บทความ

บท บก. ขวัญชัย


คดีบิดเบือนค่ามลพิษที่อื้อฉาวของ โฟล์คสวาเกน ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของตนเอง แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เครื่องดีเซลในยุโรป จนทำท่าว่ารถประเภทนี้อาจจะต้องสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า

 

ถ้าเรื่องมันลงเอยอย่างนั้นจริงๆ ก็คงเหมือนหนัง “หักมุม” ที่พระเอกกลายเป็นผู้ร้าย หรือเทพบุตรกลายเป็นปิศาจในตอนจบ

 

ทั้งนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ดีเซลได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีประสิทธิภาพสูงไม่แพ้เครื่องยนต์เบนซิน แถมยังประหยัดกว่า เสียงเครื่องยนต์ไม่ดัง อัตราการปล่อยมลพิษลดลง ต่างจากเครื่องดีเซลยุคเก่าโดยสิ้นเชิง รถระดับหรูหราแทบทุกยี่ห้อ มีรุ่นดีเซลให้เลือกใช้ และได้รับความนิยมสูงในหลายประเทศ

 

ฟังดูแล้ว นี่มันคุณสมบัติของเทพบุตรชัดๆ !

 

แต่เทพบุตรก็กลายร่างเป็นปิศาจทันทีที่เรื่องแดงขึ้นมาว่า อย่างน้อยก็มี โฟล์คสวาเกน เจ้าหนึ่งละที่เล่นไม่ซื่อกับผู้บริโภคเรื่องค่ามลพิษของเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้ล่าสุดสหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายที่จะเน้นการตรวจสอบค่าไอเสียของรถจากการใช้งานจริง มากกว่าในห้องทดลอง และจะปรับผู้ผลิตที่ไม่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษต่ำตามค่าที่กำหนด ถึงคันละ 30,000 ยูโร หรือราว 120,000 บาท

 

เรื่องแบบนี้ฝรั่งมันเอาจริงและต่อรองไม่ได้ ใครขืนทำซี้ซั้วอย่าง โฟล์คสวาเกน ก็เตรียมตัวเปลี่ยนไปผลิตเรือดำน้ำมาหลอกขายประเทศด้อยพัฒนาได้เลย

 

ฉะนั้น กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไร รถที่จะหายไปจากท้องถนนอย่างรวดเร็ว ก็คือ รถดีเซลนั่นเอง เพราะการลดมลพิษที่เกิดจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้นทุนมหาศาล

 

นอกจากนี้ จากการที่เครื่องดีเซลปล่อยมลพิษสู่อากาศมาก โดยเฉพาะไนโตรเจนออกไซด์ ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนปีละกว่า 3 ล้านคน ทำให้หลายประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ เริ่ม “แบน” รถเครื่องดีเซลไม่ให้เข้าไปวิ่งในเขตเมืองใหญ่ ซึ่งนับเป็นมาตรการที่เร่งให้รถเครื่องดีเซลสูญพันธุ์เร็วยิ่งขึ้น

 

อีกสาเหตุหนึ่งที่ตอกย้ำว่าเตรียม “เลี้ยงส่ง” เครื่องยนต์ดีเซลได้เลย คือ การมาถึงของรถยนต์ไฮบริดและรถพลังไฟฟ้า ซึ่งทั้งประหยัดกว่า และปล่อยมลพิษต่ำกว่า จนถึงปราศจากมลพิษ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เชี่ยวชาญจะคาดการณ์ว่า รถดีเซลจะถึงกาลอวสานในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่นั่นก็เฉพาะในยุโรป (และอาจรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย) เท่านั้น ส่วนในบ้านเราคงต้องทนสูดไนโตรเจนออกไซด์จากเครื่องยนต์ดีเซลกันไปอีกนาน เพราะดีเซลเป็น “น้ำมันการเมือง” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

ที่สำคัญ คนไทยใจกล้าเหนือกว่าชาติใดในโลก ขนาดเขาห้ามนั่งท้ายกระบะเพราะอาจตายทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ พวกยังไม่ฟัง แค่สูดมลพิษ ซึ่งตายยากกว่าหลายเท่า มันจึงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยเกินจะใส่ใจครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2560
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/6S8KC

Follow autoinfo.co.th