สัมภาษณ์พิเศษ

ชเตฟาน ทอยเคิร์ท ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย


“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ ชเตฟาน ทอยเคิร์ท ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย คนใหม่ ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา

ฟอร์มูลา : คุณรู้สึกอย่างไรที่ได้มาบริหาร บีเอมดับเบิลยู ในประเทศไทย ?

ทอยเคิร์ท : ผมรู้สึกภูมิใจ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงยังมีศักยภาพที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดในอาเซียนอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า โรงงาน บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ฯ ที่จังหวัดระยอง มีศักยภาพอย่างมาก โดยผลิตทั้งรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู บีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด และ มีนี และยังส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย จีน เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเล็งเห็นถึงการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ เช่น รถไฟฟ้า พลักอิน-ไฮบริด ซึ่ง บีเอมดับเบิลยู ก็มีการผลิตรถประเภท พลักอิน-ไฮบริด ดังจะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจของ บีเอมดับเบิลยู เพื่อให้สอดคล้องกับทางภาครัฐ

 

 

ฟอร์มูลา : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับโครงสร้างภาษีใหม่ที่สนับสนุนการผลิตรถยนต์ พลักอิน-ไฮบริด ?

ทอยเคิร์ท : ไลน์การผลิตรถ บีเอมดับเบิลยู ที่ระยอง มีการประกอบรถยนต์พลักอิน-ไฮบริด อยู่แล้ว ได้แก่ รุ่น 330 อี และ เอกซ์ 5 พลักอิน-ไฮบริด ซึ่งโครงสร้างภาษีที่ภาครัฐให้การสนับสนุนนั้นคงไม่ได้สำคัญเท่าไร เพราะการสนับสนุนรถยนต์ระบบ พลักอิน-ไฮบริด เหมือนเป็นการปูทางให้คนไทยได้รับรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อนที่จะเข้าสู่รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้า หรือ อีวี ซึ่ง บีเอมดับเบิลยู วางแผนการสร้างพโรดัคท์ให้ลูกค้าคนไทยได้มีโอกาสใช้รถยนต์ที่หลากหลาย

 

ส่วนที่ 2 เรื่องของการให้สิทธิพิเศษของ บีโอไอ เรื่องการผลิตแบทเตอรีมีความสำคัญมาก เพราะกฎระเบียบของภาครัฐ กำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40 % แต่แบทเตอรีของรถ อีวี ต้องเป็นลิเธียม- ไอออน ซึ่งในเมืองไทยยังไม่มี ภาครัฐก็รับทราบอยู่แล้ว จึงพยายามเดินหน้าหาผู้ที่จะซัพพลายแบทเตอรี

 

ที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู ได้มีโอกาสคุยกับ 2 หน่วยงาน ทั้ง บีโอไอ และเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นพื้นที่สำหรับทางภาครัฐใช้ในการสนับสนุนผู้ที่จะมาลงทุนผลิตแบทเตอรี โดยปัจจุบันได้เดินหน้าเจรจากันแล้ว จึงน่าจะมีทิศทางที่เด่นชัดขึ้น เมื่อมีฐานซัพพลายแบทเตอรี การประกอบรถ อีวี ก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

 

 

ฟอร์มูลา : ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมปัจจุบัน และในอนาคต มีทิศทางอย่างไร ?

ทอยเคิร์ท : ในช่วงที่ผ่านมา ย้อนหลังไปประมาณ 9 ปี จะเห็นได้ว่าในกลุ่มของรถยนต์ทั่วไปค่อนข้างจะหดตัว แต่ในกลุ่มพรีเมียมเติบโตมาโดยตลอด จะยกเว้นแค่ปี 2559 ที่ตกลงบ้าง สำหรับปีนี้ ครึ่งปีแรก กลุ่มพรีเมียม โต 25 % ส่วนครึ่งปีหลัง เชื่อว่าน่าจะเติบโตประมาณ 10-15 %

 

 

ฟอร์มูลา : บีเอมดับเบิลยู มีผลดำเนินงานเป็นอย่างไร ?

ทอยเคิร์ท : ปี 2559 บีเอมดับเบิลยู กับ มีนี มียอดขายโดยรวม 7,900 คัน ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2560 ยอดขายโดยรวมของ บีเอมดับเบิลยู และ มีนี มียอดขายโดยรวม 4,888 คัน เติบโต 33 % แบ่งเป็น บีเอมดับเบิลยู เติบโต 38 % ส่วน มีนี อยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงการเปลี่ยนโมเดล รุ่น คันทรีแมน ทางด้าน บีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด มีการปรับเปลี่ยนโลเคชันของโรงงานประกอบ จึงส่งมอบรถช้า แต่สำหรับครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ดูจากสถิติยอดจำหน่ายในแต่ละเดือนที่เติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่น เดือน มิถุนายน ยอดขายของ บีเอมดับเบิลยู และมีนี สูงถึง 800 คัน

 

ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ รถในกลุ่มระดับไฮเพอร์ฟอร์มานศ์ ที่เป็นรถไฟฟ้า รถพลักอิน-ไฮบริด ทั่วโลกมีการเติบโต 80 % ในส่วนของเมืองไทยเติบโต ครึ่งปีแรกโต 427 % ส่วนของ บีเอมดับเบิลยู มีมาร์เกทแชร์ 15 % ของยอดขายทั้งหมด โดยในปีที่แล้วมีอยู่ประมาณ 5 % เท่ากับว่าเติบโต 3 เท่าจากปีที่แล้ว สำหรับปีนี้จะมีโมเดลใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเช่นกัน สำหรับมาร์เกทแชร์ 15 % ในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลก ถ้าเทียบกับ บีเอมดับเบิลยู ทั้งหมด

 

 

ฟอร์มูลา : คุณวางแผนรุกตลาดในช่วงครึ่งปีหลังไว้อย่างไร ?

ทอยเคิร์ท : บีเอ็มดับเบิลยูฯ วางแผนทิศทางการตลาดโดยจะเน้น 3 จุด คือ บุคลากร ดีเลอร์ และผู้บริโภค โดยบริษัทฯ มองว่าการเติบโตไปข้างหน้านั้น สิ่งแรกต้องพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะทำไปในพโรเจคท์ที่สานต่อไปพร้อมกับพันธกิจต่างๆ ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องทั้งดีเลอร์ และลูกค้า ที่เด่นชัดที่สุด คือ ตัวเลือกเกี่ยวกับพโรดัคท์ที่หลากหลาย การบริการหลังการขาย ตัวอย่างเช่น พโรแกรม BMW SERVICE INCLUSIVE (BSI) และ MINI SERVICE INCLUSIVE (MSI) ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ นำเสนอทางเลือกในการบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคัดสรรแพคเกจการบริการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยจากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพคเกจการบริการและการรับประกันรูปแบบใหม่ ที่นำเสนอพร้อมทางเลือกของราคาสำหรับรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู และมีนี ในแต่ละรุ่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจ

 

แพคเกจการให้บริการแบ่งออกเป็น BSI/MSI STANDARD ระยะบำรุงรักษา 3 ปี/60,000 กม. การรับประกัน 3 ปี/ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับ ซีรีส์ 1, 2, 3, 4 และ เอกซ์ 1, เอกซ์ 3, เอกซ์ 4 ราคา 30,000 บาท สำหรับ ซีรีส์ 5, 6, 7, เอม และ เอกซ์ 5, เอกซ์ 6, ไอ 8 ราคา 40,000 บาท และ มีนี ราคา 30,000 บาท

 

BSI PLUS ระยะบำรุงรักษา 5 ปี/100,000 กม. การรับประกัน 3 ปี/ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับ ซีรีส์ 1, 2, 3, 4 และ เอกซ์ 1, เอกซ์ 3, เอกซ์ 4 ราคา 30,000 บาท สำหรับ ซีรีส์ 5, 6, 7, เอม และ เอกซ์ 5, เอกซ์ 6, ไอ 8 ราคา 40,000 บาท และ มีนี ราคา 30,000 บาท

 

WARRANTY PLUS ระยะบำรุงรักษา 3ปี/60,000 กม. การรับประกัน 5 ปี/ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับ ซีรีส์ 1, 2, 3, 4 และ เอกซ์ 1, เอกซ์ 3, เอกซ์ 4 ราคา 40,000 บาท สำหรับซีรีส์ 5, 6, 7, เอม และ เอกซ์ 5, เอกซ์ 6, ไอ 8 ราคา 50,000 บาท และ มีนี ราคา 40,000 บาท

 

BSI/MSI ULTIMATE ระยะบำรุงรักษา 5 ปี/100,000 กม. การรับประกัน 5 ปี/ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับ ซีรีส์ 1, 2, 3, 4 และ เอกซ์ 1, เอกซ์ 3, เอกซ์ 4 ราคา 70,000 บาท สำหรับ ซีรีส์ 5, 6, 7, เอม และ เอกซ์ 5, เอกซ์ 6, ไอ 8 ราคา 90,000 บาท และ มีนี 70,000 บาท

 

นอกเหนือจากแพคเกจการให้บริการที่มีให้เลือกหลายระดับแล้ว พโรแกรม BSI และ MSI ยังมอบสิทธิประโยชน์การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ บีเอมดับเบิลยู และมีนี อย่างครอบคลุม เช่น การบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การบริการเปลี่ยนกรองอากาศภายใน การบริการเปลี่ยนหัวเทียน การบริการเปลี่ยนผ้าเบรค และจานเบรค การบริการตรวจสอบรถยนต์ รวมไปถึงการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่แท้จาก บีเอมดับเบิลยู และมีนี ทั้งนี้การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ (MOBILITY SERVICE) สำหรับทุกแพคเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

 

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ใช้รถ พลักอิน-ไฮบริด ยังเตรียมลงทุนขยายสถานีบริการประจุไฟฟ้า ที่สามารถให้บริการกับรถยนต์ทุกบแรนด์ อีกทั้งยังร่วมกับพันธมิตรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทีแอลพี เอพี เซนทรัล พร้อมทั้งดีเลอร์ บีเอมดับเบิลยู อีก 50 แห่ง โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 100 แห่ง

 

 

ฟอร์มูลา : แผนการแนะนำรถรุ่นใหม่ในอนาคต?

ทอยเคิร์ท : การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ของ บีเอมดับเบิลยู จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เครื่องยนต์แบบเดิม ซึ่งต้องมีให้ลูกค้าเลือก กลุ่มที่ 2 พลักอิน-ไฮบริด และ กลุ่มที่ 3 รถไฟฟ้า อีวี ซึ่งรถทั้ง 3 กลุ่มนี้ อย่างไรก็ต้องขยายไปด้วยกัน แต่ความต้องการอาจไม่เท่ากัน เพราะลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าต้องการกลุ่มไหน อย่างไรก็ตาม บีเอมดับเบิลยู จะเตรียมความพร้อมในพโรดัคท์ที่เป็นรุ่น ทอพ เพอร์ฟอร์มานศ์ ให้ลูกค้า ส่วนทิศทางอนาคตที่จะต้องเตรียมต่อไป คือ การเติบโตของรถยนต์อัตโนมัติ ไร้คนขับ ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นอนาคตที่พฤติกรรมของผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนแปลง และคาดว่าจะมีการขยายตัวในประเทศไทย

 

 

ฟอร์มูลา : แผนสร้างความแข็งแกร่ง และความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ?

ทอยเคิร์ท : เน้นให้ความสำคัญแก่ลูกค้า ทั้งพโรดัคท์ที่ดีที่สุด และต้องมีสินค้าใหม่ พร้อมเทคโนโลยีที่ดีที่สุด รวมถึงการบริการหลังการขายรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด และให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าด้วยการวางรากฐานการตลาดที่มีประสิทธิภาพ อันดับ 1 ในประเทศไทย คงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 

 

ฟอร์มูลา : โชว์รูมและศูนย์บริการมีเพียงพอหรือไม่ ?

ทอยเคิร์ท : ปัจจุบัน บีเอมดับเบิลยู มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ 24 แห่ง รวมที่ บางแค และนครปฐม ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ส่วน มีนี ในอนาคตมีแผนที่จะขยายเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญถึงการขยาย บีเอมดับเบิลยู สตูดิโอ ที่เป็นการนำพโรดัคท์ไปโชว์ลูกค้าในแหล่งชอพพิงเซนเตอร์ เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่ และเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง และจะขยายเพิ่มอีก 4 แห่ง คือ ที่ เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฏร์ธานี และนครปฐม ซึ่งอาจจะรวมบแรนด์ มีนี และ มอเตอร์ราด เข้าไปด้วย

 

 

ฟอร์มูลา : หลังจากเข้ามาบริหาร บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน มีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุง หรือเสริมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ?

ทอยเคิร์ท : รถยนต์ในกลุ่ม พรีเมียม ยังถือว่าเป็น YUNG MARKET ที่สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเปรียบเทียบในตลาดยุโรป รถในกลุ่ม พรีเมียม เซกเมนท์ จะมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 25-30 % แต่สำหรับประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่แค่ 4-5 % เท่านั้นเมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์โดยรวม แสดงให้เห็นว่า ยังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมาก

 

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายสำหรับประเทศไทยไว้อย่างไร ?

ทอยเคิร์ท : เป้าหมายสำคัญที่สุดของ บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย คือ การสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างบแรนด์ให้เป็นพรีเมียม เซกเมนท์ ให้ลูกค้าได้เห็นและสัมผัสความเป็นพรีเมียมได้มากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ที่จะมารับตำแหน่งในประเทศไทย รู้สึกมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น ด้วยศักยภาพของพโรดัคท์ ที่มีทิศทางไม่แตกต่างกันทั่วโลก และมั่นใจที่จะขับเคลื่อนให้ บีเอมดับเบิลยู ประสบความสำเร็จไปพร้อมกับทีมงาน



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : เกรียงศักดิ์ ปันสม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2560
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/sSPf4

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน