒนาจากรถ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5 (BMW X5) หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของรถ 2 แบบนี้ เป็นผลงานของสำนัก ปินินฟารีนา (PININFARINA) ที่รู้จักกันดีทั่วโลก ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซิน ความจุ 2.0 ลิตร ซึ่งก็แน่นอนว่าพัฒนาจากเครื่องยนต์ขนาดเดียวกันของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ส่วนอุปกรณ์ส่งกำลังเครื่องยนต์เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF คาดว่าจะเริ่มการผลิตแบบนำร่องในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนเริ่มการผลิตอย่างจริงจังและเต็มกำลังเดือนกันยายนปีเดียวกันตลาดรถยนต์ในเวียดนามซึ่งมีประชากรประมาณ 91 ล้านคนกำลังคึกคัก แม้ว่ายังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกันตลาดไทย ในรอบปี 2017 มียอดขายรถยนต์นั่งรวม 272,750 คัน

 

TOYOTA COROLLA HYBRID

 

59

 

60

 

ยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นเรียกความสนใจของผู้คนด้วยรถ โตโยตา โคโรลลา ไฮบริด (TOYOTA COROLLA HYBRID) ซึ่งมีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ ตัวถังแฮทช์แบคขนาด 4.370×1.790×1.435 ม. กับตัวถังตรวจการณ์ขนาด 4.653×1.790×1.435 ม. ทั้ง 2 ตัวถังเป็นผลงานที่ออกแบบ/พัฒนาในยุโรป และจะใช้โรงงานที่เมืองเบอร์นาสตัน (BURNASTON) ในอังกฤษเป็นที่ผลิต ระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟที่ติดตั้ง ก็มีให้เลือก 2 แบบเหมือนตัวถัง คือ 1.8 HYBRID ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 1.8 ลิตร 72 กิโลวัตต์/98 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 53 กิโลวัตต์/85 แรงม้า ให้กำลังสุทธิสูงสุด 90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ดีมาก คือ แค่ 3.4 ลิตร/100 กม. กับ 2.0 HYBRID ซึ่งเพิ่มขนาดเครื่องยนต์เป็น 2.0 ลิตร 112 กิโลวัตต์/153 แรงม้า ซึ่งส่งผลให้กำลังสุทธิสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 132 กิโลวัตต์/180 แรงม้า

 

TOYOTA RAV4 HYBRID

 

61

 

รถไฮบริดอีกแบบหนึ่งที่ได้สัมผัสในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่น คือ โตโยตา รัฟ 4 ไฮบริด (TOYOTA RAV4 HYBRID) รถสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีขายทั้งในยุโรปและในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ไม่มีขายในญี่ปุ่น ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในทวีปยุโรป” ที่งานนี้ พร้อมคำยืนยันว่าจะไม่มีรถเบนซินและรถดีเซล จะมีก็แต่ระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งจะมีให้เลือก 2 แบบ คือ HYBRID AWD ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 2.5 ลิตร 130 กิโลวัตต์/177 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ชุด ให้กำลังสุทธิสูงสุด 163 กิโลวัตต์/222 แรงม้า และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.6 ลิตร/100 กม. กับ HYBRID FWD ซึ่งใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเดิม แต่กำลังสุทธิสูงสุดลดลงนิดหน่อยเป็น 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยลดลงนิดหน่อยเป็น 4.5 ลิตร/100 กม. รถรุ่นนี้นับนิ้วแล้วได้ผลลัพธ์ว่า เป็นรถรุ่นที่ 5

 

LEXUS RC300H

 

62

 

ปิดรายงานมหกรรมยานยนต์ปารีสยุค “ปริมาณลด คุณภาพเพิ่ม” ด้วยผลงานระดับ”พรีเมียม”ของค่ายญี่ปุ่น คือ เลกซัส อาร์ซี 300 เอช (LEXUS RC300H) ซึ่งเป็นรถตลาดอีกแบบหนึ่งที่ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ไม่ใช่รถแบบใหม่แท้ๆ แต่เป็นรถรุ่นที่ 1 ซึ่งเริ่มการจำหน่ายในเมืองยุ่นเมื่อเดือนตุลาคม 2014 และเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งแรก ขนาดตัวถังไม่มีอะไรปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงไปมากและเห็นได้อย่างชัดเจน คือ คู่ดวงโคมไฟหน้าที่ถอดชุดเก่าทิ้งหมด แล้วแทนที่ด้วยชุดที่ออกแบบขึ้นใหม่ รูปทรงของโคมไฟหน้าแบบใหม่นี้อธิบายไม่ถูกว่าเหมือนอะไร ? ดูแล้วก็รู้สึกเฉยๆ เพราะไม่เห็นว่าดีกว่าแบบเดิมตรงไหน ? ยังใช้ระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟชุดเดิม เป็นระบบที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดตรง 2,493 ซีซี 178 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 220 แรงม้า



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา และบริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2561
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/fcT1a
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th