บทความ

อยากขับประหยัดสุด ต้องใช้ความเร็วเท่าไร ?


มีคนเคยถามผมว่า ถ้าอยากให้รถยนต์ประหยัดน้ำมันที่สุด จะต้องขับอย่างไร ? ถามแบบนี้ตอบยากครับ แต่ถ้าถามว่าต้องขับรถด้วยความเร็วเท่าไร จึงจะประหยัดที่สุด ? แบบนี้ตอบง่ายกว่ากันครับ

เพราะการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน “ที่สุด” นั้น ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจของระบบรถยนต์เป็นอย่างดี ตั้งแต่การทำงานของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง (เกียร์) อัตราทดเฟืองท้าย หรือแม้แต่เรื่องของอากาศพลศาสตร์ก็ต้องรู้ ไม่ต้องถึงขนาดเจาะลึกคำนวณหากำลังที่สูญเสียไปกับแรงเสียดทานอะไรแบบนั้น แค่รู้และเข้าใจระบบขับเคลื่อนของรถยนต์เบื้องต้นให้ได้ก็พอแล้ว

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องมีไหวพริบ และประสาทสัมผัสที่ดีในการขับรถ การจับจังหวะ และความรู้สึกของรถเวลาเดินคันเร่ง นักขับแข่งประหยัดน้ำมันในวงการยานยนต์ไทยหลายคนอาศัยสิ่งเหล่านี้ครับ เราจึงได้เห็นตัวเลขมากๆ ของอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงแบบกิโลเมตร/ลิตร (KM/L) อยู่บ่อยๆ แต่ตัวเลขเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อการโฆษณา และการตลาดเท่านั้นครับ เมื่อนำมาใช้งานจริง ไม่มีทางได้ตัวเลขสวยหรูอย่างนั้นแน่

การได้มาซึ่งตัวเลขที่สวยงามอย่างนั้น เขาจะต้องควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้ได้ เช่น ความเสี่ยงที่จะเจอรถติด ก็ต้องเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม ความเสี่ยงที่รถต้องติดไฟแดง อาจต้องมีรถตำรวจคอยอำนวยความสะดวกให้ หรือแม้แต่การขับรถบนถนนหลวง ก็ต้องมีรถนำขบวนและรถปิดท้ายขบวน เพื่อเคลียร์เส้นทาง และกันรถคันอื่น เพื่อให้สามารถใช้ความเร็วได้คงที่ และต่อเนื่อง เหยียบเบรคให้น้อยที่สุด บางครั้งระยะทางเป็น 100 กิโลเมตร แตะเบรคไปไม่ถึง 5 ครั้ง เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะทำตัวเลขได้แบบนั้นในชีวิตจริง แค่ได้ตัวเลขครึ่งหนึ่งของที่โฆษณาก็ดีมากแล้วครับ

กลับมาตรงคำถามที่ว่า ต้องขับด้วยความเร็วเท่าไร จึงจะประหยัดที่สุดกันต่อครับ ความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุด ต้องเป็นความเร็วคงที่ในเกียร์สูงสุด หรือเกียร์สุดท้ายของรถเท่านั้น ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ ก็ในจังหวะเกียร์สุดท้าย และถ้าเป็นรถที่มีระบบลอคอัพ คลัทช์ ซึ่งต่อตรงโดยไม่ผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ก็ต้องไปให้ถึงความเร็วที่ระบบนี้ทำงานเรียบร้อยก่อน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 60-70 กม./ชม.

รถเกียร์อัตโนมัติโดยเฉพาะรถญี่ปุ่น หลายรุ่นยังใช้เกียร์แค่ 4 จังหวะอยู่ เกียร์จังหวะที่ 4 จะเป็นระบบลอคอัพในตัว ระบบแบบนี้จะมีปุ่มปลดเกียร์สุดท้ายให้ผู้ขับเลือก โดยมีคำว่า OVERDRIVE OFF กำกับไว้ กดเมื่อใดระบบควบคุมจะเลือกเกียร์จังหวะสูงสุดแค่รองสุดท้ายเท่านั้น ใช้ตอนที่ต้องเร่งแซงบ่อยๆ เนื่องจากอัตราทดเกียร์สุดท้ายต่ำมาก เน้นการประหยัดเชื้อเพลิง

ในรถรุ่นเก่าบางรุ่น ระบบควบคุมเกียร์อาจยังไม่ละเอียดพอ จนทันใจเรา แม้จะเหยียบคันเร่งค่อนข้างลึกแล้วก็ตาม ถ้ากดปุ่มนี้ มันจะเปลี่ยนเกียร์ให้ทันทีทันใด พอแซงพ้นแล้วค่อยปลดกลับตามเดิม

ในเกียร์อัตโนมัติแบบ ซีวีที (CVT) ก็เช่นเดียวกัน ถึงตามโครงสร้างของเกียร์จะไม่มีจังหวะให้รู้สึกชัดเจน ก็ต้องวิ่งให้ถึงความเร็วประมาณเดียวกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป โดยสังเกตดูจากรอบของเครื่องยนต์ ถ้าระบบอยู่ในเกียร์สูงสุดแล้ว รอบของเครื่องยนต์จะลดต่ำสุด ขณะที่วิ่งในความเร็วคงที่

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ความเร็วสุดประหยัดโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. ตั้งแต่ความเร็วประมาณ 40 กม./ชม. ขึ้นไป กำลังของเครื่องยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการดันตัวรถให้แหวกอากาศ นอกเหนือไปจากส่วนที่ใช้ไปกับแรงเสียดทานในการกลิ้งของล้อ และแรงเสียดทานของระบบขับเคลื่อน

ถ้าอยากรู้ว่าทำไมส่วนที่ใช้สู้กับแรงต้านอากาศถึงได้มากมายนัก ให้ลองเปิดกระจกตอนรถแล่นดู เอาความเร็วแค่ 100 กม./ชม. ก็พอ แล้วแบฝ่ามือยื่นออกไปขวางดูครับ แรงต้านนี้จะเพิ่มขึ้นในอัตรายกกำลัง 2 ของค่าความเร็ว เช่น แรงต้านอากาศที่ความเร็ว 160 กม./ชม. จะมีค่า 4 เท่า ของที่ความเร็ว 80 กม./ชม. และส่วนนี้แหละครับ เป็นสาเหตุที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งขับเร็วยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น เมื่อเที่ยบกับระยะทางที่ได้ ทั้งๆ ที่ใช้เวลาขับน้อยลง

สมมติว่าแรงต้านอากาศเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของความเร็ว เช่น เพิ่มความเร็วเป็น 2 เท่า แรงต้านอากาศก็เพิ่มเป็น 2 เท่า (ของจริง 4 เท่า) คงไม่มีใครมารณรงค์เรียกร้องให้รถขับช้าเพื่อประหยัดน้ำมันหรอกครับ ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งก็มีเรื่องของยกกำลัง 2 จากการชน มาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน

ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมความเร็วที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด จึงไม่อยู่ที่ค่ากว่านี้ เช่น 30 หรือ 40 กม./ชม. ? สาเหตุอยู่ที่เครื่องยนต์ 2 ประการ ด้วยกันครับ เพราะที่ความเร็วระดับนี้ในเกียร์สุดท้าย เช่น เกียร์ 5 เครื่องยนต์จะหมุนช้าเกินไป ให้แรงบิดน้อย จนมีอาการสะดุด หรือกระตุก แล้วถ้าเปลี่ยนไปใช้เกียร์ 4 ล่ะ ? ก็ทำได้ครับ แต่จำนวนรอบที่เพลาของเครื่องยนต์หมุนต่อระยะทางที่รถเคลื่อนที่ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แม้จะลดแรงต้านอากาศลงได้บ้าง ก็ยังไม่คุ้ม สู้เกียร์ 5 (หรือเกียร์สุดท้ายที่มี) ไม่ได้ครับ

สรุปแล้วต้องเกียร์สูงสุด ซึ่งหลายๆ รุ่นก็ยังขับที่ความเร็วแถวๆ 40 กม./ชม. ได้ แต่ที่ไม่ประหยัดที่สุด เพราะเทคนิคเครื่องยนต์ จังหวะเปิด/ปิดลิ้น หรือวาล์วทั้งไอดี และไอเสียถูกเลือกมาให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีที่ความเร็ว (ของเครื่องยนต์) ปานกลาง และสูง ถ้าหมุนช้าประสิทธิภาพของมันจะลดลง นั่นคือ ใช้เชื้อเพลิงมากเมื่อเทียบกับกำลังที่ให้ ด้วยเหตุผลนี้มาผสานกับแรงต้านอากาศที่เพิ่มตามความเร็ว ทำให้รถส่วนใหญ่ มีความเร็วในเกียร์สูงสุด และใช้เชื้อเพลิงน้อยที่สุด อยู่ที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. โดยรถเครื่องใหญ่หรือกำลังสูง จะมีค่านี้ “เคลื่อน” ไปทางด้านบนเล็กน้อย(มากกว่า 60 กม./ชม.) เพราะอัตราทดรวม (ของเกียร์สุดท้ายและเฟืองท้าย) ต่ำกว่า แต่ไม่ได้มากมายอะไรครับ ก็ยังคงอยู่แถวๆ ประมาณ 60 กม./ชม. เท่านั้น

แล้วถ้าเน้นการประหยัดเชื้อเพลิง เราควรขับที่ความเร็วที่ว่านี้หรือไม่ ? ตอบว่าใช่ก็ได้ ตอบว่าไม่จำเป็นก็ถูกอีกเหมือนกันครับ ถ้าเรามีกราฟความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงระหว่าง 60-80 กม./ชม. ที่ต่างกันไม่มาก ผิดกับค่าระหว่าง 120-140 กม./ชม. คำตอบที่ว่าใช่ คือ ถ้าเวลาที่ใช้เดินทางไม่มีความหมาย เช่น ว่างงานอยู่ ออกก่อนเวลา หรือเป็นวันหยุด แล้วต้องการประหยัดจริงๆ ก็ประมาณ 60 นี่แหละครับ แต่ถ้าเน้นเวลาที่ใช้เดินทางอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยากประหยัด วิ่งประมาณ 80 กำลังดีครับ เปลืองเชื้อเพลิงขึ้นอีกหน่อย ส่วนถ้าเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ก็อาจเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิด (พร้อมกับเงินค่าน้ำมันด้วย) แต่อย่าให้เกิน 120 กม./ชม. เป็นดีที่สุดครับ (เพราะเกิน 90 กม./ชม. ก็ผิดกฎหมายแล้ว)

อยากจะฝากเรื่องของการขับรถเร็วสักนิด ผมเชื่อว่าคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน เราไม่ได้ขาดแคลนเวลาจนต้องขับ 140-200 กม./ชม. หรอกครับ ส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดมาจากความประมาท และชะล่าใจ เราก็เลยทึกทักไปเองว่า เดี๋ยววิ่งเร็วเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ก็ชดเชยกับเวลาที่เราเถลไถลได้แล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เกรงใจผู้อื่น ออกก่อนเวลาเสมอ ก็ไม่ต้องขับรถเร็วให้มีความเสี่ยงเลยครับ

สุดท้ายผมขอยกตัวอย่างอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถยอดนิยม 3 รุ่น ยี่ห้อตลาดที่ใครๆ ก็รู้จัก ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาด ความจุเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ ได้แก่ โตโยตา ยารีส 1.2 ลิตร เกียร์ ซีวีที โตโยตา อัลทิส 1.8 เกียร์ ซีวีที และ โตโยตา แคมรี 2.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ โดยทั้งหมดได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องมือดาทรอน จากทีมทดสอบ “ฟอร์มูลา” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากตัวเลขในตารางของทั้ง 3 รุ่นนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเดาได้ไม่ยาก ว่าขนาดเครื่องยนต์ กับระบบเกียร์และเฟืองท้าย ส่งผลต่ออัตราการบริโภคเชื้อเพลิงเท่าไรบ้าง ที่ความเร็วเดียวกัน แล้วท่านผู้อ่านคงจะนำข้อมูลเหล่านี้ มาปรับใช้กับรถของตัวเองได้ไม่มากก็น้อยครับ

 

ตารางอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กม./ลิตร (ลิตร/100 กม.)

โตโยตา ยารีส 1.2 จี ซีวีที อัลทิส 1.8 วี ซีวีที แคมรี 2.5 จี 6 เอที
YARIS (Copy) ALTIS (Copy) CAMRY (Copy)
60 กม./ชม. 29.2 (3.4) 23.5 (4.3) 22.4 (4.5)
80 กม./ชม. 24.3 (4.1) 20.5 (4.9) 20.6 (4.9)
100 กม./ชม. 18.9 (5.3) 16.3 (6.1) 16.6 (6.1)
120 กม./ชม. 14.5 (6.9) 13.0 (7.7) 13.9 (7.2)


------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2557
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/oQZqd
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th