บทความ

พิชิตดอยพุ่ยโค โก้ “สาละวิน”


ดอยพุ่ยโค สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก และทะเลหมอกที่สวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย จนได้ฉายาดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีทอง “ชีวิตอิสระ” จะพาไปพิชิตยอดดอยพุ่ยโค และชมความงามของแม่น้ำสาละวิน

มุ่งหน้าสบเมย แวะคลายร้อนที่สวนสน

 

DSC_4796 copy

  • สวนสนบ่อแก้ว จุดพักรถที่ต้องแวะ

 

เราสามารถเดินทางไปยังอำเภอสบเมย ได้ 2 ทาง ทางแรกใช้ทางหลวงหมายเลข 105 ผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยวิ่งเลาะตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ ไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้แนะนำให้วิ่งช่วงกลางวัน แม้ถนนจะดีตลอดทางแต่เป็นเส้นชายแดนที่คดเคี้ยว และไกลความเจริญ ดังนั้นจึงไม่มีร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน หรือห้องน้ำ และมีรถสัญจรน้อย

 

อีกเส้นหนึ่ง คือ ทางหลวงหมายเลข 108 เส้นนี้ยิงตรงมาจากเชียงใหม่ ผ่านอำเภอจอมทอง ฮอด แม่แจ่ม แล้วเลี้ยวซ้ายที่อำเภอแม่สะเรียง ถนนเส้นนี้เป็นทางหลักที่ผู้คนใช้สัญจรไปมา ถึงแม้จะคดเคี้ยวอยู่บ้าง แต่ก็ปลอดภัย และพื้นถนนก็ดีตลอดทาง

 

ผมเลือกเดินทางบนทางหลวง 108 เพราะถนนกว้าง และขับง่าย ที่สำคัญสามารถแวะพักรถที่สวนสนบ่อแก้วได้อีกด้วย

 

หลังจากเพลิดเพลินกับกำลังถึง 200 แรงม้าของ มาซดา บีที-50 พโร 3.2 ลิตร ไม่นานนักก็ถึงสวนสนบ่อแก้ว จึงแวะพัก ที่นี่ยังคงมีความสวยงามไม่เคยเปลี่ยน ต้นสนแต่ละต้นมีระยะห่างกันอย่างพอดี เห็นว่าแต่ละต้นมีอายุกว่า 50 ปี เพราะปลูกในช่วงปี 2509-2510 ที่นี่นอกจากเป็นแหล่งพักผ่อนทั้งรถและคนแล้ว ยังเป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่างๆ จาก ต่างประเทศ เพื่อหาพันธุ์ที่เหมาะสมไปปลูกแทนผืนป่าที่เสื่อมโทรมของภาคเหนือ

 

 

พิชิตดอยพุ่ยโค ดินแดนแห่งหญ้าสีทอง

 

DSC_5767 copy

  • จากจุดนี้ไปถึงยอดดอยพุ่ยโค ระยะทาง 400 ม. เท่านั้น !

 

ดอยพุ่ยโค หรือดอยพุย (ภาษาท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยง) เป็นสถานที่ที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ตั้งอยู่ที่บ้านอุมดาเหนือ ตำบลแม่คะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นดอยที่มีความสูง 1,406 ม. จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ห่างจากอำเภอสบเมย 14 กม.

 

การเดินทางช่วง 10 กม. แรก เป็นทางคอน กรีทที่แคบและลาดชัน ต้องใช้สัญญาณแตรเพื่อเตือนรถที่สวนมาเป็นระยะๆ จากนั้นอีก 4 กม. สุดท้ายเป็นทางดิน ในหน้าแล้งจะเป็นฝุ่น แต่เมื่อเข้าหน้าฝนจากฝุ่นจะเป็นโคลนเลน ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเข้าไปเท่านั้น จะปลอดภัยกว่า

 

เราใช้เวลา 40 นาที ก็มาถึงจุดจอดรถที่ถูกปรับไว้อย่างดี จากนี้ไปเราต้องจอดรถ แล้วเดินเท้าต่อไปยังยอดดอยพุ่ยโคอีก 940 ม. ผมใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชม. ทางขึ้นนับว่าโหดพอสมควร เป็นทางไต่ระดับความสูงเสียส่วนใหญ่ พื้นที่ราบมีไม่กี่ช่วงเท่านั้น ใครที่คิดจะมาแนะนำให้ซ้อมออกกำลังกายมาก่อน เพราะเหนื่อยจริง ! แต่ถ้าใครเหนื่อยหรือไม่ไหว เมื่อถึงครึ่งทางจะมีศาลาให้นั่งพัก การเดินขึ้นนั้นไม่ต้องรีบ ถ้าใครเหนื่อยอย่าฝืน ให้พักเป็นระยะ จะทำให้เดินถึงยอดดอยโดยไม่ปวดล้า

 

DSC_5685 copy

  • มีสะพานให้เดินชมได้โดยรอบ ไม่ว่ามุมไหนก็สวย

 

DSC_5729 copy

  • ต้นเดียวดาย ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่

 

เมื่อไปถึง ความเหนื่อยล้าระหว่างทางก็หายไปทันที เพราะภาพตรงหน้า คือ ต้นเดียวดาย ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางภูเขานับร้อยที่รายล้อม พื้นดินบนยอดดอยพุ่ยโคถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าสีเหลือง เมื่อยามแสงแดดส่องกระทบจะกลายเป็นสีทองทันที เป็นอะไรที่สวยงามยิ่งนัก รอบๆ ต้นเดียวดายมีสะพานไม้ให้เดินชมวิวได้รอบแบบ 360 องศา ถัดไปอีกฝั่งหนึ่งมีศาลาสีเขียวให้นั่งพักผ่อน สะพานกับศาลาหลังนี้ถูกสร้างขึ้น เมื่อปี 2559 นี่เอง เพิ่มความสวยงามและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

 

 

เรื่องต้องรู้ ก่อนเที่ยวดอยพุ่ยโค

 

DSC_5733 copy

  • ใครคิดจะมาดอยพุ่ยโค ควรซ้อมออกกำลังกายมาบ้าง เพราะถ้าดูจากภาพ จะเป็นทางขึ้นที่ชันเกือบตลอด ใครที่ไม่ฟิทแบบผม แนะนำให้พักเป็นระยะๆ

 

แม้ความสวยงามของดอยพุ่ยโค จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่นี่มากมาย แต่เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังใหม่ จึงยังไม่มีความสะดวกสบายมากนัก นักท่องเที่ยวควรรู้ถึงข้อจำกัดต่อไปนี้ เพื่อจะได้วางแผนเดินทางอย่างถูกต้อง

 

1. บนดอยอนุญาตให้นำเทนท์มากางนอนได้ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ แต่อย่าลืมนำฟลายชีท หรือผ้ากันน้ำค้างมาด้วย เพราะน้ำค้างที่นี่แรงทั้งปี เทนท์จะเปียกเอาได้ง่ายๆ

 

2. ไม่มีร้านอาหาร หรือร้านสะดวกซื้อใดๆ ให้บริการ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมอาหารขึ้นไปทำเอง โดยอนุญาตให้ก่อไฟประกอบอาหารได้

 

3. สามารถจ้างลูกหาบเพื่อช่วยขนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ โดยสามารถติดต่อได้ที่หมู่บ้านอุมดาเหนือ ซึ่งเป็นหมู่บ้านทางผ่านมาดอยพุ่ยโค และใครที่มีโรคประจำตัว ให้นำยาติดตัวไปด้วย

 

4. สามารถขึ้นดอยพุ่ยโคตอนเช้ามืด เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกยามเช้าได้โดยไม่ต้องค้างคืน (ควรถึงทางเดินประมาณ 5.30 น. และทะเลหมอกจางประมาณ 9.00 น.)

 

5. ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ตลอดเวลาที่อยู่บนดอยพุ่ยโค นักท่องเที่ยวต้องดูแลตัวเอง ดังนั้นควรไปเป็นหมู่คณะ ไม่ควรไปคนเดียว

 

 

ชมแม่น้ำสุดโก้ ที่ชื่อสาละวิน

 

DSC_5958 copy

  • แม่น้ำสาละวิน ตัดแบ่งเขตแดนระหว่าง ประเทศไทย (ฝั่งซ้าย) กับประเทศเมียนมาร์ (ฝั่งขวา) สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดที่บ้านแม่สามแลบ อ. สบเมย จ. แม่ฮ่องสอน

 

DSC_5962 copy

  • ร้านค้าต่างๆ ตั้งอยู่มากมายอย่างเป็นระเบียบ

 

ผมได้ยินชื่อแม่น้ำสาละวินตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังบู๊ หรือละครหลังข่าว มักนิยมนำชื่อแม่น้ำสายนี้มาตั้ง จึงมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากจะไปชมแม่น้ำสาละวินสักครั้ง อยากรู้ว่าจะมีความสวยขนาดไหน ถ้าเทียบกับชื่อที่โก้และเท่เช่นนี้

 

แล้วความฝันก็เป็นจริง เมื่อผมเหลือบไปเห็นป้ายบอกทางว่า “เลี้ยวซ้าย ไปแม่น้ำสาละวิน 50 กม.” จากอำเภอสบเมย ซึ่งเป็นทางลัดไปยังบ้านแม่สามแลบ ด้วยระยะทางเพียง 50 กม. เท่านั้น แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวมากถึง 2,800 กม. มีต้นกำเนิดจากการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยในแคว้นทิเบต และไหลลงมาเรื่อยๆ ผ่านจีน เมียนมาร์ และไทย แม้ประเทศไทยจะมีแม่น้ำสาละวินไหลผ่านเป็นแนวกั้นเขตแดนถึง 101 กม. แต่เราก็สามารถเห็นแม่น้ำสาละวินได้อย่างชัดเจนที่บ้านแม่สามแลบ จุดนี้จุดเดียวเท่านั้น

 

DSC_5941 copy

  • สามารถล่องเรือชมแม่น้ำสาละวินได้จากที่นี่

 

DSC_5911 copy

  • ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ ของแม่น้ำสาละวิน

 

DSC_5953 copy

  • เรือหางยาว เป็นพาหนะหลักในการสัญจรทางน้ำ

 

กิจกรรมของที่นี่ คือ การล่องเรือชมความงามของแม่น้ำสาละวิน โดยมี 2 เส้นทางให้เลือก คือ ล่องใต้จากบ้านแม่สามแลบ-สบเมย หรือจะขึ้นเหนือจากบ้านแม่สามแลบ-บ้านท่าตาฝั่ง โดยทั้ง 2 เส้นทางใช้เวลาไป-กลับประมาณ 2 ชม.

 

DSC_5909 copy

  • สาวเมียนมาร์หอบลูกมาหาหมอที่ฝั่งไทย

 

นอกจากนี้ยังได้ชมความเป็นอยู่ของคนพื้นเมือง ที่มีทั้งชาวไทย ชาวไทยใหญ่ และชาวกะเหรี่ยง ที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ถึงแม้จะนับถือคนละศาสนาก็ตาม การสร้างบ้านลอยตามภูเขาที่ดูไกลๆ เหมือนลอยอยู่บนอากาศ

 

การเดินทางในปัจจุบันสะดวกสบายขึ้นมาก ไม่ต้องใช้รถโฟร์วีลดไรฟเหมือนสมัยก่อน แม้บางช่วงจะเป็นถนนลูกรัง และต้องวิ่งอ้อมสะพานเพื่อข้ามน้ำบ้างก็ตาม

 

 

แผนที่เส้นทาง

 

MAP copy

 

 

ที่กิน

 

food copy

 

ไหนๆ ก็ผ่านอำเภอแม่สะเรียงอยู่แล้ว ผมขอลิ้มรสชาติจัดจ้านของร้านเก่าแก่ที่สุดในแม่สะเรียงชื่อ “อินทิรา” กันสักหน่อย ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมานาน ฝีมือและคุณภาพเชื่อถือได้ เพราะเจ้าของร้านลงมือทำด้วยตัวเอง ผมสั่งต้มยำปลาแม่น้ำสาละวิน, ผัดเผ็ดหมูป่า และเห็ดหอมสดผัดน้ำมันหอย รสชาติเข้มข้นร้อนแรงสมคำเล่าลือ ใครผ่านไปมาแนะนำให้ลองชิมดู รับรองไม่ผิดหวัง

 

 

ที่นอน

 

bed copy

 

ถ้าอยากขึ้นดอยพุ่ยโคตอนเช้ามืด คงไม่มีที่ไหนที่ใกล้ทางขึ้นเท่ากับ “โฮมสเตย์บ้านทุ่ง” อีกแล้ว เพราะนอกจากจะได้บรรยากาศท้องทุ่งนาของอำเภอสบเมยแล้ว ยังมีฉากหลังเป็นภูเขาที่สวยงาม ไม่ว่าจะถ่ายรูปในมุมไหน ก็สวยงามไปทุกมุม ที่พักมีแบบเดียว คือ เป็นหลัง และทุกห้องมีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีทีวี ตู้เย็น หรือแม้แต่เครื่องทำน้ำอุ่น แต่เมื่อแลกกับวิวอลังการแบบนี้แล้ว ราคาหลังละ 350 บาท ก็นับว่าดีที่สุดแล้วละครับ

 

 

ขอขอบคุณ

 

DSC_5900 copy

 

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อพาหนะในการเดินทาง



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : จินดา ลัยนันท์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2561
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/iWOgT
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

บ้านห้วยห้อม สัมผัสความสุข บนความพอเพียง
บ้านห้วยห้อม สัมผัสความสุข บนความพอเพียง