รู้ลึกเรื่องรถ

แกะกล่อง เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06 (ซี 7)


ข่าวสารยานยนต์จากฝั่งสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนรักรถบ้านเรามากเท่าไร ส่วนหนึ่งมาจากไม่มีผู้นำเข้ารถยนต์จากฝั่งนั้นอย่างจริงจัง เพราะรถอเมริกันพันธุ์แท้ ไม่ค่อยมีรุ่นพวงมาลัยขวา พวกเราเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ยลโฉมสักเท่าไร

 

อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของรถอเมริกันระดับตำนานอย่าง ฟอร์ด มัสแตง หรือ เชฟโรเลต์ คามาโร และสุดยอดสปอร์ทอเมริกันอย่าง คอร์เวทท์ สติงเรย์ ก็ยังคงดังก้องโลกจากการถ่ายทอดวัฒนธรรมอเมริกันผ่านทางภาพยนตร์ฮอลลีวูด

สำหรับท่านที่เป็นแฟนพันธุ์แท้สปอร์ทจากยุโรป ก็อาจจะเคยได้ยินคำกระแนะกระแหนว่า คนอเมริกันสร้างจรวดไปลงดวงจันทร์ได้ แต่สร้างรถสปอร์ทไม่เป็น เพราะสปอร์ทอเมริกันนั้นดีแต่วิ่งทางตรง พอเจอถนนคดเคี้ยวเข้า ก็ไปไม่เป็น ด้วยเหตุผลที่ติดตัวสปอร์ทมัสเซิลคาร์อเมริกันมาแต่ไหนแต่ไร คือ เรื่องของ “ต้นทุน” ที่ส่วนใหญ่หมดไปกับการประดิษฐ์ประดอยตัวถังให้สวยงาม และทำเครื่องยนต์ให้แรง พอถึงระบบรองรับเลยหมดงบที่จะทำให้ดี จึงขอให้เรียบง่ายทนทานไว้ก่อนเป็นพอ ส่วนเรื่องการยึดเกาะถนน ถือเป็นเรื่องรอง เพราะในสหรัฐอเมริกานั้นถนนกว้างใหญ่ สปอร์ทอเมริกันจึงได้ชื่อว่าเป็น “สิงห์ทางตรง” แถมการแข่งขันรถยนต์ที่อเมริกันชนนิยมกัน ก็เป็นการแข่งในสนามรูปไข่เสียอีก ยิ่งทำให้การพัฒนาช่วงล่างตามฟากฝั่งยุโรปไม่ค่อยทัน

แต่ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สปอร์ทอเมริกันกำลังปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ในดวงใจคืนจากนักขับท้องถิ่นที่เริ่มปันใจไปให้สปอร์ทยุโรป และยังมีเป้าหมายส่งออกสปอร์ทอเมริกันไปขายยังทวีปอื่นๆ ด้วยการพัฒนาให้เป็นสปอร์ทขับสนุก จากเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมหาศาล และมาพร้อมระบบรองรับที่เหนือชั้น นั่นคือ พันธกิจ ที่สปอร์ทระดับทอพของค่ายจีเอม อย่าง เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เจเนอเรชันที่ 7 รับไป และคำตอบที่ได้ คือ รถสปอร์ทที่ “เลเวลอัพ” สมรรถนะของ คอร์เวทท์ ให้ไปอยู่ในระดับ ซูเพอร์คาร์โดยมีรหัสกล่าวขานว่า เชฟโรเลทท์ คอร์เวทท์ เซด 06 นั่นเอง

อะไรที่ทำให้ คอร์เวทท์ เซด 06 พร้อมที่จะเทียบชั้น และบดขยี้สปอร์ทจากยุโรป และญี่ปุ่นได้ คำตอบนั้นไม่ยาก เพราะ “ทุกสิ่ง” ของรถคันนี้สร้างขึ้นเพื่อให้บรรดารถสปอร์ททั้งหลายทั้งปวงบนโลกใบนี้ต้องชั่งใจ เมื่อคิดจะเทียบชั้น เริ่มจาก…

““เครื่องยนต์”” ถือเป็นหัวใจของรถสปอร์ท คอร์เวทท์ เซด 06 ใช้เครื่องยนต์บลอคใหม่ล่าสุด รหัส แอลที-4 แบบ วี 8 สูบ ความจุ 6.2 ลิตร โดยส่วนใหญ่ชิ้นส่วนจะผลิตจากอลูมิเนียม เพื่อให้มีน้ำหนักเบา และใช้ระบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ ครอสส์พเลน (CROSS PLANE) และระบบโอเวอร์เฮดวาลว์ (OHV) ตามสไตล์อเมริกันขนานแท้และดั้งเดิม ดังนั้นจึงการันตีเรื่องซุ่มเสียงโทนทุ้มต่ำเป็นจังหวะ แบบที่แฟนพันธุ์แท้หลงใหล จากการที่มีจังหวะการจุดระเบิดฝั่งละ 2 สูบ พร้อมกันเป็นระยะ (ต่างจากเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ ของสปอร์ทจากทางฝั่งยุโรปที่ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ ฟแลทพเลน (FLAT PLANE) ที่ให้เสียงเรียบลื่นกว่า เนื่องจากไม่มีการจุดระเบิดพร้อมกันฝั่งละ 2 สูบ เป็นธรรมดาของเครื่องยนต์รหัส แอลที-4 ก็จบอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเครื่องยนต์บลอคนี้ใช้การจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเรคท์อินเจคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ แถมยังติดตั้งระบบอัดอากาศด้วยซูเพอร์ชาร์เจอร์ ของ EATON R 1740 TVS โดยวางชุดซูเพอร์ชาร์จอยู่ระหว่างลูกสูบทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เครื่องยนต์มีความกะทัดรัด แต่สามารถ “เบ่งกล้าม” ออกมาได้ถึง 625 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลระดับ 87.7 กก.-ม.

นอกจากจะมีพละกำลังมหาศาลแล้ว ยังมีระบบแปรผันความจุ หรือระบบที่สามารถตัดการทำงานของกระบอกสูบบางชุด ในขณะที่ไม่ต้องการกำลังฉุดลาก ช่วยให้ประหยัดพลังงานในการวิ่งทางไกลได้ พร้อมระบบหล่อลื่นแบบอ่างแห้ง (DRY SUMP) เพื่อเป็นการการันตีว่าเครื่องยนต์จะมีน้ำมันเครื่องมาเลี้ยงเพียงพอกับความต้องการตลอดเวลา แม้ในจังหวะที่เข้าโค้งรุนแรงและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีระบบวาล์วแปรผัน และก้านวาล์วที่ผลิตจากไททาเนียม ซึ่งเข้ากับยุคสมัย แต่หลายคนก็ยังคงจะประหลาดใจว่า ทำไมถึงมีวาล์วเพียง 2 ตัว/สูบ เท่านั้น งานนี้เหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่า ถึงมีวาล์วมากมาย ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป (ในอดีต เอาดี เคยนำเครื่องยนต์แบบ 5 วาล์ว/สูบ มาใช้ แต่สุดท้ายก็หายไปกับกาลเวลา)

เมื่อรถมีเครื่องยนต์พละกำลังมหาศาล ก็จำเป็นต้องมีแชสซีส์ที่รับกันได้ด้วย ดังนั้น คอร์เวทท์ เซด 06 จึงใช้ซับเฟรมอลูมิเนียมเป็นตัวรองรับตัวถังที่ผลิตขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิต ตามแบบฉบับของ คอร์เวทท์ ขนานแท้ (รถตระกูลนี้ตั้งแต่รุ่นแรกในทศวรรษที่ 50 ใช้ตัวถังไฟเบอร์กลาสคอมโพสิทมาตลอด) และมีการขยายฐานล้อให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้น เพื่อเสถียรภาพช่วงความเร็วสูง และเพื่อการระบายความร้อนของเครื่องยนต์กับระบบเบรคที่เหนือกว่ารถรุ่นพื้นฐาน

ระบบส่งกำลังมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ ที่มาพร้อมระบบรอบเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับความเร็วและตำแหน่งเกียร์ ผู้ขับไม่จำเป็นต้องเป็นเซียนที่จะต้องฝึกเทคนิค “ฮีล แอนด์ โท” (HEEL & TOE) เหมือนกับนักแข่งมืออาชีพ ก็สามารถจะ “ซิ่ง” บนถนนริมหน้าผาเลียบชายฝั่งได้อย่างสบายถูกใจนัก “ซิ่ง” เท้าหนัก หรือถ้าอยากจะลดภาระข้อเข่าซ้าย ก็สามารถเลือกใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมแพดเดิล ชิฟท์ ไฮดรา-เมทิค (HYDRA-MATIC) 8L90 ที่พัฒนาขึ้นโดย จีเอม ที่นุ่มนวลและทนทาน

ถามว่าทำไมถึงไม่ใช้ระบบคลัทช์คู่ตามสมัยนิยม คงเป็นเพราะยังไม่สามารถหาระบบส่งกำลังแบบคลัทช์คู่ที่พอจะรองรับแรงบิดมหาศาลที่มีให้ใช้ตั้งแต่ช่วงรอบต่ำได้ และพลังงานที่ถ่ายทอดออกมาก่อนจะส่งผ่านไปถึงล้อ ต้องผ่านระบบลิมิเทดสลิพควบคุมด้วยอีเลคทรอนิคส์ (ELSD) เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ไม่มีการฟรีทิ้งเลอะเทอะเกินจำเป็น

ระบบรองรับถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่จะลบคำสบประมาทเรื่องสปอร์ทอเมริกันเข้าโค้งไม่เป็น เพราะ คอร์เวทท์ เซด 06 ใช้ระบบรองรับแบบ SLA หรือ ดับเบิลวิชโบน (DOUBLE WISHBONE) ซึ่งเป็นรูปแบบที่รถสมรรถนะสูงให้การยอมรับ โดยจับคู่มากับชอคอับแม่เหล็กเหลว หรือ MAGNETIC SELECTIVE RIDE CONTROL DAMPER (แทนที่น้ำมันในชอคอับด้วยแม่เหล็กเหลว ที่ควบคุมการทำงานด้วยกระแสไฟฟ้าได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าระบบวาล์วแบบปกติทำได้) ที่สามารถปรับตัวรองรับรูปแบบถนนได้ด้วยตัวเองในทุกๆ 1/100 วินาที เรียกว่าถนนแบบไหนๆ ก็ยังขับขี่ได้อย่างมั่นคง และทำงานร่วมกับลิมิเทดสลิพอีเลคทรอนิคส์กับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว โดยสามารถเลือกพโรแกรมการขับขี่ได้ 5 โหมด ได้แก่ สำหรับถนนลื่น ประหยัด ทัวริง สปอร์ท และปิดท้ายด้วย โหมด “ซิ่ง” ในทแรค ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการควบคุมแรงบิดและการกระจายแรงเบรคได้อีก 5 โหมด

ด้วยเทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงจะทำให้คุณไปได้เร็วกว่าใคร แต่ถ้าต้องการจะชะลอให้ทันก่อนถึงโค้ง ก็เป็นหน้าที่ของระบบเบรคที่ใช้ของผู้ผลิตชั้นนำอย่าง บเรมโบ โดยใช้จานเบรคขนาดใหญ่ยักษ์เส้นผ่าศูนย์กลางระดับแถวหน้า ด้านหน้าขนาด 394 มม. และด้านหลังขนาด 389 มม. และแน่นอนว่าต้องใช้วัสดุประเภท คาร์บอนเซรามิค ที่กล่าวมานี้เป็นอุปกรณ์เสริมที่คาดว่าเจ้าของรถส่วนใหญ่จะเลือกใช้ แต่ถ้าอยากประหยัด ระบบเบรคมาตรฐานจะใช้จานเหล็กกล้าแบบ 2 ชิ้น หน้า/หลัง ขนาด 370 มม./365 มม. ตามลำดับ

ระบบบันทึกข้อมูลที่ติดตั้งกับรถสามารถบันทึกวีดีโอจากกล้องแบบ เอชดี ที่อยู่เหนือกระจกบังลมหน้า และข้อมูลการขับของตัวเองจากเซนเซอร์รอบตัวรถ และพึ่งพาระบบ จีพีเอส บน เอสดี คาร์ด โดยรูปแบบการบันทึกอยู่ใน 4 โหมดด้วยกัน ได้แก่ ทแรค สปอร์ท ทัวริง และ เพอร์ฟอร์มานศ์ โดยสามารถนำภาพและข้อมูลที่ได้กลับมาวิเคราะห์ด้วยซอฟท์แวร์แบบเดียวกับ “ทีม คอร์เวทท์ เรซิง” ใช้อยู่ สำหรับข้อมูลที่ได้จะแตกต่างกันในแต่ละโหมด คือ

– โหมดทแรค จะบันทึกภาพและเสียง พร้อมข้อมูลทางสมรรถนะ เช่น ความเร็ว รอบเครื่อง แผนที่ของสนามแข่ง เวลาต่อรอบ เวลาเริ่มและจบ ทั้งหมดจะเล่นไปพร้อมกันบนจอภาพขนาด 8 นิ้ว บนแผงหน้าปัด

– โหมด สปอร์ท จะบันทึกภาพและเสียง รวมถึงข้อมูลสำคัญ อาทิ ความเร็ว และแรง จี

– โหมด ทัวริง จะบันทึกภาพและเสียงของเส้นทางที่สวยงาม รวมถึงเวลา วันที่ อุณหภูมิ ความสูงจากระดับน้ำทะเล และจำนวนของโค้งแฮร์พิน

– โหมดเพอร์ฟอร์มานศ์ จะทำการบันทึก สถิติเวลาที่ทำได้ เช่น อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. เวลาควอร์เตอร์ไมล์ เวลาในการวิ่งแบบ 0 กม./ชม.-160 กม./ชม.- 0 กม./ชม. เป็นต้น

สมรรถนะและเทคโนโลยีที่อัดแน่นอยู่ในรถคันนี้ ถือว่าน่าเกรงขามไม่น้อย แต่ในโลกของซูเพอร์คาร์ บ่อยครั้งศิลปะและเทคนิคของการผสมผสานปรับแต่งก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าองค์ประกอบกับชิ้นส่วนที่เอามารวมกัน เราคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ววิศวกรอเมริกันจะปรับทูนให้สปอร์ทขวัญใจชาวอเมริกันคันนี้กลายเป็นตำนานบทใหม่ได้หรือไม่



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2557
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/prtxl
เพิ่มเพื่อน