บทความ

แฟร์รารี ลาแฟร์รารี !


เสียงคำรามก้องของขุมกำลัง วี 12 สูบ ผสานกับไฟเบรคสีแดงที่สว่างวาบตลอดเส้นทางขึ้น/ลงของขุนเขา พร้อมท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย นี่คือ การสำแดงสมรรถนะของ “ม้าลำพอง” ตัวล่าสุด ด้วยเทคโนโลยียุคหน้าที่จะช่วยยกระดับโลกยานยนต์ให้ไปไกลเกินกว่าใครจะคาดคิด

 

จากตำนานที่สืบทอดมาช้านาน

ลาแฟร์รารี ถูกรังสรรค์ขึ้นท่ามกลางกลิ่นอายของเหล่ารถสปอร์ทระดับตำนาน และเป็นผลงานการออกแบบจากทีมงานของ แฟร์รารี โดยตรง ณ เมือง มาราเนลโล (MARANELLO) ทุกรายละเอียดคำนึงถึงคุณประโยชน์ด้านหลักอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน

รูปทรงอาจไม่สวยงามตามแบบฉบับรถสปอร์ทรุ่นดั้งเดิม แต่ ลาแฟร์รารี ยังมีเส้นสายที่ลงตัว และโดดเด่นไม่แพ้ใคร

 

ข้อมูลจำเพาะ
เครื่องยนต์ ขนาด 6262 ซีซี วี 12 สูบ
กำลังสูงสุด 963 แรงม้า ที่ 9000 รตน.
แรงบิดสูงสุด 91.8 กก.-ม. ที่ 6750 รตน.
ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง
เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ
ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 3 วินาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.0 กม./ลิตร
น้ำหนักรวม 1255 กก.

 

ด้วยความฉับไวที่กล้องวีดีโอแทบจับภาพไม่ทัน ขณะที่นักขับ ฟอร์มูลา วัน มือฉมังอย่าง คีมี ไรค์โคเนน (KIMI RAIKKONEN) กำลังควบ ลาแฟร์รารี ในสนามแข่ง ฟีโอราโน (FIORANO) แม้กินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่นั่นก็มากพอที่จะบ่งบอกว่ารถคันนี้รวดเร็วแค่ไหน ตอกย้ำด้วยประกายไฟจากปลายท่อไอเสียลุกโพลงขึ้นมาทุกครั้งที่กดคันเร่ง ประกอบกับเสียงร้องโอดครวญของยางที่ถูกบดขยี้บนพื้นถนน ตัวรถพุ่งฉิวในช่วงทางตรงผ่านหน้าพิทเลน ปกติแล้วนักขับสายเลือดฟินแลนด์คนนี้ เป็นคนสงบปากสงบคำ แต่ทว่าแสดงออกผ่านการขับขี่ที่ดุดัน เขาเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เกินกำหนด และเติมคันเร่งมากเกินไปเล็กน้อย ทำให้ตัวรถไถลไปในทิศทางตรงกันข้าม และเกิดอาการหมุนข้ามทแรค หยุดลงที่ผืนหญ้าด้านข้าง เป็นอันจบการบันทึกภาพแค่นี้ !

QUATTRORUOTE เป็นนิตยสารเพียงเจ้าเดียวในประเทศอิตาลี ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการทดลองขับรถสปอร์ทตัวธง รุ่นล่าสุดของค่ายม้าลำพองที่เมือง มาราเนลโล สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ทำให้เราต้องดูวีดีโอกันอีกหลายรอบ กับความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวาดหวั่น และความโล่งอกโล่งใจ ในแง่ของความหวาดหวั่นมาจากการเห็นภาพรถที่หมุนคว้าง 360 องศา โดยนักขับรถแข่ง ฟอร์มูลา วัน ราวกับจะเป็นการเตือนว่า อย่าได้ดูแคลนพละกำลังร่วม 1,000 แรงม้า (อันที่จริง คือ 963 แรงม้า) ของรถรุ่นนี้ ส่วนความโล่งอกนั้นมาจากความคิดที่ว่า ระดับนักแข่งรถมือฉมังยังพลั้งพลาดกันได้ คงไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้านักสำหรับเรา หากจะทำพลาดเช่นนั้นบ้าง ต่อมาไม่นานก็ถึงเวลาให้เราขึ้นไปลองรถคันนี้ในสนามแข่ง ฟีโอราโน ฝนยังคงโปรยปราย แถมค่อนข้างหนาเม็ดเสียด้วย ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนที่เรารอคอย หลังได้รับหมายเชิญการทดลองขับในครั้งนี้ และเมื่อวันนั้นมาถึง ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา ทำเอาพื้นทั่วสนามแข่งเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ช่วยไม่ได้ที่ความหวั่นวิตกของเรา จะพุ่งสูงขึ้นอีก แม้จะยืนอยู่ตรงหน้ารถสปอร์ทสีแดงเพลิง เต็มไปด้วยความสง่างาม สมศักดิ์ศรีรถตัวธง นี่คือ ทายาทของบรรดารถสปอร์ทระดับตำนานจาก แฟร์รารี ได้แก่ 288 จีทีโอ (288 GTO) เอฟ 40 (F40) เอฟ 50 (F50) และ เอนโซ (ENZO) ซึ่งแต่ละคันถูกขึ้นชั้นให้เป็นสุดยอดรถซูเพอร์คาร์ หรือบางคนอาจเชิดชูมากกว่านั้นด้วยซ้ำ มาบัดนี้ ลาแฟร์รารี เป็นยิ่งกว่ายานยนต์สมรรถนะสูง ภายใต้ราคาค่าตัวที่แพงระยับระดับมหาเศรษฐีเท่านั้นจะเอื้อมถึง แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของเทคโนโลยียุคล่าสุด ถ่ายทอดจากองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญอันเอกอุของทีมงานจาก แฟร์รารี รวมไปถึงรายละเอียดทางวิศวกรรมจากรถแข่ง ฟอร์มูลา วัน ขอบอกตรงๆ ว่า นี่ไม่ใช่การยกยอปอปั้น หรือมีเจตนาให้แฟนค่ายม้าลำพองรู้สึกตื่นเต้นกันเล่นๆ แต่นี่คือความจริงที่ว่า มาตรฐานใหม่ของสุดยอดรถสปอร์ทได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว และไม่ง่ายเลยที่ใครจะเทียบเคียงมันได้

 

ต้นแบบของความเป็นสุดยอด

รายละเอียดทางวิศวกรรมของ ลาแฟร์รารี มีดังนี้ เครื่องยนต์ แบบ วี 12 สูบ วางกลางลำตามแบบฉบับรถสปอร์ทตัวธงที่ค่ายรถแห่งนี้เลือกใช้เสมอมา เสริมจุดเด่นจากรถแข่ง ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะทางด้านอากาศพลศาสตร์ การเพิ่มแรงม้าให้ขุมกำลัง วี 12 สูบ ด้วยระบบไฮบริด (HY-KERS) ในทางทฤษฎีแล้ว มันถูกจัดว่าเป็นรถไฮบริดก็ได้ แต่ไม่ใช่บริบทของการเป็นรถเพื่อสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญ คือ การทำให้รถสปอร์ทคันนี้มีสมรรถนะร้อนแรงยิ่งขึ้น เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 6.3 ลิตร กำลังสูงสุด 800 แรงม้า (ที่ 9,000 รตน.) ไร้ระบบอัดอากาศ แบบ วี 12 สูบ ประกบกับชุดแบทเตอรีน้ำหนัก 60 กก. และ มอเตอร์ไฟฟ้าอีก 25.7 กก. ขับเคลื่อนร่วมกับเครื่องยนต์สันดาป มีกำลังเสริมอีก 163 แรงม้า จุดแตกต่างจากบรรดาซูเพอร์คาร์ ขุมกำลังไฮบริดรุ่นอื่นอย่าง โพร์เช 918 (PORSCHE 918) หรือ แมคลาเรน พี 1 (McLAREN P1) นั่นคือ ลาแฟร์รารี ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ดังที่ฝ่ายวิศวกรเคยกล่าวเอาไว้ว่า “เสียงคำรามอย่างดุดันของเครื่องยนต์ วี 12 สูบ ย่อมเร้าใจกว่าเป็นไหนๆ เมื่อเทียบกับความเงียบเชียบของมอเตอร์ไฟฟ้า” ดังนี้แล้ว ระบบไฮบริดขนาดกะทัดรัดมีน้ำหนักรวมที่ 146 กก. ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมสมรรถนะ ตอบสนองทันทีที่ผู้ขับกดคันเร่ง ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการลดค่าไอเสียแต่อย่างใด

 

ถึงเวลาเอาจริง

เราไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาอธิบายความยอดเยี่ยมของรถคันนี้ ในโลกยานยนต์ต่างก็มีรถสปอร์ทสมรรถนะสูงมากมาย หลายคันนั้นเป็นรถภายใต้บแรนด์ แฟร์รารี รถสปอร์ทเหล่านี้ ต้องการเพียงความตั้งอกตั้งใจในการบังคับควบคุม แค่นั้นก็เอาอยู่ อาจดูไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินความสามารถเท่าใดนัก แต่ ลาแฟร์รารี เป็นอะไรที่มากกว่านั้น ไม่ว่าฝีไม้ลายมือของผู้ขับจะเก่งกาจสักเท่าใด ก็ไม่อาจเข้าถึงขีดสุดความสามารถของรถคันนี้ได้ แม้อัตราเร่งของมันอาจไม่ชวนตื่นตะลึงเสียทีเดียว (0-100 กม./ชม. ภายในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที) แต่ขุมกำลังมีการตอบสนองอย่างดีเยี่ยม เพียงกดคันเร่งลงไป พละกำลังมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง บุคลิกที่ดิบห้าวถูกถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ แทบจะลืมไปเลยว่ารถสปอร์ทคันนี้มีขุมกำลัง 2 แห่งด้วยกัน ระบบอากาศพลศาสตร์ทำงานอย่างได้ผลที่ความเร็วสูง การสอดประสานกันระหว่างตัวถังภายนอก ร่วมกับบรรดาช่องอากาศรอบคัน และส่วนประกอบของระบบรองรับ ต่างทำงานอย่างแข็งขันเพื่อผลลัพธ์ คือ ความหนึบแน่นของรถซูเพอร์คาร์คันนี้ ด้วยแรงกดขณะเข้าโค้งถึง 360 กก. ที่ความเร็ว 200 กม./ชม. และในช่วงทางตรง จะมีแรงกดที่ 90 กก. ทาง แฟร์รารี พัฒนารถรุ่นนี้ให้พร้อมรับมือกับความเร็วระดับ 350 กม./ชม. หรือมากกว่านั้น เนื่องจากความเร็วสูงสุดขึ้นอยู่กับพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ด้วย แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ ลาแฟร์รารี สามารถทำความเร็วตีนปลายแตะ 380 กม./ชม. นั่นเชียว ในแง่การบังคับควบคุม ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ถึงการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมจากระบบช่วยเหลือต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ แต่อย่าได้คิดว่าการไม่มีโหมดปรับแต่งที่หลากหลาย จะทำให้อรรถรสการขับขี่จืดจางลงไป เราพิสูจน์มาแล้วจากการขับรถคันนี้ ท่ามกลางสภาพพื้นผิวเปียก เมื่อพบว่าเครื่องยนต์กลไก ระบบขับเคลื่อน รวมไปถึงส่วนประกอบที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ได้แก่ ระบบรองรับ และโครงสร้างตัวถัง ทำงานร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง มันแสดงความพยศออกมาราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตยามเมื่อเค้นอัตราเร่งกันแบบสุดๆ อย่าได้คาดหวังว่ารถที่มีพละกำลังของม้าที่หิวกระหายเกือบ 1,000 ตัว จะยอมเชื่องมือกันง่ายๆ นี่คือขุมกำลัง วี 12 สูบ บลอคเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง ฟอร์มูลา วัน ยุคปี 1995 มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะไต่ความเร็วถึง 200 กม./ชม. เพียงชั่วอึดใจท่ามกลางสายฝน จนกระทั่งไปถึงสุดทางตรงของสนามแข่ง ฟีโอราโน ผมมารู้สึกตัวช้าไปเมื่อถึงจุดที่ควรจะเบรค จึงพยายามกระแทกแป้นเบรคอย่างแรง หวั่นใจอยู่ว่ารถจะไถลออกไปชนรั้วกั้นหรือไม่ ณ เวลานั้นความคิดในหัวเตลิดไปไกลถึงค่าเสียหายที่เป็นเงินมากโข หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถคันนี้ แต่ทว่าด้วยความช่วยเหลือของระบบเบรคคาร์บอนเซรามิค บวกกับการใช้อากาศพลศาสตร์เพื่อชะลอความเร็ว และยังมีระบบควบคุมการทรงตัวอีกแรง ทำให้เราบังคับรถกลับมาอยู่ในไลน์เพียงชั่วพริบตา ปลอดภัยจากจุดอันตรายหลายเมตร สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่ชาญฉลาด มั่นคง เที่ยงตรง และเป็นไปอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ลาแฟร์รารี เป็นซูเพอร์คาร์ที่มีสมรรถนะร้อนแรงที่สุดคันหนึ่งเท่าที่เราเคยทดลองขับมา หากพิจารณาถึงราคาที่ถูกตั้งเอาไว้สูงลิบ และความเป็นรถธงประจำค่ายแล้ว รถรุ่นนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่ในแง่ของเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำหน้า ทุกอย่างที่ใช้ต่างอยู่ในระดับสุดยอด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่แสนประณีต ความลงตัวของเครื่องยนต์กลไกต่างๆ การคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เราอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือความเป็นที่สุดของโลกยานยนต์ ถูกรวมเอาไว้ในรถคันเดียว คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ แฟร์รารี ที่จะพัฒนารถรุ่นถัดไปให้ดียิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับความสมบูรณ์แบบที่รถคันนี้แสดงให้เห็น และภายใต้สมรรถนะระดับหัวแถวของ ลาแฟร์รารี คงยากที่รถคันไหนจะมีความเร็วเทียบเคียงมันได้ !?!

 

จำกัดจำนวนการผลิตที่ 499 คัน และถูกจองหมดแล้ว

หากคุณเนื้อเต้นอยากเป็นเจ้าของรถคันนี้ และรีบไปที่ตัวแทนจำหน่ายของ แฟร์รารี โดยพลัน พูดคุยกับพนักงานขายเพียงชั่วครู่ จากนั้นก็วางเงินเพื่อจับจอง ลาแฟร์รารี ทันใด แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก รถสปอร์ททั้ง 499 คัน ถูกนำเสนอให้แก่ลูกค้าที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ประการแรก พวกเขาเหล่านั้นจะต้องมีระดับฐานะทางการเงินที่มั่งคั่ง และเฟ้นเฉพาะลูกค้าระดับ “แฟนพันธุ์แท้” เท่านั้น จึงจะมีโอกาสครอบครอง ลาแฟร์รารี ในที่นี้ คือ พวกเขาจะต้องครอบครองรถยี่ห้อ แฟร์รารี รุ่นใหม่อย่างน้อย 2 คัน แน่นอนว่าต้องซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น และตลอดระยะเวลาช่วง 10 ปีหลังสุด ลูกค้าคนนั้นควรจะเป็นเจ้าของรถสปอร์ทค่ายม้าลำพองอย่างน้อย 6 คันขึ้นไป แม้จะมีข้อกำหนดถึงขนาดนี้ จำนวนทั้งหมด 499 คัน ถูกจองเกลี้ยงก่อนที่รถคันนี้ไปเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาด้วยซ้ำ !

สภาพพื้นผิวทแรคที่เปียกทำให้เราไม่สามารถรีดสมรรถนะของ ลาแฟร์รารี ออกมาได้เต็มที่ แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของระบบช่วยเหลือขณะขับขี่

 

จุดด้อย

เราพบจุดด้อยเพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นคือ กระจกมองข้างที่มีขนาดใหญ่ อาจให้ผลดีเรื่องทัศนวิสัยด้านหลัง แต่กลับบดบังทัศนวิสัยด้านหน้า โดยเฉพาะยามเมื่อเข้าโค้งเป็นวงแคบ อาจมีปัญหาเรื่องจุดบอดบริเวณดังกล่าวได้

ค่ายม้าลำพองได้รังสรรค์ ลาแฟร์รารี ให้เป็นหนึ่งในสุดยอดยนตรกรรมที่เพียบพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์แบบที่เหนือชั้น เพิ่มระดับ คาดหวังให้สูงยิ่งขึ้นกับรถรุ่นต่อไปในอนาคต



------------------------------
เรื่องโดย : GIAN LUCA PELLEGRIN
ภาพโดย : QUATTRORUOTE
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2557
คอลัมน์ : QUATTRORUOTE ทดสอบ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/k7gaf
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th