ชีวิตคือความรื่นรมย์

ถนนน้ำใจ


ในบรรรดาข่าวสารดีๆ ที่ “พระเจ้ายุคใหม่” (อีเมล์-บางคนเรียก ”จดหมายไฟฟ้า” หรือ SUPER HIGHWAY TECHNOLOGY) ส่งมาให้ ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณทุกครั้ง ที่เพื่อนร่วมวงการ (อินเตอร์เนท) ส่งบทความหรือสาระดีๆ โดยเฉพาะจาก คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช มาให้อ่าน อย่างเช่นคราวนี้ ที่ผู้เขียนขออนุญาตนำมาขึ้นต้นเรื่องดังต่อไปนี้ที่ชื่อ “ลูกจ๋า อย่าส่งแม่ไปบ้านพักคนชราเลย”

ลูกสะใภ้พูดว่า “ทำจืดแม่ก็ว่าไม่มีรสชาติ ตอนนี้ทำเค็มนิดหนึ่ง แม่ก็ว่ากินไม่ได้ แล้วจะเอายังไง!” เมื่อแม่เห็นลูกชายกลับมา ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กลืนข้าวเข้าปาก ลูกสะใภ้มองตามด้วยความโกรธ เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แม่กำลังกิน ก็พูดกับภรรยาว่า “ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าโรคของแม่กินเค็มมากไม่ได้ ?”

“เอาละ ในเมื่อเป็นแม่ของคุณ วันหลังคุณก็ทำเองก็แล้วกัน” ลูกสะใภ้กล่าวด้วยความโมโห แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป ลูกชายเรียกตามด้วยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแม่ว่า “แม่ครับ ไม่ต้องกินหรอก เดี๋ยวผมต้มบะหมี่ให้แม่กินนะครับ”

“ลูกมีอะไรจะพูดกับแม่ไหม ? ถ้ามีก็บอกแม่เถอะ อย่าเก็บไว้เลย” แม่เห็นอาการกังวลของลูกชาย “แม่ครับ เดือนหน้าผมได้เลื่อนตำแหน่ง เกรงว่าจะต้องมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทำงาน คือว่า….แม่รู้ทันทีว่าลูกชายจะพูดอะไรต่อ….“อย่าส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชรานะลูก….”

หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาทานบะหมี่ จากนั้นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่าง ในใจเกิดความสับสนขัดแย้ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี

แม่ของเขาเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว กล้ำกลืนทนทุกข์เลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งส่งเสียให้เรียนยังต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้อ้างสิ่งที่ทำไปเป็นเบี้ยต่อรองให้เขาต้องเลี้ยงดู กลับกันภรรยาผู้มาทีหลังกลับเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบ นี่เขาต้องส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงหรือ ? “คนที่จะอยู่กับแกในช่วงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะ ไม่ใช่แม่” เพื่อนๆ มักจะเตือนเขาอย่างนี้

เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เขานั่งเงียบๆ คนเดียว ด้วยจิตใจที่หดหู่

ณ บ้านพักคนชราที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใช้เงินจำนวนมาก เพื่อทดแทนความรู้สึกผิดต่อแม่ของเขา อย่างน้อยที่นี่ก็สะดวกสบาย เมื่อเขาพยุงแม่เข้าสู่ตัวอาคาร ทีวีจอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์ตลกอยู่ แต่ไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ชมแม้แต่คนเดียว คนชราจำนวนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน นั่งอยู่บนโซฟา มองประตูทางเข้าด้วยสายตาอันเหม่อลอย หญิงชราคนหนึ่งกำลังก้มตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาใส่ปาก

เขารู้ว่าแม่ชอบห้องที่สว่างโล่ง จึงเลือกห้องที่แสงอาทิตย์สามารถสาดส่องเข้ามาได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังร่วงลงสู่พื้นหญ้าเป็นจำนวนมาก นางพยาบาลหลายคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู่ออกไปชมพระอาทิตย์ตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เขาสะท้านวาบในจิตใจ

แม้แสงพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจะงดงามสักเพียงใด นั่นก็หมายความว่า ความมืดยามค่ำคืนกำลังจะย่างกรายเข้ามาแทนที่ เขาถอนหายใจเบาๆ “แม่ครับ ผม….ต้องไปแล้วนะ” ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงแค่พยักหน้า ตอนที่เขาเดินจากมา แม่ยังคงโบกมือลาด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาหันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแม่ เขานึกในใจ “แม่แก่แล้วจริงๆ”

อยู่ๆ ภาพในครั้งอดีตก็ผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิด ปีนั้นเขาอายุได้เพียงแค่ 6 ขวบ แม่มีธุระต้องไปต่างจังหวัด จึงต้องพาเขาไปฝากไว้ที่บ้านคุณลุง ตอนที่แม่จะออกจากบ้านไป เขารู้สึกกลัวมาก เอาแต่กอดขาแม่ไม่ยอมให้แม่ไป “แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูไป แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูนะ” สุดท้าย แม่ก็ไม่กล้าทิ้งเขาไปต่างจังหวัด

เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อปิดประตูแล้วก็ไม่กล้าหันไปมองแม่อีก เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเห็นภรรยาและแม่ยายกำลังเก็บเอาข้าวของของแม่โยนออกมานอกห้อง ถ้วยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ 3 ฟุต ที่เขาชนะเลิศประกวดเรียงความ “แม่ของฉัน” พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แม่ซื้อให้เขาในวันเกิด ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับจากแม่ ยังมียาหม่องน้ำที่แม่ต้องทาขาก่อนนอนทุกวัน

ท้องฟ้าอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ ท้องถนนที่ว่างเปล่าไร้รถรา บีเอมดับเบิลยู คันหนึ่งพุ่งไปข้างหน้าราวกับอยู่ในสนามแข่ง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของชายคนหนึ่ง ซึ่งมุ่งไปทางบ้านพักคนชรานอกเมือง จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องพักของแม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขายืนมองแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง แม่ของเขาก้มหน้าใช้มือนวดที่ขาของตัวเอง เมื่อแม่ของเขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู ก็เห็นลูกชายของตัวเองยืนอยู่และในมือถือยาหม่องน้ำอยู่ ก็พูดออกมาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “แม่ลืมเอามาด้วย ดีนะที่ลูกเอามาให้…”

เขาเดินไปหาแม่และคุกเข่าลงไป “ดึกแล้วลูก แม่ทาเองได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานแต่เช้า กลับไปเถอะ” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

“แม่ครับ ผมขอโทษ แม่ยกโทษให้ผมนะ กลับบ้านเราเถอะ”

ขออภัยที่ผู้เขียนไม่อาจลงได้หมด จึงขออนุญาตตัดให้สั้น แต่นึกถึงกลอนเก่าชื่อ ”ริมถนนน้ำใจ” หลายคนชอบ จึงขอเอามาฉายซ้ำอีกครั้ง ดังนี้

ริมถนนโคลนเปรอะเปื้อนเกลื่อนหน้าฝน/ ฝุ่นฟุ้งวนเวิ้งฟ้าในหน้าหนาว/แดดหน้าร้อนกะพริบพร่างทอดทางยาว/ยิ่งไฟผ่าวพอคิมหันต์ผันมาเยือน/ใต้ต้นจานก้านกิ่งทิ้งสาขา/กลางทุ่งท้าแดดลมบาดคมเฉือน/มีผัวเมียหนึ่งคู่สู้ปลูกเรือน/เป็นเสมือนจุดพักผ่อนผู้จรมา/มีโอ่งดินเปี่ยมน้ำเย็นฉ่ำเป็นนิจ/ชูชีวิตผู้กระหายไม่เลือกหน้า/กระบวยน้อยกะลามะพร้าวเยาราคา/คว่ำบนฝาปิดโอ่งน้ำแทนคำเชิญ/ผู้ดีไพร่ไม่รังเกียจคิดเดียดฉันท์/กระบวยนั้นใครหยิบได้ไม่ขัดเขิน/จะตักมากตักน้อยดื่มพลอยเพลิน/ไม่ก้ำเกินกี่ขันได้ไม่นำพา

ทั้งลุงป้าน่าอนาถเขาขาดลูก/หลังฝังปลูกให้เล่าเรียนเพียรศึกษา/ห้าคนทิ้งอยู่เมืองใหญ่ไม่แลตา/ปล่อยป้าลุงแก่ชราประสาจน/แต่ลุงป้าหน้าเอิบอิ่มปริ่มความสุข/ไร้รอยทุกข์-หงอยเหงา-เศร้า-หมองหม่น/มากแขกเยือนเสมือนญาติไม่ขาดคน/ริมถนนน้ำใจแห่งไมตรี

สามสิบปีเด็กบ้านนากลับมาบ้าน/ใต้ต้นจานริมถนนบนวิถี/ไม่มีโอ่งน้ำใจคอยไยดี/และไม่มีลุงป้าผู้น่ารัก



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2557
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jQ5RX
เพิ่มเพื่อน