บทความ

มหกรรมยานยนต์เจนีวา 2017


เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานของ “สื่อสากลฯ” เดินทางไปเยือนศูนย์นิทรรศการ ปาเลกซ์โป (PALEXPO) ของเมืองสวิสส์ เพื่อทำข่าวงานแสดงรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” ขนานแท้และดั้งเดิม ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษว่า INTERNATIONAL MOTOR SHOW AND ACCESSORIES ในภาษาฝรั่งเศสว่า SALON INTERNATIONALE DE L’AUTO ET ACCESSOIRES ในภาษาเยอรมันว่า INTERNATIONALER AUTO-SALON UND ZUBEHOR ในภาษาอิตาลีว่า SALONE INTERNAZIONALE DELL’AUTO ED ACCESSORI และเรียกเป็นไทยตามสไตล์ “สื่อสากลฯ” ว่า มหกรรมยานยนต์เจนีวา

และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ทีมงานของเรามั่นใจว่า เมื่อเทียบกับงานแสดงรถยนต์ระดับ “ทอพไฟว์” อีก 4 รายการ ได้แก่ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ของสหรัฐอเมริกา มหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทของเยอรมนี มหกรรมยานยนต์ปารีสของฝรั่งเศส และมหกรรมยานยนต์โตเกียวของญี่ปุ่น รวมทั้งเมื่อวัดจากจำนวนของบริษัทรถยนต์ที่ร่วมงานและรายชื่อของรถที่แสดงในงาน ไม่ใช่วัดจากความยิ่งใหญ่ของงานและพื้นที่จัดงาน ก็น่าจะกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า งานที่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกให้ความสำคัญที่สุด ก็คือ มหกรรมยานยนต์เจนีวา ซึ่งมีขึ้นทุกปีไม่มีเว้นนี่เอง

 

ในฉบับเดือนมีนาคม 2560 และในรายงานข่าวมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ 2017 เราเล่าให้ฟังว่า “มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ รสชาติค่อนข้างกร่อยด้วย 2 สาเหตุ สาเหตุแรก คือ การหายหน้าหายตาไปของผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญหลายราย เมื่อปีกลายเรารายงานไปแล้วว่า ไม่มีทั้ง แฟร์รารี (FERRARI) แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) แจกวาร์ (JAGUAR) และ แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ปีนี้ยิ่งหนักขึ้นอีก เพราะแม้แต่ โพร์เช (PORSCHE) ก็ยังไม่มี” แต่ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดนี้ ทุกรายที่กล่าวข้างต้นมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และน่าจะกล่าวได้ว่ารถยนต์ระดับ “อินเตอร์” เพียงยี่ห้อเดียวที่หายหน้าหายตาไป คือ มีนี (MINI)

 

ก่อนการเดินทางเราคาดหมายกันว่า น่าจะได้พบรถพลังงานไฟฟ้าและรถไฮบริดรุ่นใหม่ๆ แบบใหม่ๆ ที่งานนี้ ผลลัพธ์ปรากฏว่า ผิดความคาดหมายไปมาก เพราะมีให้พบมีให้เห็นไม่มากเท่าที่คาด ที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนแต่ได้พบได้เห็นและได้ยินที่งานนี้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ของ เอสยูวี หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งหลายแบบหลายรุ่น ส่วนเรื่องหลังจัดเป็นข่าวดังในรอบปี คือ การขายกิจการของค่ายโอเพล/วอกซ์ฮอลล์ (OPEL/VAUXHALL)

 

เอสยูวี หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งที่กล่าวข้างต้น มีทั้งรถสายพันธุ์ยุโรป คือ เรนจ์ โรเวอร์ วีลาร์ (RANGE ROVER VELAR) ซึ่งเป็นรถอนุกรมใหม่เอี่ยมแกะกล่องของค่ายอังกฤษ โอเพล ครอสส์แลนด์ เอกซ์ (OPEL CROSSLAND X) รถขนาดจิ๋วอนุกรมใหม่ล่าสุดของค่ายเยอรมัน และ เดแอส 7 ครอสส์แบค (DS7 CROSSBACK) ผลงานใหม่ของค่ายฝรั่งเศส มีทั้งรถสายเลือดซามูไร คือ ซูบารุ เอกซ์วี (SUBARU XV) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของรถยอดนิยมติดตราดาวลูกไก่ มิตซูบิชิ เอคลิพส์ ครอสส์ (MITSUBISHI ECLIPSE CROSS) รถที่ค่ายสามเพชรออกแบบ/พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับตลาดยุโรป และนิสสัน กัชไก (NISSAN QASHQAI) รถรุ่นที่ 2 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และก็มีแม้กระทั่งรถ เอสยูวี พลังโสม คือ ซังยง โครันโด (SSANGYONG KORANDO) ซึ่งเพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” เช่นกัน ข้อมูลบางส่วนของรถ เอสยูวี เหล่านี้ บรรจุไว้แล้วใน 18 หน้าถัดไป

 

ส่วนข่าวใหญ่ คือ ข่าวการขายกิจการของ โอเพล/วอกซ์ฮอลล์ (OPEL/VAUXHALL) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการจัดงานนี้ ก็พอจะสรุปได้อย่างสั้นๆ ว่า ยักษ์ใหญ่ จีเอม (GM) ของสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดของ โอเพล ในเยอรมนี และวอกซ์ฮอลล์ ในอังกฤษ ซึ่งเมื่อปี 2016 มีผลการขาดทุนมากกว่า 200 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 7,600 ล้านบาทไทย ให้แก่กลุ่มบริษัทรถยนต์ พีเอสเอ กรุพ (PSA GROUP) ของฝรั่งเศส ในราคา 2,200 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 83,600 ล้านบาทไทย และคาดหมายกันว่ากระบวนการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปีไก่อูอู้ทุกเรื่องนี้ ผลลัพธ์ของการซื้อขายกิจการดังกล่าวจะทำให้กลุ่มพีเอสเอ กรุพ กลายสภาพเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป รองจากกลุ่ม โฟล์คสวาเกนน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) ของเยอรมนี มีรถอยู่ในเครือข่ายรวม 5 ยี่ห้อ คือ เปอโฌต์ (PEUGEOT) ซีตรอง (CITROEN) เดแอส (DS) โอเพล (OPEL) วอกซ์ฮอลล์ (VAUXHALL) และมีส่วนแบ่งตลาดในยุโรปร้อยละ 17

 

 

MERCEDES-BENZ CONCEPT X-CLASS

 

DSC_4221 copy

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งแบ่งแยกรถเป็น 3 บแรนด์ นำผลงานชิ้นใหม่ๆ ออกอวดตัวในงานนี้เป็นกองทัพ ชิ้นแรกที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซพท์ เอกซ์-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ CONCEPT X-CLASS) ซึ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่สวีเดนเมื่อปลายปีลิงหลอกเจ้าและฉายซ้ำสองที่งานนี้ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถดับเบิลแคบ 5 ที่นั่ง ซึ่งออกแบบ/พัฒนาโดยมีรากฐานมาจากรถพิคอัพ นิสสัน นาวารา (NISSAN NAVARA) และเป็นต้นแบบของรถพิคอัพระดับพรีเมียมที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่โชว์รูมก่อนสิ้นปี 2017 พร้อมกับป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอกซ์-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ X-CLASS) โดยมี อาร์เจนตินา บราซิล แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และทวีปยุโรป เป็นตลาดเป้าหมาย รุ่นหัวกะทิซึ่งเป็นรถขับทุกล้อเครื่องยนต์ดีเซล วี 6 สูบ จะบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า 1.1 ตัน และมีพลังลากจูงไม่น้อยกว่า 3.5 ตัน

 

 

MERCEDES-BENZ E-CLASS CABRIOLET

 

DSC_5536 copy

 

ปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถเก๋งเปิดประทุน เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ กาบริโอเลต์ (MERCEDES-BENZ E-CLASS CABRIOLET) รุ่นใหม่ซึ่งนับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 5 ตัวถังขนาด 4.826×1.860×1.428 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อน ซึ่งมีให้เลือกรวม 4 สี คือ สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำเงินเข้ม สีแดงเข้ม สีดำ เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มโดยใช้เวลา 20 วินาที และสามารถกดปุ่มเมื่อรถวิ่งไม่เร็วกว่า 50 กม./ชม. เป็นประทุนหลังคาที่พัฒนาจากประทุนของรถเปิดประทุนสุดหรู เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ กาบริโอเลต์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS CABRIOLET) สามารถป้องกันเสียงลมและเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี ผู้นั่งในรถพูดคุยกันได้แม้รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง จะมีให้เลือกใช้ทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินและรถดีเซล และจะเป็นครั้งแรกของรถแบบนี้ที่มีรถขับเคลื่อนทุกล้อ 4MATIC ให้เลือกใช้ด้วย

 

 

MERCEDES-AMG E 63 ESTATE

 

DSC_4037 copy

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” เอาอกเอาใจคนรักรถแรงสมบัติแยะ โดยนำรถตรวจการณ์ เมร์เซเดส-เอเอมจี อี 63 เอสเตท (MERCEDES-AMG E 63 ESTATE) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เช่นเดียวกับรถซาลูนที่เปิดตัวไปก่อนแล้ว รถตรวจการณ์แบบนี้เป็นรถแรงและเร็วติดตราดาวที่มีรถให้เลือก 2 โมเดล คือ MERCEDES-AMG E 63 4MATIC+ESTATE ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 3,982 ซีซี 420 กิโลวัตต์/571 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT MCT 9 กับ MERCEDES-AMG E 63 S 4MATIC+ESTATE ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกันระบบเกียร์ชุดเดียวกัน แต่ปรับแต่งพิเศษจนกำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 450 กิโลวัตต์/612 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.โมเดลแรกทำได้ใน 3.6 วินาที โมเดลหลังลดเหลือ 3.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ทั้งสองโมเดล

 

 

MERCEDES-MAYBACH G 650 LANDAULET

 

DSC_4053 copy

 

เปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ตัวจริงเสียงไม่จริงเพิ่งปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ เมร์เซเดส-มายบัค จี 650 แลนเดาเลท (MERCEDES-MAYBACH G 650 LANDAULET) รถกิจกรรมกลางแจ้งพันธุ์แท้ที่จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 99 คัน และใช้โรงงานในออสเตรียของค่าย MAGNA STEYR เป็นที่ผลิต ตัวถังขนาด 5.345×2.110×2.235 ม. ซึ่งดัดแปลงจากตัวถังของรถกิจกรรมกลางแจ้ง เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ G-CLASS) ซึ่งอยู่ในสายการผลิตมายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ แยกห้องโดยสารเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหน้าซึ่งอยู่ภายใต้เหล็กที่ติดตรึงเปิด/ปิดไม่ได้ กับส่วนหลังซึ่งอยู่ภายใต้หลังคาเปิดประทุนที่บังคับการปิด/เปิดด้วยการกดปุ่ม เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องทวินเทอร์โบเบนซิน วี 12 สูบ 5,980 ซีซี 463 กิโลวัตต์/630 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ

 

 

MERCEDES-AMG GT CONCEPT

 

DSC_4030 copy

 

เมร์เซเดส-เอเอมจี จีที คอนเซพท์ (MERCEDES-AMG GT COMCEPT) รถแนวคิดเพียงคันเดียวที่ค่าย “ดาวสามแฉก” นำออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระ 50 ปี ของสำนัก AMG และเป็นต้นแบบของรถเก๋งฟาสต์แบค 4 ที่นั่งพลังสูงความเร็วสูง ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2018 เพื่อสู้กับรถ โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) เป็นรถขับทุกล้อด้วยระบบขับไฮบริดที่ค่าย “ดาวสามแฉก” เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และตั้งชื่อว่า EQ POWER เป็นระบบไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 8 สูบ 4.0 ลิตร ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ชุด ได้กำลังสุทธิสูงสุดระดับ 600 กิโลวัตต์/816 แรงม้า และทำให้รถแบบนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3.0 วินาที ในการทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่น่าติดตาม ก็คือ แบทเตอรี ซึ่งค่ายนี้บอกว่ามีขนาดกะทัดรัดและเบากว่าแบทเตอรีที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้มาก

 

 

BMW 5-SERIES TOURING

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4114 copy

 

ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำรถใหม่ออกแสดงในงานนี้แบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 อนุกรม อนุกรมแรก คือ รถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 ทัวริง (BMW 5-SERIES TOURING) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 5) ซึ่งมีตัวถังโตกว่ารถรุ่นเดิมในทุกมิติ แต่น้ำหนักตัวกลับลดลงถึง 100 กก. โดยประมาณ เป็นตัวถังตรวจการณ์ที่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากตัวถังซีดานซึ่งเปิดตัวที่งานมหกรรมดีทรอยท์เมื่อกลางเดือนมกราคม และครึ่งหน้าของตัวถังซึ่งมีขนาด 4.943×1.868×1.498 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27-0.29 ก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถซึ่งเป็นที่มา จะเริ่มการจำหน่ายในเดือนมิถุนายนของปีไก่ และจะมีรถให้เลือกรวม 5 โมเดล คือ BMW 530I (182 กิโลวัตต์/252 แรงม้า) BMW 540I XDRIVE (250 กิโลวัตต์/340 แรงม้า) BMW 520D (140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า) BMW 530D (195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า )BMW 530D XDRIVE (195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า)

 

 

BMW 4-SERIES

 

DSC_4247 copy

 

รถใหม่อีกอนุกรมหนึ่งที่ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-4 (BMW 4-SERIES) ซึ่งไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ แต่เป็นรถรุ่นเดิมที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และมีกำหนดเริ่มการจำหน่ายในเดือนเมษายน 2017 เช่นเดียวกับก่อนการปรับปรุงรถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังให้เลือก 3 แบบ คือ ตัวถัง 2 ประตูคูเป ขนาด 4.640×1.825×1.377-1.392 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.31 ตัวถังเปิดประทุน ขนาด 4.640×1.825×1.384-1.399 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.31 และตัวถัง 4 ประตูคูเป ขนาด 4.640×1.825×1.389-1.404 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27-0.30 ทุกตัวถังมีการปรับเปลี่ยนในหลายๆ จุดทั้งภายนอกและภายในตัวถัง และที่เปลี่ยนตามไปด้วยก็คือราคาค่าตัว ตัวอย่าง คือ ราคาเริ่มต้นของรถเปิดประทุน เพิ่มจาก 44,700 เป็น 46,800 ยูโร

 

 

VOLKSWAGEN ARTEON

 

DSC_5089 copy

 

จุดดึงดูดสายตาในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์มีอยู่หลายจุด แต่จุดที่ดูดได้รุนแรงที่สุด ก็คือ เวทีหมุนขนาดใหญ่อันเป็นที่สถิตของรถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน อาร์เตอน (VOLKSWAGEN ARTEON) รถใหม่สายพันธุ์เยอรมันอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถอนุกรมใหม่ที่ค่ายนี้กำลังจะนำเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถอนุกรมเดิมที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2008 คือ โฟล์คสวาเกน พาสสัท ซีซี (VOLKSWAGEN PASSAT CC) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โฟล์คสวาเกน ซีซี (VOLKSWAGEN CC) ตัวถังขนาด 4.862×1.871×1.427 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อที่ยาวถึง 2.841 ม. ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสามารถสู้กันได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง เอาดี เอ 5 (AUDI A5) และบีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-4 กรัน คูเป (BMW 4-SERIES GRAN COUPE) จะมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งให้กำลังสูงสุดระหว่าง 150-280 แรงม้า

 

 

OPEL CROSSLAND X

 

DSC_4807 copy

 

ค่าย “สายฟ้า” ซึ่งเพิ่งถูกขายกิจการให้แก่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เมืองน้ำหอม ใช้งานนี้เป็นที่อวดตัวรถใหม่ 2 อนุกรม ที่เลือกมาให้ชมเป็นอนุกรมแรก คือ รถติดป้ายชื่อ โอเพล ครอสส์แลนด์ เอกซ์ (OPEL CROSSLAND X) ซึ่งเปิดตัวที่นครหลวงของเยอรมนีเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่งปรากฏตัวแบบ “อินเตอร์” เป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็น SUBCOMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ในตัวถังขนาด 4.212×1.765×1.590 ม. ที่ออกแบบได้ดีและดูมีบุคลิกเฉพาะตัว เห็นแล้วไม่เกิดความรู้สึกว่าซ้ำซากและมากสิ่งลอกเลียนแบบ ในเมืองแม่ คือ เยอรมนีรถอนุกรมนี้เริ่มการจำหน่ายไปแล้ว โดยแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ คือ SELECTION EDITION INNOVATION มีเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลให้เลือกรวม 5 ขนาด (60-96 กิโลวัตต์/81-130 แรงม้า) และมีระบบเกียร์ 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 หรือ 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

 

OPEL INSIGNIA

 

DSC_4813 copy

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่ค่าย “สายฟ้า” นำออกอวดตัวในงานนี้และเป็นการปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนในลักษณะ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” คือ โอเพล อินซิกนีอา (OPEL INSIGNIA) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี่เองการผลิตที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองรัสเซลส์ไฮม์ (RUSSELSHEIM) ของเยอรมนีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นรถเก๋งขนาดกลางที่มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า อินซิกนีอา กแรนด์ สปอร์ท (INSIGNIA GRAND SPORT) กับตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ 5 ที่นั่ง ซึ่งมีชื่อต่างออกไปว่า อินซิกนีอา สปอร์ทส์ ทัวเรอร์ (INSIGNIA SPORTS TOURER) ทั้งสองตัวถังออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่โดยใช้พแลทฟอร์มที่ต้นสังกัด คือ จีเอม เพิ่งออกแบบขึ้นใหม่ และตั้งชื่อว่า EPSILON 2 เป็นพแลทฟอร์มที่ทำให้น้ำหนักตัวของรถเบาขึ้นถึง 175 กก. เมื่อเทียบกับรถรุ่นก่อน หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังก็ดูดีขึ้นมากด้วย

 

FORD FIESTA ST

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4424 copy

 

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “วงรีสีฟ้า” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวรถ ฟอร์ด ฟิเอสตา (FORD FIESTA) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 8) ไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีลิงหลอกเจ้า เอาใจคนรักรถเล็กที่ชอบขับรถแรงและเร็วโดยนำรถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด ฟิเอสตา เอสที (FORD FIESTA ST) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” พร้อมคำประกาศยืนยันว่า ต้องรอจนถึงต้นปีน้องหมานั่นแหละรถรุ่นนี้จึงจะเริ่มการจำหน่าย เช่นเดียวกับรถชื่อเหมือนกันรุ่นก่อนๆ รถแฮทช์แบคโมเดลหัวกะทินี้จะมีให้เลือกทั้งตัวถัง 3 ประตูและตัวถัง 5 ประตู ที่มีขนาดตัวถังเท่ากันและหน้าตาก็ดูเหมือนกัน ทั้งสองตัวถังเป็นรถขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์อีโคบูสต์ (ECOBOOST) DOHC 3 สูบเรียง ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 147 กิโลวัตต์/200 แรงม้า เพียงพอที่จะทำให้รถแรงโมเดลนี้วิ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วตีนต้น ที่สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 6.7 วินาที

 

 

AUDI Q8 SPORT CONCEPT

 

DSC_5228 copy

 

ค่าย “สี่ห่วง” เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีอีกรายหนึ่งที่นำผลงานชิ้นใหม่ๆ ออกอวดตัวในงานนี้เป็นกองทัพ ตัดสินใจเลือกชิ้นที่น่าสนใจที่สุดเพียง 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 สปอร์ท คอนเซพท์ (AUDI Q8 SPORT CONCEPT) ซึ่งก็เป็นรถสายพันธุ์เยอรมันอีกคันหนึ่งที่ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถแนวคิดติดป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 คอนเซพท์ (AUDI Q8 CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนมกราคม 2017 และเป็นต้นแบบอีกคันหนึ่งของรถ เอสยูวี ขนาดโตเต็มพิกัดที่อีกไม่นานค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดพร้อมกับป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 (AUDI Q8) นอกจากตัวถังที่เปลี่ยนรายละเอียดในบางจุดแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจุดสำคัญ คือ การติดตั้งระบบขับไฮบริด ซึ่งใช้เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า

 

 

AUDI RS5 COUPE

 

DSC_5244 copy

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของค่าย “สี่ห่วง” ซึ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถคูเปสุดหรูติดป้ายชื่อ เอาดี อาร์เอส 5 คูเป (AUDI RS5 COUPE) ซึ่งเดือนกรกฎาคมของปีไก่แก่แม่ปลาช่อนนี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ พร้อมป้ายราคา 80,900 ยูโร หรือประมาณ 3.07 ล้านบาทไทย ตัวถังขนาด 4.723×1.861×1.360 ม. ของรถแรงโมเดลนี้ไม่ได้ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ดัดแปลง/พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถ เอาดี เอ 5 คูเป (AUDI A5 COUPE) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 เมื่อมองจากภายนอกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ แผงกระจังหน้าที่ทำขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่จุดสำคัญที่มองไม่เห็น คือ ระบบขับทุกล้อซึ่งใช้เครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 2.9 ลิตร 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่ทำงานร่วมกับ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ TIPTRONIC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม.

 

 

PORSCHE PANAMERA TURBO S E-HYBRID

 

DSC_5326 copy

 

ค่าย โพร์เช ให้ความสำคัญแก่งานนี้ โดยนำผลงานใหม่ๆ ออกอวดตัวจนนับคันไม่ถ้วนด้วยนิ้วมือข้างเดียว ที่น่าสนใจและเป็นคันที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” มีอยู่ 3 คัน คันแรก คือ รถแฮทช์แบค โพร์เช พานาเมรา เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (PORSCHE PANAMERA TURBO S E-HYBRID) ซึ่งเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุด และนับเป็นโมเดลที่ 2 ของรถอนุกรมนี้ที่ติดตั้งระบบขับไฮบริด เช่นเดียวกับรถไฮบริดโมเดลแรกรถโมเดลใหม่นี้มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ ตัวถังมาตรฐานซึ่งยาว 5.049 ม. กับตัวถังยาวซึ่งยาว 5.199 ม. และมีชื่อรอง EXECUTIVE ห้อยท้าย ทั้งสองตัวถังติดตั้งระบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ไบเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 8 สูบ 3,996 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน และเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 500 กิโลวัตต์/680 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 310 กม./ชม. และวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 50 กม.

 

 

PORSCHE PANAMERA SPORT TURISMO

 

DSC_5285 copy

 

อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ รถเก๋งตรวจการณ์สุดหรู โพร์เช พานาเมรา สปอร์ท ตูริสโม (PORSCHE PANAMERA SPORT TURISMO) ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปีไก่นี้จึงจะเริ่มการจำหน่าย ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ตั้งแต่หัวจรดหาง แต่ดัดแปลง/พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถ โพร์เช พานาเมรา รุ่นปัจจุบัน โดยเปลี่ยนส่วนท้ายให้มีลักษณะและคุณสมบัติเหมือนรถเก๋งตรวจการณ์ รวมทั้งปรับห้องโดยสารให้เป็นรถ 4+1 ที่นั่ง ซึ่งมีประตูบานท้ายเป็นประตูใหญ่ที่เปิด/ปิดด้วยระบบไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อมิติตัวถัง คือ ยังคงยาว 5.049 ม. และกว้าง 1.937 ม. เท่าเดิม จะมีรถให้เลือกรวม 5 โมเดล คือ รถเบนซิน PANAMERA 4 SPORT TURISMO-PANAMERA 4S SPORT TURISMO-PANAMERA TURBO SPORT TURISMO รถดีเซล PANAMERA 4S DIESEL SPORT TURISMO และรถไฮบริด PANAMERA 4 E-HYBRID SPORT TRISMO

 

PORSCHE 911 GT3

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_5310 copy

 

ผลงานชิ้นสุดท้ายของค่าย โพร์เช คือ โพร์เช 911 จีที 3 (PORSCHE 911 GT3) ก็เป็นรถที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน เป็นรถที่กำลังจะเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2013 ตัวถังขนาด 4.562×1.852×1.271 ม. ที่ออกแบบให้นั่งเพียง 2 คนและมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.33 ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดตรงหายใจอากาศธรรมดา DOHC 6 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 3,996 ซีซี 368 กิโลวัตต์/500 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ สมรรถนะความเร็วเมื่อติดตั้งเกียร์ธรรมดาพร้อมระบบ LAUNCH CONTROL อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะทำได้ใน 3.9 วินาที 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 11.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. หากใช้เกียร์คลัทช์คู่ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 3.4 วินาที 11.0 วินาที และ 318 กม./ชม. ค่าตัวในเยอรมนีเริ่มต้นที่ 152,416 ยูโร หรือประมาณ 5.79 ล้านบาทไทย

 

 

SEAT IBIZA

 

DSC_5028 copy

 

เซอัต (SEAT) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสเปนเพียงรายเดียวเรียกความสนใจจากผู้คนด้วยรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดซูเพอร์มีนี เซอัต อีบิซา (IBIZA) ซึ่งเปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดบางส่วนผ่านสื่อต่างเมื่อเดือนมกราคม 2017 แต่ผู้คนเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงไม่จริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ นับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 5 กำลังจะออกตลาดตอนกลางปีไก่ เพื่อสืบสานภารกิจและยอดขายของรถ 4 รุ่นแรก ซึ่งเป็นรถยอดนิยมของค่ายนี้ เพราะขายในทุกตลาดไปแล้วมากกว่า 5.4 คัน ที่แตกต่างอย่างสำคัญจากรถรุ่นก่อนซึ่งมีตัวถังให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบคซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT IBIZA ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบคซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT IBIZA SC และตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT IBIZA ST ก็คือ รถรุ่นใหม่นี้จะมีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบคอย่างที่เห็นในภาพ เป็นตัวถังที่สั้นกว่าแคบกว่าและสูงกว่ารถรุ่นเดิม 0.2 8.7 และ 0.1 ซม. ตามลำดับ

 

 

SKODA OCTAVIA RS 245

 

DSC_5580 copy

 

สโกดา (SKODA) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพียงรายเดียวของสาธารณรัฐเชค ซึ่งผู้บริหารยังยิ้มไม่หุบจากผลประกอบการในรอบปี 2016 ที่ขายรถในทุกตลาดได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1,127,700 คัน นำผลงานใหม่ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” รวม 4 ชิ้น เนื่องจากเนื้อที่จำกัดจึงเลือกเพียง 1 คัน ที่เห็นว่าน่าสนใจที่สุดมานำเสนอ คือ รถเก๋งซีดานขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ สโกดา อกตาวีอา อาร์เอส 245 (SKODA OCTAVIA RS 245) โมเดลหัวกะทิของรถอนุกรม อกตาวีอา (OCTAVIA) รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในเมืองแม่ก่อนสิ้นปีลิงไต่ราว รถแรงและเร็วโมเดลนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ จนได้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า อันเป็นที่มาของชื่อรุ่น ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

 

 

FERRARI 812 SUPERFAST

 

DSC_4664 copy

 

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนี เรียกความสนใจจากผู้คนได้อย่างล้นหลาม ด้วยรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” 2 คัน ซึ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คันหนึ่งตัวถังเคลือบสีแดงสะดุดตา อีกคันหนึ่งเป็นรถสีเงินเข้ม และทั้งคู่ติดป้ายชื่อ แฟร์รารี 812 ซูเพอร์ฟาสต์ (FERRARI 812 SUPERFAST) เป็นรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” โมเดลใหม่ล่าสุด และผู้ผลิตกล่าวอ้างว่า เป็นรถที่ทรงพลังที่สุดและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของค่าย “ม้าลำพอง” ไม่ใช่รถที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคันแต่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถ แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา (FERRARI F12 BERLINETTA) ซึ่งอยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2012 ใช้รหัส 8 เพราะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงหายใจอากาศธรรมดาขนาดความจุ 6,496 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 800 แรงม้า รหัส 12 เพราะเป็นเครื่องยนต์ DOHC วี 12 สูบ 65 ส่วนชื่อท้ายบ่งบอกความหมายในตัว

 

 

LAMBORGHINI HURACAN PERFORMANTE

 

DSC_4945 copy

 

งานนี้ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ท “กระทิงดุ” ดูเงียบไปหน่อย เพราะมีจุดสนใจในบูธเพียงคันเดียว คือ ลัมโบร์กินี อูรากัน เปอร์ฟอร์มันเต (LAMBORGHINI HURACAN PERFORMANTE) ซึ่งเป็นรถตลาดอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นพัฒนาการล่าสุดของรถ ลัมโบร์กินี อูรากัน (LAMBORGHINI HURACAN) ซึ่งเริ่มการจำหน่ายเมื่อต้นปี 2014 และเป็นรถตลาดซึ่งสร้างสถิติความเร็วที่สนามแข่ง/ทดสอบรถ NURBURGRING NORDSCHLEIFE ในเยอรมนี โดยสามารถทำเวลาต่อรอบที่ต่ำเพียง 6 นาที 52.01 วินาที รถโมเดลนี้มีขนาดตัวถัง 4.506×1.924×1.165 ม. และมีน้ำหนักรถเปล่า 1,382 กก. ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 10 สูบ 90 องศา 5,204 ซีซี 470 กิโลวัตต์/640 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 2.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด ผู้ผลิตไม่ระบุตัวเลขชัดเจน บอกเพียงว่าสูงกว่า 325 กม./ชม.

 

 

PEUGEOT INSTINCT CONCEPT

 

DSC_4255 copy

 

มีรถแนวคิดในงานนี้นับสิบคัน ทั้งรถแนวคิดเมืองเบียร์ รถแนวคิดเมืองผู้ดี รถแนวคิดเมืองน้ำหอม รถแนวคิดเมืองยุ่น และรถแนวคิดเมืองโสม ตัดสินด้วยสายตาไม่ถึงกับนับจำนวนคนที่เดินเข้าสู่บูธ ก็น่าจะฟันธงได้ว่าคันที่เรียกความสนใจจากผู้คนได้ล้นหลามที่สุด คือ เปอโฌต์ อินสติงท์ คอนเซพท์ (PEUGEOT INSTINCT CONCEPT) ที่อวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ในบูธของค่าย “สิงห์เผ่น” เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งซีดานขนาดกลางที่วิ่งได้ด้วยตัวเอง และเป็นต้นแบบของรถตลาดที่มีกำหนดออกโชว์รูมภายในปี 2018 พร้อมกับป้ายชื่อ เปอโฌต์ 508 (PEUGEOT 508) ตัวถังซึ่งมีจุดเด่นสะดุดตาสะดุดใจอยู่มากมาย รวมทั้งประตูข้างที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลาง และแผงกระจังหน้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่โตมโหฬาร อัดแน่นไปด้วยสรรพเทคโนโลยีที่ค่าย “สิงห์เผ่น” กำลังพัฒนาเพื่อใช้กับรถในอนาคต รวมทั้งระบบ AUTONOMOUS DRIVE หรือ “ขับได้ไม่ต้องง้อผู้ขับ” ที่ตอนนี้ใครไม่ทำก็ถือว่าเชย

 

 

CITROEN C-AIRCROSS CONCEPT

 

DSC_3866 copy

 

รถแนวคิดสายพันธุ์ฝรั่งเศสอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ซีตรอง ซี-แอร์ครอสส์ คอนเซพท์ (CITROEN C-AIRCROSS CONCEPT) ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้เดินเข้าสู่บูธของค่าย “จ่าโท” ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนโชว์รูมรถในอนาคต เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของ COMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นผลลัพธ์ของแนวทางการออกแบบตัวถังที่เห็นกันมาก่อนแล้วในรถตลาด ซีตรอง เซ ตรัวส์ (CITROEN C3) รุ่นล่าสุด ตัวถังซึ่งติดตั้งประตูข้างแบบเปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลางและมีหลังคาแบบ PANAROMIC SUNROOF มีห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างล้ำยุคล้ำสมัยตามปรัชญาของค่ายนี้ที่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า CITROEN ADVANCED COMFORT PHILOSOPHY ตัวอย่างเช่น พวงมาลัยแบบก้านเดียว ระบบชาร์จไฟสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย การแทนที่กระจกมองข้างด้วยกล้องถ่ายภาพ ฯลฯ

 

 

DS7 CROSSBACK

 

DSC_3876 copy

 

ในบูธของค่าย เดแอส (DS) ที่เพิ่งแยกตัวเป็นเอกเทศจากค่าย ซีตรอง (CITROEN) ได้ไม่กี่ปี มีรถใหม่ที่สมควรนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเพียงแบบเดียว คือ รถติดป้ายชื่อ เดแอส 7 ครอสส์แบค (DS7 CROSSBACK) ที่กำลังจะออกจำหน่ายในเมืองน้ำหอมและอีกหลายตลาดในทวีปยุโรป เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับ “พรีเมียม” ที่มีระบบขับให้เลือกถึง 3 แบบ คือ ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินรวม 3 ขนาด (130/180/225 แรงม้า) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์ดีเซลรวม 2 ขนาด (130/180 แรงม้า) และขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า E-TENSE เป็นระบบที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 147 กิโลวัตต์/200 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด (ขนาด 80 และ 90 กิโลวัตต์) และเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 221 กิโลวัตต์/300 แรงม้า มีข้อแม้ว่าต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 จึงจะมีระบบไฮบริดที่ว่านี้ให้เลือกใช้

 

 

RENAULT ZOE E-SPORT CONCEPT

 

DSC_4581 copy

 

รถใหม่สายพันธุ์ฝรั่งเศสคันสุดท้ายที่จะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในรายงานนี้ คือ เรอโนลต์ โซ อี-สปอร์ท คอนเซพท์ (RENAULT ZOE E-SPORT CONCEPT) เป็นผลงานของค่ายยักษ์ใหญ่ และยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดไม่ใช่รถตลาดที่กำลังจะออกโชว์รูม เป็นรถแนวคิด 2 ที่นั่ง ซึ่งพัฒนาจากรถพลังไฟฟ้า เรอโนลต์ โซ (RENAULT ZOE) ที่ผู้ใช้รถในเมืองน้ำหอมคุ้นเคยกันดี รวมทั้งเป็นรถที่มีคำประกาศยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่ต้นแบบของรถที่จะผลิตขาย แต่ทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงทำได้อย่างไร ? ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้า อีกชุดหนึ่งขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 340 กิโลวัตต์/460 แรงม้า ส่วนอุปกรณ์ป้อนพลังไฟฟ้าเป็นแบทเตอรีขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งหนักถึง 450 กก. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 3.2 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดซึ่งทำได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที จำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม.

 

 

MCLAREN 720S

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4731 copy

ค่าย แมคลาเรน ซึ่งกลายเป็นลูกค้าขาประจำของมหกรรมยานยนต์เจนีวาไปแล้ว กำหนดจุดโฟคัสความสนใจไว้ที่ แมคลาเรน 720 เอส (MCLAREN 720S) ซึ่งเป็นอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถที่เพิ่งเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ แมคลาเรน 650 เอส (MCLAREN 650S) รวมทั้งเป็นพัฒนาการล่าสุดของรถ SUPER SERIES ที่ค่ายนี้ผลิตขายปัจจุบัน ตัวถังขนาด 4.543×1.930×1.196 ม. ที่นั่งได้เพียง 2 คน และมีโครงสร้างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC วี 8 สูบ 3,994 ซีซี 720 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 2.9 วินาที 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 7.8 วินาที 0-300 กม./ชม. ทำได้ใน 21.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 341 กม./ชม. ค่าตัวในอังกฤษเริ่มต้นที่ 208,600 ปอนด์ หรือประมาณ 9.40 ล้านบาทไทย

 

 

ASTON MARTIN VALKYRIE

 

DSC_4130 copy

 

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทและรถสมรรถนะสูงของเมืองผู้ดี อวดผลงานใหม่ในงานนี้หลายคัน คันที่สมควรนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในรายงานนี้ คือ รถสปอร์ทซึ่งอาศัยฤกษ์ดีของงานนี้ ประกาศการเปลี่ยนชื่อ จากชื่อรหัส เอเอม-อาร์บี 001 (AM-RB 001) เป็นชื่อใหม่ คือ แอสตัน มาร์ทิน วัลคีรี (ASTON MARTIN VALKYRIE) เพื่อสืบสานตำนานของค่ายนี้ ซึ่งนิยมตั้งชื่อรุ่นที่มีอักษร V นำหน้า ตัวอย่างเช่น VANTAGE VIRAGE VANQUISH และ VULCAN เป็นผลงานจากความร่วมมือกับทีมแข่งรถฟอร์มูลา-1 ของค่าย “กระทิงแดง” RED BULL และเป็นต้นแบบของรถสปอร์ท “ไฮเพอร์คาร์” ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2019 พร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินหายใจอากาศธรรมดา วี 12 สูบ 6.5 ลิตร ที่ออกแบบ/พัฒนาโดย คอสเวิร์ธ (COSWORTH) ผู้ชำนัญการด้านเครื่องยนต์อันเลื่องชื่อของเมืองผู้ดี ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์ 7 จังหวะ และให้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 900 แรงม้า

 

 

BENTLEY EXP12 SPEED 6E CONCEPT

 

DSC_5207 copy

 

รถพลังไฟฟ้าอีกคันหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ เบนท์ลีย์ อีเอกซ์พี 12 สปีด 6 อี คอนเซพท์ (BENTLEY EXP12 SPEED 6E CONCEPT) ซึ่งหน้าตาเหมือนรถที่กำลังจะออกโชว์รูม แต่ที่จริงยังเป็นเพียงรถแนวคิดไม่ใช่รถตลาดสมบูรณ์แบบ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ (ROADSTER) ขนาดกลางที่ออกแบบให้นั่งได้เพียง 2 คน รวมทั้งเป็นต้นแบบของรถหรูและแรงแบบที่ 5 ของค่ายนี้ ซึ่งมีกำหนดเริ่มการผลิตในปี 2019 นอกจากหน้าตาและรายละเอียดทั้งภายนอกและภายในของตัวถังยาวประมาณ 4.60 ม. ที่ทำขึ้นเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของผู้คนแล้ว จุดที่น่าสนใจในรถแนวคิดคันนี้ คือ ระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ เป็นระบบขับซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้า อีกชุดหนึ่งขับล้อคู่หลัง และใช้แบทเตอรีที่ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนตัวอักษร T และติดตั้งตามยาวบนพื้นรถ

 

 

RANGE ROVER VELAR

 

DSC_4381 copy

 

รถสายเลือดผู้ดีอีกแบบหนึ่งที่เลือกมาให้ชื่นชมกันไม่เลือกไม่ได้ คือ รถอนุกรมใหม่ติดป้ายชื่อ เรนจ์ โรเวอร์ วีลาร์ (RANGE ROVER VELAR) ซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่พิพิธภัณฑ์ THE DESIGN MUSEUM ในอังกฤษเมื่อวันพุธที่ 1 มีนาคม 2017 และออกงาน “อินเตอร์” เป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์อนุกรมใหม่ของค่าย แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ที่ต้องรอจนถึงฤดูร้อนของปีไก่จึงจะเริ่มการจำหน่าย ตัวถังขนาด 4.803×2.145 (รวมกระจกมองข้าง)x1.665 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.32-0.36 และมีน้ำหนักรถเปล่า 1,804-1,959 กก. ระบบขับเคลื่อนเลือกไม่ได้เพราะมีแบบเดียว คือ ขับทุกล้อ ส่วนเครื่องยนต์มีให้เลือกอย่างจุใจถึง 5 ขนาด ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซล เครื่องแรงที่สุดเป็นเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,995 ซีซี ติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 280 กิโลวัตต์/380 แรงม้า

 

 

VOLVO XC60

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4188 copy

 

ผู้ผลิตรถยนต์เมืองฟรีเซกซ์ซึ่งเจ้าของนั่งจิบชาอยู่ในเมืองมังกรใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถ โวลโว เอกซ์ซี 60 (VOLVO XC60) รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 และเป็นรุ่นแรกที่มีระบบขับไฮบริดให้เลือกใช้ด้วย เริ่มการผลิตไปแล้วเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่โรงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทอร์สลันดา (TORSLANDA) ของสวีเดน เป็นโรงงานเดียวกันกับรถรุ่นแรกซึ่งในช่วงเวลา 9 ปีที่อยู่ในตลาด ขายทั่วโลกไปแล้วเกือบ 1 ล้านคัน ผู้ผลิตยืนยันว่า รถรุ่นใหม่นี้นับเป็นหนึ่งในบรรดารถปลอดภัยที่สุดที่ค่าย โวลโว เคยผลิต และในช่วงแรกจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 4 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน T5 254 แรงม้า เครื่องเบนซิน T6 320 แรงม้า เครื่องดีเซล D4 190 แรงม้า และเครื่องดีเซล D5 235 แรงม้า ส่วนระบบขับไฮบริดที่กล่าวข้างต้น เป็นระบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ได้กำลังสุทธิสูงสุด 407 แรงม้า

 

 

PININFARINA H600

 

DSC_5415 copy

 

สำนักออกแบบชื่อก้องของเมืองมะกะโรนี มีผลงานใหม่ 2 ชิ้น ตัดสินใจเลือกมาเพียงชิ้นเดียว คือ รถแนวคิด ปินินฟารินา เอช 600 (PINIFARINA H600) ซึ่งอวดตัวในงานนี้แบบ “ครั้งแรกในโลก” เป็นผลงานจากความร่วมมือของสำนักออกแบบนี้กับค่าย HYBRID KINETIC GROUP ของฮ่องกง ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้า ตัวถังซีดาน 4/5 ที่นั่ง ขนาด 5.200×2.000×1.494 ม. ซึ่งเป็นผลงานของฝ่ายอิตาลี มีจุดเด่นสะดุดตาอยู่หลายจุด รวมทั้งประตูข้างที่เปิดแยกจากกันแบบประตูตู้กับข้าวอย่างที่เห็นในภาพ ส่วนระบบขับซึ่งเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายจีน เป็นระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่ออกแบบ/พัฒนาโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้รถหมดห่วงเรื่องการชาร์จไฟ เพราะมีอุปกรณ์ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า MICROTURBINE GENERATOR RANGE EXTENDER ช่วยป้อนพลังไฟเพื่อยืดระยะการเดินทาง สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. และมีพิสัยเดินทางไกลกว่า 1,000 กม.

 

 

ITALDESIGN POP.UP

 

DSC_5493 copy

 

เรียกความสนใจจากผู้คนได้อย่างล้นหลาม คือ CONCEPT VEHICLE SYSTEM หรือแนวคิดระบบยานพาหนะ ติดป้ายชื่อ อิตัลดีไซจ์น พอพ.อัพ (ITALDESIGN POP.UP) ซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นผลงานของสำนักออกแบบเมืองมะกะโรนี ซึ่งปัจจุบันตกอยู่ใต้ร่มเงาของค่าย โฟล์คสวาเกน กรุพ กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินแอร์บัส (AIRBUS) อันยิ่งใหญ่ อธิบายได้อย่างย่นย่อว่า เป็นระบบการเดินทางด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่ออกแบบ/พัฒนาเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดเพราะไปได้ทั้งทางบกและทางอากาศ แยกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนบน (AIR MODULE) ซึ่งมีขนาด 4.403×5.000×0.847 ม. ทำหน้าที่เหมือนเรือบินบรรทุกเมื่อเดินทางทางอากาศ ส่วนล่าง (GROUMD MODULE) ซึ่งมีขนาด 3.115×1.900×0.681 ม. ทำหน้าที่เป็นรถบรรทุกเมื่อเดินทางทางบก และส่วนกลาง (CAPSULE) ซึ่งมีขนาด 2.647×1.540×1.415 ม. และหนัก 200 กก. เป็นห้องโดยสารแบบแคพซูลที่นั่งได้รวม 2 คน

 

 

SUZUKI SWIFT

 

DSC_4519 copy

 

ปรากฏตัวแบบ EUROPEAN PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในยุโรป” คือ อีโคคาร์ ซูซูกิ สวิฟท์ (SUZUKI SWIFT) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 3 เช่นเดียวกับรถรุ่นก่อนๆ รถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ขนาด 3.840×1.735×1.495-1.520 ม. ที่นั่งได้รวม 5 คน และมีน้ำหนักตัวพร้อมขับ 840-970 กก. เป็นตัวถังทำขึ้นใหม่ทั้งหมดที่มีขนาดใกล้เคียงกับรถรุ่นเดิม แต่น้ำหนักตัวกลับลดลงมาก คือ บางโมเดลลดลงถึง 120 กก. ทั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของการเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนที่ทำจากเหล็กกล้ากำลังสูงที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ULTRA-HIGH-STRENGTH STEEL หน้าตาและรูปทรงของตัวถังที่ว่านี้ดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เริ่มการจำหน่ายในตลาดยุโรปไปแล้ว มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,242 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 3 สูบเรียง 998 ซีซี 82 กิโลวัตต์/112 แรงม้า

 

 

TOYOTA I-TRIL

 

DSC_4633 copy

 

ยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นวางจุดดึงดูดความสนใจไว้ที่ โตโยตา ไอ-ทริล (TOYOTA I-TRIL) รถแนวคิดสายเลือดซามูไรเพียงคันเดียว ซึ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นผลงานที่ทำในยุโรปโดยศูนย์ออกแบบ ED2 ของค่ายนี้ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของฝรั่งเศส และเป็นรถที่ออกแบบ/พัฒนาโดยมีหญิงเดี่ยววัย 30-50 ปี ซึ่งมีเรือพ่วง 2 ลำเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยมีข้อแม้ว่าหญิงเดี่ยวที่ว่านี้ต้องนิยมการใช้ชีวิตที่มีสีสันและอาศัยอยู่ใน SMESTO (SMALL TO MEDIUM SIZED TOWN) คือ เมืองขนาดเล็กถึงกลาง ตัวถังหนัก 600 กก. ยาว 2.830 ม. และสูง 1.460 ม. ซึ่งมีช่วงล้อหน้ากว้าง 1.200 ม. และช่วงล้อหลังกว้าง 0.600 ม. มีประตูข้างที่เปิด/ปิดแบบปีกผีเสื้อ มีห้องโดยสารที่นั่งได้ 1+2 คน และมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 4 ม. เป็นรถขับล้อหลังด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่มีผู้ขับก็ได้ไม่มีก็ได้และประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งจะไปได้ไกลกว่า 200 กม.

 

 

TOYOTA YARIS HYBRID

 

DSC_3677 copy

 

เป็นข่าวมาก่อนแล้วแต่ผู้คนเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงไม่จริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ โตโยตา ยาริส (TOYOTA YARIS) รุ่นใหม่ซึ่งไม่รถรุ่นใหม่แท้ แต่เป็นรถรุ่นเดิมที่ได้รับการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” กำลังจะออกจำหน่ายในตลาดยุโรป ในตัวถังขนาด 3.945×1.695×1.510 ม. ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากรถรุ่นเดิม คันที่เห็นในภาพ คือ โตโยตา ยาริส ไฮบริด (TOYOTA YARIS HYBRID) ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,497 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ 1NZ-FXE) ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าชุดเดียว ได้กำลังสุทธิสูงสุด 74 กิโลวัตต์/100 แรม้า และส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 11.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 165 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3.3 ลิตร/100 กม. และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 75 กรัม/กม.

 

 

LEXUS LS 500H

 

DSC_3721 copy

 

ที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เมื่อกลางเดือนมกราคมปีนี้ ยอดผู้ผลิตรถระดับ “พรีเมียม” ของเมืองยุ่นเรียกความสนใจจากผู้คนโดยการเปิดตัวรถธงรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 5) ที่กำลังจะออกสู่โชว์รูมพร้อมกับป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอส 500 (LEXUS LS 500) และเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 310 กิโลวัตต์/415 แรงม้า ในงานนี้ค่าย เลกซัส เติมเต็มแก่รถแอลเอส-ซีรีส์ โดยการนำรถที่ติดตั้งระบบขับไฮบริด คือ เลกซัส แอลเอส 500 เอช (LEXUS LS 500H) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เป็นระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟที่ค่ายนี้เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่และตั้งชื่อว่า LEXUS MULTI STAGE HYBRID SYSTEM ระบบนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 6 3.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ไฮดไรด์ (LITHIUM-ION HYDRIDE) ได้กำลังสุทธิสูงสุด 264 กิโลวัตต์/264 แรงม้า

 

 

MITSUBISHI ECLIPSE CROSS

 

DSC_4880 copy

 

ตัวเอกในบูธของค่าย “สามเพชร” คือ มิตซูบิชิ เอคลิพส์ ครอสส์ (MITSUBISHI ECLIPSE CROSS) หนึ่งในบรรดารถ เอสยูวี สายพันธุ์ยุ่นรวม 3 แบบซึ่งปรากฏตัว WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็น COMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ในตัวถังขนาด 4.405×1.805×1.685 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง เป็นรถผลิตในญี่ปุ่นซึ่งไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 นี้จะเริ่มลงเรือไปขึ้นบกที่ยุโรป หลังจากนั้นจึงจะเริ่มการจำหน่ายในญี่ปุ่น ในอเมริกาเหนือ ในออสเตรเลีย และในภูมิภาคอื่นๆ (ไม่มีการระบุชื่อประเทศไทยไว้ด้วย) ในตลาดยุโรปรถอนุกรมใหม่นี้จะมีแบบขับเคลื่อนทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 1.5 ลิตร ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่และทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 2.2 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

 

 

HONDA CIVIC TYPE R

 

DSC_4467 copy

 

อวดตัวในลักษณะรถแนวคิดมาแล้วหลายงาน ที่งานนี้รถแฮทช์แบคติดป้ายชื่อ ฮอนดา ซีวิค ไทพ์ อาร์ (HONDA CIVIC TYPE R) ปรากฏตัวให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่ในสภาพของรถตลาดสมบูรณ์แบบ เป็นรถเล็กแต่ร้อนแรงอย่างที่นิยมเรียกกันในยุโรปว่าฮอทแฮทช์ (HOT HATCH) ตัวถังซึ่งยาวกว่ากว้างกว่าและเตี้ยกว่ารถรุ่นเดิมผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันของทีมงานในทวีปยุโรป จนทำให้แข็งแรงกว่าและมีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำกว่ารถรุ่นเดิมถึง 3.4 ซม. ส่วนเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,996 ซีซี ที่ยกทั้งบลอคจากรถรุ่นเดิม ก็ได้รับการปรับแต่งจนกำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 235 กิโลวัตต์/320 แรงม้า คือ เพิ่มขึ้น 10 แรงม้า จะเริ่มการเมื่อเริ่มฤดูร้อนของปี 2017 ที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองสวินดอน (SWINDON) ของอังกฤษ นอกจากในยุโรปยักษ์รองของเมืองยุ่นตั้งใจจะส่งไปขายทั่วโลก รวมทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา (ไม่ระบุชื่อประเทศไทยเช่นกัน)

 

 

SUBARU XV

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4977 copy

 

ที่งานเดียวกันนี้เมื่อปีกลายรถ เอสยูวี ติดป้ายชื่อ ซูบารุ เอกซ์วี (SUBARU XV) ปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกแต่ยังติดป้ายว่าเป็น CONCEPT CAR หรือรถแนวคิด ปีนี้รถชื่อเดียวกันอวดตัวอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้มีสภาพเป็นรถตลาดที่พร้อมจะออกโชว์รูมแล้ว รถรุ่นใหม่ซึ่งเป็นรุ่น 2 นี้ อยู่ในตัวถังขนาด 4.465×1.800×1.615 ม. ที่รูปทรงองค์เอวดูเหมือนกันมากกับตอนที่ยังเป็นรถแนวคิด ที่น่าเสียดาย ก็คือ หน้าตาที่เปลี่ยนไปแยะ คือ ดูเรียบขึ้นไม่หวือหวาเหมือนตอนเป็นรถแนวคิด รูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ว่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ไม่ต้องติดป้ายชื่อก็เดาได้เลยว่าเป็น ซูบารุ เอกซ์วี ตัวจริงเสียงไม่จริงที่แสดงในงานเป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 1,995 ซีซี 115 กิโลวัตต์/156 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่องที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า LINEARTRONIC

 

 

KIA PICANTO

 

DSC_3980 copy

 

รถตลาดอีกแบบหนึ่งที่อวดตัวในงานนี้แบบ “ครั้งแรกในโลก” คือ รถเก๋งแฮทช์แบคซูเพอร์มีนี เกีย ปิกันโต (KIA PICANTO) ซึ่งเมื่อจำหน่ายในเมืองโสมจะติดป้ายชื่อ เกีย มอร์นิง (KIA MORNING) เป็นรถรุ่นใหม่อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ALL-NEW และเป็นผลงานออกแบบของทีมงานทั้งในเกาหลีใต้และในเยอรมนี ตัวถังขนาด 3.595×1.595×1.485 ม. คือเท่ากันในทุกมิติกับรถรุ่นเดิมซึ่งเริ่มขายเมื่อปี 2011 แต่ช่วงฐานล้อขยายจาก 2.385 เป็น 2.400 ม. มีห้องโดยสารให้เลือก 2 แบบ คือ แบบนั่งได้รวม 4 คน กับแบบนั่งได้ถึง 5 คน เครื่องยนต์มี 3 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 3 สูบเรียง 998 ซีซี 49 กิโลวัตต์/67 แรงม้า เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 3 สูบเรียง 998 ซีซี 74 กิโลวัตต์/100 แรงม้า และเครื่องเบนซิน 4 สูบเรียง 1,248 ซีซี 62 กิโลวัตต์/84 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เลือกได้ระหว่างอเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

 

 

HYUNDAI FE FUEL CELL CONCEPT

 

DSC_4897 copy

 

ในงานนี้มีรถแนวคิดพลังโสมขาวอยู่รวม 2 คัน ที่ปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” แต่ที่สมควรนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในรายงานนี้มีอยู่เพียงคันเดียว คือ ฮันเด เอฟอี ฟิวล์ เซลล์ คอนเซพท์ (HYUNDAI FE FUEL CELL CONCEPT) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นแบบของรถ เอสยูวี อนุกรมใหม่ ที่ยักษ์ใหญ่เมืองโสมตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2018 (ชื่อ FE มาจาก FUTURE ECO) เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถพลังไฟฟ้า ที่ได้พลังไฟจากเซลล์เชื้อเพลิง หรือ FUEL CELL ตามชื่อรถ เป็นระบบพลังที่ค่ายนี้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และใช้มาแล้วในรถพลังไฟฟ้าหลายรุ่นหลายแบบ ระบบที่ใช้ในรถแนวคิดคันนี้ยักษ์ใหญ่ของเมืองโสมบอกว่า มีน้ำหนักเบากว่าระบบเดิมร้อยละ 20 และมีประสิทธิภาพกว่าระบบเดิมร้อยละ 10 ส่วนเส้นสายของตัวถังรถที่ดูลื่นไหลมาก ก็ยืนยันว่าออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจาก NATURE AND WATER คือ ธรรมชาติและสายน้ำ

 

 

SSANGYONG KORANDO

 

DSC_4771 copy

 

ยักษ์เล็กของเมืองโสมใช้งานนี้เป็นที่อวดตัว ซังยง โครันโด (SSANGYONG KORANDO) รุ่นที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ซึ่งไตรมาสสองของปีไก่นี้จะเริ่มการจำหน่ายในตลาดยุโรป เป็น COMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ในตัวถังขนาด 4.410×1.830×1.675-1.170 ม. ซึ่งไม่เข้าใจว่าออกแบบกันอย่างไร ? หน้าตาจึงดูแย่กว่าเดิม (ตัดสินจากสายตาของผู้รายงาน) รถที่จำหน่ายในยุโรปจะมีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าแบบขับทุกล้อ และจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 110 กิโลวัตต์/149 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ กับเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2,157 ซีซี 131 กิโลวัตต์/178 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะเช่นกัน

 

 

TATA NEXON GENEVA EDITION

 

DSC_3931 copy

 

ปิดรายงานด้วยผลงานของค่าย ทาทา มอเตอร์ส (TATA MOTORS) ซึ่งให้ความสำคัญเป็นอย่างมากแก่งานนี้ โดยนำผลงานใหม่ออกอวดตัวหลายคันทั้งรถแนวคิดและรถตลาด ที่เลือกมาเพียงคันเดียว คือ ทาทา เนกซัน เจนีวา เอดิชัน (TATA NEXON GENEVA EDITION) จะเรียกว่าเป็นรถตลาดก็ยังไม่ใช่ เป็นรถแนวคิดก็ไม่เชิง ที่แน่ๆ ก็คือเป็นรถที่ทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับงานนี้ตามชื่อรถ อาศัย SUBCOMPACT SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่กำลังจะออกจำหน่ายในเมืองภารตะพร้อมกับป้ายชื่อ ทาทา เนกซัน (TATA NEXON) เป็นพื้นฐาน แล้วปรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางจุดทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสารเพื่อให้สมกับที่เป็นรถคันพิเศษสำหรับงานพิเศษ ตัวถังขนาด 3.995×1.811×1.607 ม. ซึ่งหน้าตาดูพิกล ได้พลังขับเคลื่อนล้อจากเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเรียง 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา และผู้จัดงาน
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2560
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jw2wr

บทความที่เกี่ยวข้อง

มหกรรมยานยนต์ เซี่ยงไฮ้ 2017
มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ 2017
มหกรรมยานยนต์ ปารีส 2016
มหกรรมยานยนต์ปักกิ่ง 2016
มหกรรมยานยนต์เจนีวา 2016
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th