บทความ

ขับเคลื่อนล้อหน้า


ตอนผมเป็นวัยรุ่น (ในความหมายที่แท้จริงนะครับ คือ อายุประมาณ 15 ปี ไม่ใช่ตามสื่อสมัยนี้เข้าใจอายุเกือบ 30 ปีแล้ว ยังเรียกว่าวัยรุ่น) มีรถยนต์สัญชาติสหรัฐอเมริกา ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นรุ่นแรก และใช้กับรถเก๋งขนาดใหญ่ “เต็มขั้น” เสียด้วย ซึ่งก็คือ โอลด์สโมบิล รุ่น โทโรนาโด (เท่าที่ทราบเป็นชื่อที่ไม่มีความหมายอะไร แค่เน้นว่าน่าฟัง น่าเรียกเท่านั้น)

 

34107278152_84ba84b501_b

 

แม้จะเป็นช่วงที่ผมมีความสนใจรถยนต์อยู่พอสมควรแล้ว ก็ยังรู้สึกตะลึง จินตนาการไม่ได้เลยว่ามันจะดีกว่าการใช้ล้อหลังเป็นล้อขับเคลื่อนได้อย่างไร ที่จริงคนยุโรปรู้ข้อดีของรถขับเคลื่อนล้อหน้ามาก่อนแล้วนะครับ แต่ยอดจำหน่ายค่อนข้างต่ำ จึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น DKW และ GOLIATH วิศวกรของ โอลด์สโมบิล ได้บรรยายข้อดีของระบบนี้ว่าเป็นระบบขับเคลื่อนที่จะมาแทนที่ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ของรถส่วนใหญ่ในอนาคต ซึ่งก็หาคนเข้าใจได้น้อยมาก เพราะอย่างไรเสียก็ล้วนมีอคติกันอยู่แล้ว ว่าเป็นข้ออ้างว่าดี ในการโฆษณาชวนเชื่อหรือเปล่า

 

ผมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น ข้อดีจริงๆ ที่ทำให้ระบบนี้มีอนาคตสดใส (ในตอนนั้น) เป็นของฝ่ายผู้ผลิตครับ ซึ่งก็คือการช่วยลดต้นทุนได้พอสมควร เพราะไม่ต้องมีเพลากลาง เฟืองท้าย ไม่ต้องมี “อุโมงค์” เพลากลางได้เนื้อที่ห้องโดยสารเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าอาจได้รับผลพลอยได้จากราคาที่ต่ำลง หรือไม่นั้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ส่วนประโยชน์หลักทางด้านเทคนิคของระบบขับเคลื่อนล้อหน้านั้น สมัยนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักกันนัก ซึ่งก็คือความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเร่งในโค้งที่ผิวถนนลื่น คำว่า โอเวอร์ และอันเดอร์สเตียริง ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนสมัยนี้

 

OPEN

 

กลับมาสู่ยุคปัจจุบันกันครับ ผมไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการ แต่จากภาพที่เห็นบนถนนพอจะบอกได้ว่า รถเก๋ง 9 ใน 10 คันเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ถ้ารวมรถขับเคลื่อน 4 ล้อกับรถ 4WD เข้าไปด้วย ก็คงจะกล่าวได้ว่า รถยนต์นั่งเกือบทั้งหมดในประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ผมเชื่อว่าผู้อ่านจำนวนมากได้ใช้รถขับเคลื่อนล้อหน้ามาหลายต่อหลายคันแล้ว และถ้าเป็นอย่างที่ว่านี้ ก็คงจะทราบดีว่า จุดอ่อนของรถขับเคลื่อนล้อหน้ามีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ บรรดาแท่นเครื่องซึ่งมีอยู่ 4-5 ชิ้น แล้วแต่การออกแบบ ทำจากยางประสานกับเหล็ก (VULCANIZE) กับเพลาขับ ซึ่งจะนับว่าเป็นจุดอ่อนของรถขับเคลื่อนล้อหน้าจริงหรือไม่ คงต้องลองมาวิเคราะห์ปัญหานี้กันครับ สำหรับครั้งนี้ผมขอเลือกเพลาขับก่อน

 

ผู้ที่ใช้รถอย่างทะนุถนอม จะเริ่มพบอาการเสื่อมของเพลาขับล้อหน้าเป็นครั้งแรก ตอนที่เลี้ยววงแคบสุด และจะเป็นเฉพาะเมื่อเลี้ยวข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นทั้ง 2 ข้าง เพราะขณะที่เราเลี้ยวรถจนสุด ล้อทั้ง 2 ข้างเลี้ยวมากน้อยต่างกันครับ คือ ล้อด้านในโค้งจะมีมุมเลี้ยว คือ มุมที่เบี่ยงเลนไปจากแนวแกนตรงของรถ เช่น ถ้าเราเลี้ยวขวา ล้อขวาจะเบนมากกว่าล้อซ้าย เพราะฉะนั้นถ้ามีเสียงคล้ายเสียงคลอน มาจากล้อหน้าทุกครั้งที่เราเลี้ยวจนสุด และเร่งความเร็วแต่เรายังสังเกตละเอียดไม่ได้ ว่าดังมาจากล้อด้านไหน แค่คอยฟังว่าได้ยินตอนเลี้ยวสุดด้านไหนครับ ล้อด้านเดียวกับทิศที่เลี้ยวนั่นแหละครับที่ส่งเสียง เพราะข้อต่อเพลาขับด้านนอก ของล้อในโค้งถูกบิดตัวมากกว่าของล้อนอกโค้ง

 

Mercedes-AMG-GT-S-burnout

 

ผมบอกว่าจะได้ยินเมื่อเลี้ยวจนสุดทิศใดทิศหนึ่งก่อนนั้น หมายถึงคนที่มีความละเอียดปกตินะครับ เพราะมีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่ข้อต่อเพลาด้านนอกของล้อทั้งสองข้างจะสึกหรอเท่ากัน ใครที่ไม่ได้สนใจ หรือให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ อาจจะได้ยินเมื่อเลี้ยวทั้ง 2 ทิศ ซึ่งก็คือเมื่อข้อต่อเพลาขับสึกหรอมากแล้ว และถ้าเรายังไม่ไปหาสาเหตุ หรือจัดการอะไรกับมัน อาการนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือ เสียงดังขึ้น และดังตั้งแต่ยังเลี้ยวไม่สุด ซึ่งถ้ามันเป็นความสึกหรอตามปกติ ที่เพิ่มขึ้นตามระยะทางที่รถถูกใช้งาน เราก็คงทำอะไรไม่ได้ หรือไม่ต้องทำอะไร นอกจากเปลี่ยนข้อต่อเพลา หรือเพลาทั้งอัน และเรื่องนี้ก็คงจะจบแค่ตรงนี้ครับ

 

แต่ปัญหาเกี่ยวกับอายุการใช้งานของเพลาขับล้อหน้านั้น มีความพิเศษเฉพาะตัวหลายประการด้วยกัน คือ อายุใช้งานของชิ้นส่วนของข้อต่อที่เป็นโลหะสูงกว่าอายุการใช้งานของจาระบีหล่อลื่น และอายุใช้งานของจาระบีหล่อลื่น ก็สูงกว่าอายุใช้งานของยางกันฝุ่น พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเป็นเพลาขับที่ไม่เคยถูกซ่อมแซมมาก่อน ยางกันฝุ่นจะเสื่อมสภาพก่อนส่วนอื่นๆ ของเพลา

 

8at_1

 

ปัญหาอยู่ที่ เมื่อใดก็ตามที่ยางกันฝุ่นของเพลาขับฉีกขาด (เรื่องนี้รวมทั้งเพลาขับของรถขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มีระบบกันสะเทือนแบบอิสระด้วยนะครับ) แล้วไม่ได้ถูกพบและซ่อมความเสียหายหลายเท่าจะตามมา เมื่อมันเริ่มฉีกขาดเป็นแผลเล็ก มันจะไม่หยุดอยู่แค่นั้นครับ ทุกครั้งที่เราเลี้ยวสุด ยางกันฝุ่น จะถูกยืดอย่างแรง 1 ครั้งต่อ 1 รอบที่ล้อหมุน “แผล” จะถูกฉีกให้กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ฝุ่นและทรายจะเข้าไปฝังในเนื้อจาระบีทำลายผิวของลูกปืนและรางลูกปืนด้วย ซึ่งมีความละเอียดระดับ 1 ใน 1,000มิลลิเมตร ยังโชคดีอยู่หน่อยหนึ่ง ที่ในช่วงแรกนี้ จาระบีจะถูกสลัดทะลักออกมาตรงแผล จากแรงเหวี่ยงขณะเพลาหมุนเร็วถึงระดับหนึ่ง และพาฝุ่นทรายออกมาด้วย แต่เมื่อจาระบีส่วนใหญ่ถูกสลัดออกมาหมดแล้ว ก็จะถึงช่วงที่เกิดความเสียหายหนัก เพราะเมื่อขาดสารหล่อลื่น ความร้อนจากการเสียดสีของเม็ดลูกปืนและรางจะสูงมาก และยิ่งถูกเสริมด้วยฝุ่นทรายที่เข้าไปเกาะที่ผิวสัมผัสด้วยแล้ว ข้อต่อเพลา ซึ่งเกือบทั้งหมดของรถสมัยนี้ เป็นข้อต่อความเร็วคงที่ หรือ CVJ (CONSTANT VELOCITY JOINTS) คุณภาพสูง (และราคาสูงตาม) ก็จะเสื่อมสภาพไปในช่วงที่ใช้งานเพียงไม่กี่ 100 กม.

 

cvboot_torn

 

ประเด็นของเรื่องนี้ อยู่ที่การชำรุดของยางกันฝุ่น ซึ่งราคาไม่กี่ 100 บาท สามารถทำลายเพลาขับ ซึ่งมีอายุใช้งานอีกยาวนาน ราคาท่อนละ 10,000-20,000 กว่าบาท สำหรับรถระดับทั่วๆ ไป (ส่วนรถหรู แพงกว่านี้อีกเยอะครับ) ให้หมดสภาพการใช้งานไปเลย ซึ่งน่าเสียดายมาก

 

antriebswelle

 

มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ และผลประโยชน์ของศูนย์บริการ หรือจะเรียกเหมารวมว่า ฝ่ายผู้ผลิตรถก็ได้นั่นแหละครับ ถ้าสายพานของเครื่องยนต์ของเราขาดกลางทาง เรามักจะขับต่อไม่ได้ โดยไม่ให้เกิดความเสียหาย และเรายังสามารถกล่าวโทษ ให้ศูนย์บริการที่เรานำรถเข้าตรวจสภาพตามกำหนด รับผิดชอบในฐานะที่ไม่ตรวจสอบและเปลี่ยนให้ แต่ยางกันฝุ่นที่ฉีกขาด ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนทันที เราไม่สามารถรู้ได้ด้วยซ้ำไปครับ ว่ามันมีแผลฉีกขาดแล้ว ศูนย์บริการจึงลอยตัว อยู่เหนือความรับผิดชอบ แล้วยังได้เงินเป็นเสมือนของแถมจากความชุ่ย โดยการขายเพลาขับใหม่ทั้งท่อนให้แก่เราอีกด้วย แล้วผู้บริโภคที่เสียเปรียบตลอดกาล

 

จะทำอะไรได้บ้าง ? หาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และช่วยเหลือตัวเองครับ ถ้าไม่บังเอิญโชคดี พบทันเวลา และเปลี่ยนยางกันฝุ่นไปแล้ว ผมแนะนำให้เจาะจง สั่งเปลี่ยนยางกันฝุ่นเพลาขับล้อหน้า ทั้งปลายนอก (ที่ติดกับล้อ) และปลายใน (ที่ติดกับห้องเกียร์) ทุก 50,000 กม. ไม่ว่าจะมองดูปกติ หรือช่าง (ห่วย) จะยืนยันว่ายังดีอยู่หรือไม่ก็ตาม ถ้าเป็นรถที่ใช้งานทางไกลเป็นส่วนใหญ่จริงๆ อาจเพิ่มระยะเป็น 60,000-70,000 กม. ได้ครับ มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ในรถราคาสูงรุ่นปัจจุบัน บางรุ่นที่ผู้ผลิตแก้ปัญหานี้แล้ว ด้วยการใช้ “ยางกันฝุ่น” ที่ไม่ได้ทำจากยาง แต่เป็นสารสังเคราะห์ที่มีความทนทานต่อการถูกยืดหดเป็นพิเศษ อาจมีอายุการใช้งานสูงมาก และผมยังไม่มีสถิติอ้างอิงเพจ แต่หลายรายก็ยังใช้เฉพาะกับข้อต่อเพลาด้านที่ติดกับล้อเท่านั้น ด้านในก็ยังเป็นยางแบบดั้งเดิม

 

ข้อสุดท้ายที่น่าจะสำคัญที่สุดแล้ว นึกถึงสุภาษิต ที่ไม่มีใครไม่รู้จักครับ เลือกใช้แต่ยางกันฝุ่นของแท้ หรือของ “ไม่แท้” แต่คุณภาพสูงกว่าของแท้ (มีจริงครับ) ไว้เสมอครับ อย่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ซึ่งดูเหมือนเป็นวิธีตัดสินใจเลือกของ ของคนไทยส่วนใหญ่ยุคนี้ไปแล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2560
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zFcju

บทความที่เกี่ยวข้อง

จงหวงแหนถนนของพวกเรา
ระบบเบรค ถ้าไม่ตรวจอาจดับได้
ยิ่งเบรคเร็ว ยิ่งปลอดภัย
อย่าซ่อมรถก่อนเดินทางไกล...ควรเชื่อไหม ?
ปรับปรุงระบบรองรับ แบบมืออาชีพ (ภาคปฏิบัติ ตอน 2)
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
27 Jun 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
24,500,000
2.
18,900,000
4.
5,790,000
5.
7,990,000
6.
9,800,000
7.
14,990,000
8.
20,000,000
9.
24,000,000
10.
7,200,000
11.
7,990,000
12.
5,990,000
13.
6,990,000
14.
2,339,000
15.
3,050,000
16.
2,388,000
17.
2,190,000
18.
2,230,000
19.
530,000
20.
530,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ
SKILL DRIVING EXPERIENCE ขับเป็น...ขับปลอดภัย

Follow Autoinfo Online