บทความ

มหกรรมยานยนต์เจนีวา 2017


เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานของ “สื่อสากลฯ” เดินทางไปเยือนศูนย์นิทรรศการ ปาเลกซ์โป (PALEXPO) ของเมืองสวิสส์ เพื่อทำข่าวงานแสดงรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” ขนานแท้และดั้งเดิม ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษว่า INTERNATIONAL MOTOR SHOW AND ACCESSORIES ในภาษาฝรั่งเศสว่า SALON INTERNATIONALE DE L’AUTO ET ACCESSOIRES ในภาษาเยอรมันว่า INTERNATIONALER AUTO-SALON UND ZUBEHOR ในภาษาอิตาลีว่า SALONE INTERNAZIONALE DELL’AUTO ED ACCESSORI และเรียกเป็นไทยตามสไตล์ “สื่อสากลฯ” ว่า มหกรรมยานยนต์เจนีวา

และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ทีมงานของเรามั่นใจว่า เมื่อเทียบกับงานแสดงรถยนต์ระดับ “ทอพไฟว์” อีก 4 รายการ ได้แก่ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ของสหรัฐอเมริกา มหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทของเยอรมนี มหกรรมยานยนต์ปารีสของฝรั่งเศส และมหกรรมยานยนต์โตเกียวของญี่ปุ่น รวมทั้งเมื่อวัดจากจำนวนของบริษัทรถยนต์ที่ร่วมงานและรายชื่อของรถที่แสดงในงาน ไม่ใช่วัดจากความยิ่งใหญ่ของงานและพื้นที่จัดงาน ก็น่าจะกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า งานที่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกให้ความสำคัญที่สุด ก็คือ มหกรรมยานยนต์เจนีวา ซึ่งมีขึ้นทุกปีไม่มีเว้นนี่เอง

 

ในฉบับเดือนมีนาคม 2560 และในรายงานข่าวมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ 2017 เราเล่าให้ฟังว่า “มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ รสชาติค่อนข้างกร่อยด้วย 2 สาเหตุ สาเหตุแรก คือ การหายหน้าหายตาไปของผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญหลายราย เมื่อปีกลายเรารายงานไปแล้วว่า ไม่มีทั้ง แฟร์รารี (FERRARI) แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) แจกวาร์ (JAGUAR) และ แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ปีนี้ยิ่งหนักขึ้นอีก เพราะแม้แต่ โพร์เช (PORSCHE) ก็ยังไม่มี” แต่ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดนี้ ทุกรายที่กล่าวข้างต้นมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และน่าจะกล่าวได้ว่ารถยนต์ระดับ “อินเตอร์” เพียงยี่ห้อเดียวที่หายหน้าหายตาไป คือ มีนี (MINI)

 

ก่อนการเดินทางเราคาดหมายกันว่า น่าจะได้พบรถพลังงานไฟฟ้าและรถไฮบริดรุ่นใหม่ๆ แบบใหม่ๆ ที่งานนี้ ผลลัพธ์ปรากฏว่า ผิดความคาดหมายไปมาก เพราะมีให้พบมีให้เห็นไม่มากเท่าที่คาด ที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนแต่ได้พบได้เห็นและได้ยินที่งานนี้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ของ เอสยูวี หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งหลายแบบหลายรุ่น ส่วนเรื่องหลังจัดเป็นข่าวดังในรอบปี คือ การขายกิจการของค่ายโอเพล/วอกซ์ฮอลล์ (OPEL/VAUXHALL)

 

เอสยูวี หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งที่กล่าวข้างต้น มีทั้งรถสายพันธุ์ยุโรป คือ เรนจ์ โรเวอร์ วีลาร์ (RANGE ROVER VELAR) ซึ่งเป็นรถอนุกรมใหม่เอี่ยมแกะกล่องของค่ายอังกฤษ โอเพล ครอสส์แลนด์ เอกซ์ (OPEL CROSSLAND X) รถขนาดจิ๋วอนุกรมใหม่ล่าสุดของค่ายเยอรมัน และ เดแอส 7 ครอสส์แบค (DS7 CROSSBACK) ผลงานใหม่ของค่ายฝรั่งเศส มีทั้งรถสายเลือดซามูไร คือ ซูบารุ เอกซ์วี (SUBARU XV) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของรถยอดนิยมติดตราดาวลูกไก่ มิตซูบิชิ เอคลิพส์ ครอสส์ (MITSUBISHI ECLIPSE CROSS) รถที่ค่ายสามเพชรออกแบบ/พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับตลาดยุโรป และนิสสัน กัชไก (NISSAN QASHQAI) รถรุ่นที่ 2 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และก็มีแม้กระทั่งรถ เอสยูวี พลังโสม คือ ซังยง โครันโด (SSANGYONG KORANDO) ซึ่งเพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” เช่นกัน ข้อมูลบางส่วนของรถ เอสยูวี เหล่านี้ บรรจุไว้แล้วใน 18 หน้าถัดไป

 

ส่วนข่าวใหญ่ คือ ข่าวการขายกิจการของ โอเพล/วอกซ์ฮอลล์ (OPEL/VAUXHALL) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการจัดงานนี้ ก็พอจะสรุปได้อย่างสั้นๆ ว่า ยักษ์ใหญ่ จีเอม (GM) ของสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดของ โอเพล ในเยอรมนี และวอกซ์ฮอลล์ ในอังกฤษ ซึ่งเมื่อปี 2016 มีผลการขาดทุนมากกว่า 200 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 7,600 ล้านบาทไทย ให้แก่กลุ่มบริษัทรถยนต์ พีเอสเอ กรุพ (PSA GROUP) ของฝรั่งเศส ในราคา 2,200 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 83,600 ล้านบาทไทย และคาดหมายกันว่ากระบวนการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปีไก่อูอู้ทุกเรื่องนี้ ผลลัพธ์ของการซื้อขายกิจการดังกล่าวจะทำให้กลุ่มพีเอสเอ กรุพ กลายสภาพเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป รองจากกลุ่ม โฟล์คสวาเกนน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) ของเยอรมนี มีรถอยู่ในเครือข่ายรวม 5 ยี่ห้อ คือ เปอโฌต์ (PEUGEOT) ซีตรอง (CITROEN) เดแอส (DS) โอเพล (OPEL) วอกซ์ฮอลล์ (VAUXHALL) และมีส่วนแบ่งตลาดในยุโรปร้อยละ 17

 

 

MERCEDES-BENZ CONCEPT X-CLASS

 

DSC_4221 copy

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งแบ่งแยกรถเป็น 3 บแรนด์ นำผลงานชิ้นใหม่ๆ ออกอวดตัวในงานนี้เป็นกองทัพ ชิ้นแรกที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซพท์ เอกซ์-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ CONCEPT X-CLASS) ซึ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่สวีเดนเมื่อปลายปีลิงหลอกเจ้าและฉายซ้ำสองที่งานนี้ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถดับเบิลแคบ 5 ที่นั่ง ซึ่งออกแบบ/พัฒนาโดยมีรากฐานมาจากรถพิคอัพ นิสสัน นาวารา (NISSAN NAVARA) และเป็นต้นแบบของรถพิคอัพระดับพรีเมียมที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่โชว์รูมก่อนสิ้นปี 2017 พร้อมกับป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอกซ์-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ X-CLASS) โดยมี อาร์เจนตินา บราซิล แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และทวีปยุโรป เป็นตลาดเป้าหมาย รุ่นหัวกะทิซึ่งเป็นรถขับทุกล้อเครื่องยนต์ดีเซล วี 6 สูบ จะบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า 1.1 ตัน และมีพลังลากจูงไม่น้อยกว่า 3.5 ตัน

 

 

MERCEDES-BENZ E-CLASS CABRIOLET

 

DSC_5536 copy

 

ปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถเก๋งเปิดประทุน เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ กาบริโอเลต์ (MERCEDES-BENZ E-CLASS CABRIOLET) รุ่นใหม่ซึ่งนับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 5 ตัวถังขนาด 4.826×1.860×1.428 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อน ซึ่งมีให้เลือกรวม 4 สี คือ สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำเงินเข้ม สีแดงเข้ม สีดำ เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มโดยใช้เวลา 20 วินาที และสามารถกดปุ่มเมื่อรถวิ่งไม่เร็วกว่า 50 กม./ชม. เป็นประทุนหลังคาที่พัฒนาจากประทุนของรถเปิดประทุนสุดหรู เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ กาบริโอเลต์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS CABRIOLET) สามารถป้องกันเสียงลมและเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี ผู้นั่งในรถพูดคุยกันได้แม้รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง จะมีให้เลือกใช้ทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินและรถดีเซล และจะเป็นครั้งแรกของรถแบบนี้ที่มีรถขับเคลื่อนทุกล้อ 4MATIC ให้เลือกใช้ด้วย

 

 

MERCEDES-AMG E 63 ESTATE

 

DSC_4037 copy

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” เอาอกเอาใจคนรักรถแรงสมบัติแยะ โดยนำรถตรวจการณ์ เมร์เซเดส-เอเอมจี อี 63 เอสเตท (MERCEDES-AMG E 63 ESTATE) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เช่นเดียวกับรถซาลูนที่เปิดตัวไปก่อนแล้ว รถตรวจการณ์แบบนี้เป็นรถแรงและเร็วติดตราดาวที่มีรถให้เลือก 2 โมเดล คือ MERCEDES-AMG E 63 4MATIC+ESTATE ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 3,982 ซีซี 420 กิโลวัตต์/571 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT MCT 9 กับ MERCEDES-AMG E 63 S 4MATIC+ESTATE ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกันระบบเกียร์ชุดเดียวกัน แต่ปรับแต่งพิเศษจนกำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 450 กิโลวัตต์/612 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.โมเดลแรกทำได้ใน 3.6 วินาที โมเดลหลังลดเหลือ 3.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ทั้งสองโมเดล

 

 

MERCEDES-MAYBACH G 650 LANDAULET

 

DSC_4053 copy

 

เปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ตัวจริงเสียงไม่จริงเพิ่งปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ เมร์เซเดส-มายบัค จี 650 แลนเดาเลท (MERCEDES-MAYBACH G 650 LANDAULET) รถกิจกรรมกลางแจ้งพันธุ์แท้ที่จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 99 คัน และใช้โรงงานในออสเตรียของค่าย MAGNA STEYR เป็นที่ผลิต ตัวถังขนาด 5.345×2.110×2.235 ม. ซึ่งดัดแปลงจากตัวถังของรถกิจกรรมกลางแจ้ง เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ G-CLASS) ซึ่งอยู่ในสายการผลิตมายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ แยกห้องโดยสารเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหน้าซึ่งอยู่ภายใต้เหล็กที่ติดตรึงเปิด/ปิดไม่ได้ กับส่วนหลังซึ่งอยู่ภายใต้หลังคาเปิดประทุนที่บังคับการปิด/เปิดด้วยการกดปุ่ม เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องทวินเทอร์โบเบนซิน วี 12 สูบ 5,980 ซีซี 463 กิโลวัตต์/630 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ

 

 

MERCEDES-AMG GT CONCEPT

 

DSC_4030 copy

 

เมร์เซเดส-เอเอมจี จีที คอนเซพท์ (MERCEDES-AMG GT COMCEPT) รถแนวคิดเพียงคันเดียวที่ค่าย “ดาวสามแฉก” นำออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระ 50 ปี ของสำนัก AMG และเป็นต้นแบบของรถเก๋งฟาสต์แบค 4 ที่นั่งพลังสูงความเร็วสูง ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2018 เพื่อสู้กับรถ โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) เป็นรถขับทุกล้อด้วยระบบขับไฮบริดที่ค่าย “ดาวสามแฉก” เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และตั้งชื่อว่า EQ POWER เป็นระบบไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 8 สูบ 4.0 ลิตร ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ชุด ได้กำลังสุทธิสูงสุดระดับ 600 กิโลวัตต์/816 แรงม้า และทำให้รถแบบนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3.0 วินาที ในการทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่น่าติดตาม ก็คือ แบทเตอรี ซึ่งค่ายนี้บอกว่ามีขนาดกะทัดรัดและเบากว่าแบทเตอรีที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้มาก

 

 

BMW 5-SERIES TOURING

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4114 copy

 

ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำรถใหม่ออกแสดงในงานนี้แบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 อนุกรม อนุกรมแรก คือ รถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 ทัวริง (BMW 5-SERIES TOURING) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 5) ซึ่งมีตัวถังโตกว่ารถรุ่นเดิมในทุกมิติ แต่น้ำหนักตัวกลับลดลงถึง 100 กก. โดยประมาณ เป็นตัวถังตรวจการณ์ที่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากตัวถังซีดานซึ่งเปิดตัวที่งานมหกรรมดีทรอยท์เมื่อกลางเดือนมกราคม และครึ่งหน้าของตัวถังซึ่งมีขนาด 4.943×1.868×1.498 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27-0.29 ก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถซึ่งเป็นที่มา จะเริ่มการจำหน่ายในเดือนมิถุนายนของปีไก่ และจะมีรถให้เลือกรวม 5 โมเดล คือ BMW 530I (182 กิโลวัตต์/252 แรงม้า) BMW 540I XDRIVE (250 กิโลวัตต์/340 แรงม้า) BMW 520D (140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า) BMW 530D (195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า )BMW 530D XDRIVE (195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า)

 

 

BMW 4-SERIES

 

DSC_4247 copy

 

รถใหม่อีกอนุกรมหนึ่งที่ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-4 (BMW 4-SERIES) ซึ่งไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ แต่เป็นรถรุ่นเดิมที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และมีกำหนดเริ่มการจำหน่ายในเดือนเมษายน 2017 เช่นเดียวกับก่อนการปรับปรุงรถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังให้เลือก 3 แบบ คือ ตัวถัง 2 ประตูคูเป ขนาด 4.640×1.825×1.377-1.392 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.31 ตัวถังเปิดประทุน ขนาด 4.640×1.825×1.384-1.399 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.31 และตัวถัง 4 ประตูคูเป ขนาด 4.640×1.825×1.389-1.404 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27-0.30 ทุกตัวถังมีการปรับเปลี่ยนในหลายๆ จุดทั้งภายนอกและภายในตัวถัง และที่เปลี่ยนตามไปด้วยก็คือราคาค่าตัว ตัวอย่าง คือ ราคาเริ่มต้นของรถเปิดประทุน เพิ่มจาก 44,700 เป็น 46,800 ยูโร

 

 

VOLKSWAGEN ARTEON

 

DSC_5089 copy

 

จุดดึงดูดสายตาในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์มีอยู่หลายจุด แต่จุดที่ดูดได้รุนแรงที่สุด ก็คือ เวทีหมุนขนาดใหญ่อันเป็นที่สถิตของรถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน อาร์เตอน (VOLKSWAGEN ARTEON) รถใหม่สายพันธุ์เยอรมันอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถอนุกรมใหม่ที่ค่ายนี้กำลังจะนำเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถอนุกรมเดิมที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2008 คือ โฟล์คสวาเกน พาสสัท ซีซี (VOLKSWAGEN PASSAT CC) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โฟล์คสวาเกน ซีซี (VOLKSWAGEN CC) ตัวถังขนาด 4.862×1.871×1.427 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อที่ยาวถึง 2.841 ม. ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสามารถสู้กันได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง เอาดี เอ 5 (AUDI A5) และบีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-4 กรัน คูเป (BMW 4-SERIES GRAN COUPE) จะมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งให้กำลังสูงสุดระหว่าง 150-280 แรงม้า

 

 

OPEL CROSSLAND X

 

DSC_4807 copy

 

ค่าย “สายฟ้า” ซึ่งเพิ่งถูกขายกิจการให้แก่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เมืองน้ำหอม ใช้งานนี้เป็นที่อวดตัวรถใหม่ 2 อนุกรม ที่เลือกมาให้ชมเป็นอนุกรมแรก คือ รถติดป้ายชื่อ โอเพล ครอสส์แลนด์ เอกซ์ (OPEL CROSSLAND X) ซึ่งเปิดตัวที่นครหลวงของเยอรมนีเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่งปรากฏตัวแบบ “อินเตอร์” เป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็น SUBCOMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ในตัวถังขนาด 4.212×1.765×1.590 ม. ที่ออกแบบได้ดีและดูมีบุคลิกเฉพาะตัว เห็นแล้วไม่เกิดความรู้สึกว่าซ้ำซากและมากสิ่งลอกเลียนแบบ ในเมืองแม่ คือ เยอรมนีรถอนุกรมนี้เริ่มการจำหน่ายไปแล้ว โดยแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ คือ SELECTION EDITION INNOVATION มีเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลให้เลือกรวม 5 ขนาด (60-96 กิโลวัตต์/81-130 แรงม้า) และมีระบบเกียร์ 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 หรือ 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

 

OPEL INSIGNIA

 

DSC_4813 copy

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่ค่าย “สายฟ้า” นำออกอวดตัวในงานนี้และเป็นการปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนในลักษณะ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” คือ โอเพล อินซิกนีอา (OPEL INSIGNIA) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี่เองการผลิตที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองรัสเซลส์ไฮม์ (RUSSELSHEIM) ของเยอรมนีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นรถเก๋งขนาดกลางที่มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า อินซิกนีอา กแรนด์ สปอร์ท (INSIGNIA GRAND SPORT) กับตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ 5 ที่นั่ง ซึ่งมีชื่อต่างออกไปว่า อินซิกนีอา สปอร์ทส์ ทัวเรอร์ (INSIGNIA SPORTS TOURER) ทั้งสองตัวถังออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่โดยใช้พแลทฟอร์มที่ต้นสังกัด คือ จีเอม เพิ่งออกแบบขึ้นใหม่ และตั้งชื่อว่า EPSILON 2 เป็นพแลทฟอร์มที่ทำให้น้ำหนักตัวของรถเบาขึ้นถึง 175 กก. เมื่อเทียบกับรถรุ่นก่อน หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังก็ดูดีขึ้นมากด้วย

 

FORD FIESTA ST

DESIGN
TECHNOLOGY
ENVIRONMENT

 

DSC_4424 copy

 

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “วงรีสีฟ้า” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวรถ ฟอร์ด ฟิเอสตา (FORD FIESTA) รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 8) ไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีลิงหลอกเจ้า เอาใจคนรักรถเล็กที่ชอบขับรถแรงและเร็วโดยนำรถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด ฟิเอสตา เอสที (FORD FIESTA ST) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” พร้อมคำประกาศยืนยันว่า ต้องรอจนถึงต้นปีน้องหมานั่นแหละรถรุ่นนี้จึงจะเริ่มการจำหน่าย เช่นเดียวกับรถชื่อเหมือนกันรุ่นก่อนๆ รถแฮทช์แบคโมเดลหัวกะทินี้จะมีให้เลือกทั้งตัวถัง 3 ประตูและตัวถัง 5 ประตู ที่มีขนาดตัวถังเท่ากันและหน้าตาก็ดูเหมือนกัน ทั้งสองตัวถังเป็นรถขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์อีโคบูสต์ (ECOBOOST) DOHC 3 สูบเรียง ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 147 กิโลวัตต์/200 แรงม้า เพียงพอที่จะทำให้รถแรงโมเดลนี้วิ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วตีนต้น ที่สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 6.7 วินาที

 

 

AUDI Q8 SPORT CONCEPT

 

DSC_5228 copy

 

ค่าย “สี่ห่วง” เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีอีกรายหนึ่งที่นำผลงานชิ้นใหม่ๆ ออกอวดตัวในงานนี้เป็นกองทัพ ตัดสินใจเลือกชิ้นที่น่าสนใจที่สุดเพียง 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 สปอร์ท คอนเซพท์ (AUDI Q8 SPORT CONCEPT) ซึ่งก็เป็นรถสายพันธุ์เยอรมันอีกคันหนึ่งที่ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถแนวคิดติดป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 คอนเซพท์ (AUDI Q8 CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนมกราคม 2017 และเป็นต้นแบบอีกคันหนึ่งของรถ เอสยูวี ขนาดโตเต็มพิกัดที่อีกไม่นานค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดพร้อมกับป้ายชื่อ เอาดี คิว 8 (AUDI Q8) นอกจากตัวถังที่เปลี่ยนรายละเอียดในบางจุดแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจุดสำคัญ คือ การติดตั้งระบบขับไฮบริด ซึ่งใช้เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า

 

 

AUDI RS5 COUPE

 

DSC_5244 copy

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของค่าย “สี่ห่วง” ซึ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถคูเปสุดหรูติดป้ายชื่อ เอาดี อาร์เอส 5 คูเป (AUDI RS5 COUPE) ซึ่งเดือนกรกฎาคมของปีไก่แก่แม่ปลาช่อนนี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ พร้อมป้ายราคา 80,900 ยูโร หรือประมาณ 3.07 ล้านบาทไทย ตัวถังขนาด 4.723×1.861×1.360 ม. ของรถแรงโมเดลนี้ไม่ได้ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ดัดแปลง/พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถ เอาดี เอ 5 คูเป (AUDI A5 COUPE) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 เมื่อมองจากภายนอกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ แผงกระจังหน้าที่ทำขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่จุดสำคัญที่มองไม่เห็น คือ ระบบขับทุกล้อซึ่งใช้เครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 2.9 ลิตร 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่ทำงานร่วมกับ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ TIPTRONIC อัตราเร่ง 0-100